รักชาติเพื่อสร้างชาติ ชาตินิยมแนวใหม่ที่สังคมไทยรอมานาน 'เอ้-สุชัชวีร์' ชี้ให้เห็นความแตกต่าง Patriotism-Nationalism อันหนึ่งรักชาติอยากสร้างชาติ อีกอันคือคลั่งชาติหัวรุนแรง
The Structure
อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 10.26 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 03.26 น. • The Structureศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ อดีตคณบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ได้ออกมาแสดงทัศนคติเกี่ยวกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นในเวลานี้ว่า
“Patriotism” ความรักชาติ ที่ไม่ใช่ “Nationalism” คือ ความรักและภูมิใจในชาติของตน สร้างชาติให้แข่งขันได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก
ผมเปิดเว็บไซต์ เปิดทีวีดูข่าวตลอดทั้งวัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องใช้วิจารณญาณในการบริโภคข่าวสาร
ผมหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว และผมขอให้รัฐบาลมีท่าที “จริงจัง” มากกว่านี้ ในการแก้ปัญหา แม้ไทยเรา “สุภาพ” ได้ แต่ต้อง “ไม่อ่อนแอ” ต้องสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ประชาชนคนไทย
ผมเชื่อว่า ประเทศไทยมีหลาย “ยุทธวิธี” หากจะนำมาใช้ เพื่อจัดการกับ “คนเกเร” ให้เจ็บแสบ โดยไม่ต้องสูญเสีย และคนเกเรที่เป็นต้นเหตุ ต้องไม่ได้ประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งใดก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้ตอนนี้ คือ “กระแสชาตินิยม” หากมองในแง่ดี คือ คนไทยไม่อยากเห็นชาติไทยต้องตกเป็นรองชาติใด พอมีใครมาแตะต้อง “อธิปไตยของไทย” เราสามารถรวมใจกันได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะเรา “รักชาติ”
ชาตินิยมที่ดี คือ “ความรักชาติ” หรือ “Patriotism” คือ ความรัก ความภูมิใจ ในประเทศของตน รักษาคุณค่าที่ดีงามของประเทศตน ไม่ใช่ชาตินิยม “Nationalism” ที่ใช้ความรุนแรง หรือคลั่งชาติ ที่ก้าวร้าว รุกราน
ลองจินตนาการดูว่า หากเราเอาพลัง “ความรักชาติ” ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มาใช้ “สร้างชาติ” มันจะเป็นอย่างไรบ้าง
ผมขอยกตัวอย่างบางเรื่องที่ “ความรักชาติ” จะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลง นำประเทศไทย “ก้าวใหม่” ได้ เช่น เรื่อง “การศึกษา” และ “เศรษฐกิจ”
เพราะสามสิบปีที่แล้ว เราถูกสอนมาว่าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็ว แข็งแรง จะเป็น “เสือตัวที่ 5” ต่อจาก เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ของเอเชีย
วันนั้น เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม ที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง เป็น “NICS” Newly Industrialized Countries หรือ “ประเทศอุตสาหกรรมใหม่” เราจะเติบโตมาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศโลกที่หนึ่ง ในไม่ช้า
เรารู้สึกภาคภูมิใจมาก แม้แต่ชื่อรุ่นของผม ตอนจบมัธยมต้น ยังชื่อว่า “รุ่น NICs” และเมื่อผมมีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เวลาแนะนำตัวว่ามาจาก “ประเทศไทย” ไม่อายใคร
แต่แล้ว หลังจากวันนั้น เราเข้าสู่ภาวะซึมเซาเป็น “ซอมบี้” มาตลอดบนเวทีโลก ทั้งใน “ด้านการศึกษา” พัฒนาคน “ด้านเศรษฐกิจ” ที่ไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ อย่างที่คุย หรือทั้ง “ด้านการท่องเที่ยว” และภาคบริการ ก็ถดถอย ไม่ดีเหมือนเดิม
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเว็บไซต์ World Population Review เผยแพร่ข้อมูลการจัดอันดับการศึกษาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในปี 2025 ระบุว่าไทยอยู่อันดับ 107 ของโลก และอันดับ 8 ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยตามหลังทั้งสิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย รวมถึงลาว ผมได้อ่านรายงานฉบับนี้รู้สึก “แค้นใจมาก” ในฐานะคนทำงานด้านการศึกษามาตลอดชีวิต
ขณะที่วันนี้นักท่องเที่ยวจีน มีเวียดนามและญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกแทนที่ไทย โดยส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเรื่องความปลอดภัยภายในประเทศไทย เป็นไวรัลไปทั่วโลก ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยน ก่อนที่การท่องเที่ยว “เครื่องจักรตัวสุดท้าย” จะดับลง
ทำอย่างไรให้ “เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ของไทยเพิ่มสูงขึ้นได้ การลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” คือเรื่องสำคัญที่สุด
เพราะทุกปัญหา เกิดจากต้นเหตุ คือ “คุณภาพการศึกษา” เราสร้างพลเมืองไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ศักยภาพของชาติต่ำลง “เศรษฐกิจก็ถดถอย” สู้เขาไม่ได้
เรื่องไอเดียเกี่ยวกับการ “ยกเครื่องการศึกษา” ไว้ผมมีโอกาสจะเล่าให้ฟัง รวมไปถึงการพัฒนาคน ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของชาติ
ดังนั้น คำว่า “ความรักชาติ” คือ การสร้างความความ สามารถในการแข่งขันของคนไทยบนเวทีโลก ให้คนไทยรักและหวงแหนความเป็นไทย สนับสนุนสินค้าและบริการของคนไทย ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศของไทยแข็งแรง
“ก้าวใหม่” ในทิศทางใหม่ ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยใหม่ให้แข็งแรง พัฒนาคุณภาพประชากรไทยด้วยการศึกษาที่ปรับตัวให้ทันกับโลก และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทุกกลุ่มทุกวัย
ผมเชื่อว่า “เราทำได้” เราจะสามารถเดิน “ยืดอก” อย่างสง่างามในเวทีโลก ประเทศไทยจะเป็นชาติที่คนอื่น “เกรงใจ” เพราะ “ไทยสตรอง” จาก “เนื้อใน” จากศักยภาพคนไทย จากเศรษฐกิจใหม่ ไม่แพ้ชาติใดในโลก
นี่แหละ คือ “ความรักชาติ” เพื่อสร้างชาติ จะเป็น ชาตินิยมแนวใหม่ ที่สังคมไทยรอมานาน