“หลากหลายใต้ตัวเลข” ชีวิตทางเพศ LGBTIQN+ ไทย ผลักดันข้อมูลสู่การสร้างนโยบายที่เท่าเทียม
ในยุคที่สังคมไทยเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นต่อความหลากหลายทางเพศ การยอมรับในสิทธิและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกำลังขยายวงในหลายมิติ ทั้งในเชิงวัฒนธรรม สื่อ และนโยบาย แต่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมี “ข้อมูล” ที่แม่นยำเป็นฐานสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการออกแบบบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ได้จริง
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีเผยแพร่ผลการวิจัย “หลากหลายใต้ตัวเลข: ชีวิตทางเพศ LGBTIQN+ ไทย” เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงจากการสำรวจประชากรกลุ่มเพศหลากหลายอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกของประเทศ เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การขับเคลื่อนสังคมไทยให้ปลอดภัยและเท่าเทียมสำหรับทุกอัตลักษณ์ทางเพศ
‘ภรณี ภู่ประเสริฐ’ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า กลุ่มประชากรเพศหลากหลายเป็นตัวแทนของความแตกต่างทางเพศวิถีและอัตลักษณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความหลากหลายในเชิงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้ยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ ทั้งในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ (จากการถูกเลือกปฏิบัติ) และโอกาสทางสังคม แม้จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ (Pink Economy) และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะประเด็นความเท่าเทียม
สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการมีข้อมูลทางสถิติที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกี่ยวกับกลุ่ม LGBTIQN+ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและบริการต่าง ๆ งานวิจัย “การคาดประมาณขนาดประชากร LGBTQ+ ในประเทศไทย”จึงเกิดขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางสถิติและประชากรศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อพัฒนาแนวทางและเครื่องมือการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบครั้งแรกในประเทศ
โดย สสส. ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการสำรวจชีวิตทางเพศและสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัยในปี 2567 ครอบคลุม 2,466 ครัวเรือน รวม 9,588 คน จากการนับจดครัวเรือน พบประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศคิดเป็น 2.37% และยังพบประเด็นสุขภาพเฉพาะกลุ่มที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น
“การมีข้อมูลที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย โดยมุ่งเน้นสร้างระบบสุขภาวะที่ส่งเสริมความเท่าเทียม ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกอัตลักษณ์ทางเพศ” ‘ภรณี’กล่าว
‘รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล’สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล เปิดเผยว่า การสำรวจชีวิตทางเพศและสุขภาพของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 2,426 คน โดยใช้แบบสอบถามชุดเดียวกัน พบว่า 7.4% ระบุตัวเองเป็น LGBTQ+ และในกลุ่มเยาวชนอายุ 15–25 ปี จำนวน 1,106 คน มีถึง 29.6% ระบุตนเองเป็น LGBTQ+ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 เท่า สะท้อนถึงความหลากหลายทางอัตลักษณ์ที่เด่นชัดในกลุ่มเยาวชน
แม้จะมีแนวโน้มการยอมรับในบางครอบครัว แต่เยาวชนจำนวนมากยังเผชิญเงื่อนไขหรือแรงกดดันให้ “เปลี่ยนแปลงตัวตน” ทั้งนี้ ข้อมูลยังระบุว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มแสดงอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศที่หลากหลายกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มไบเซ็กชวล ขณะที่เยาวชนมีแนวโน้ม “ความลื่นไหลทางเพศ” สูงกว่ากลุ่มวัยอื่นถึง 4 เท่า
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลที่น่าห่วงเกี่ยวกับประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีความหลากหลายทางเพศในวัยเยาว์ ซึ่งถึง 1 ใน 5 เคยประสบเหตุการณ์ดังกล่าว สะท้อนแรงกดดันและการเลือกปฏิบัติที่คนเพศหลากหลายต้องเผชิญในรูปแบบต่าง ๆ
จากผลสำรวจดังกล่าว นักวิจัยเสนอให้มีการศึกษากลไกเชิงอำนาจและโครงสร้างที่กีดกันคนที่มีเพศวิถีไม่เป็นไปตามขนบ พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยซ้อนทับที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อขยายผลเชิงนโยบายและสร้างระบบสังคมที่รองรับความหลากหลายได้อย่างแท้จริง