โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KKPS ชี้ ภาษีทรัมป์ 36% เสี่ยงเขย่า GDP ไทยหดตัวปีละ 0.5–0.6%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุผ่านบทวิเคราะห์ถึงทิศทางผลกระทบจากภาษีสหรัฐ ภายหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการ ภาษีตอบโต้ เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 14 ประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ หลังมีการหยุดชั่วคราวมาตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เลือกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเทศไทยอยู่ที่ 36% ซึ่งสูงกว่า เวียดนาม ที่เรียกเก็บ 20%, มาเลเซีย อยู่ที่ 24% และเกาหลีใต้ อยู่ที่ 25% โดยมาตรการนี้ จะมีผลบังคับใช้ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า และครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่ส่งออกจากประเทศไทยไปสหรัฐฯ

ขณะที่ ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากภาษีดังกล่าว ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความร่วมมือด้าน ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) หรือ ความผูกพันทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ

โดยไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ราว 38,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือคิดเป็น 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งกลุ่มสินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์, ยางพารา, ชิ้นส่วนยานยนต์ และอาหารแปรรูป ขณะที่บางรายการยังคงได้รับการยกเว้น

ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ามาตรการภาษี 36% ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่มองเป็น "หมากต่อรอง" เพื่อนำไปสู่การขอสัมปทานหรือการเจรจารอบใหม่ อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ประเทศไทยจะมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯแล้ว ประเทศยังขาดบทบาทสำคัญในภูมิศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ อีกด้วย ขณะนี้ ยังคงมีช่องว่างสำหรับการเจรจา การยกเว้นบางประการ หรือการทำข้อตกลงในระดับอุตสาหกรรม เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง ฝ่ายนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากอัตราภาษีถูกขยับจาก 10% เป็น 36% แบบเต็มปีจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ GDP ประเทศไทยปีละ 0.5-0.6% โดยคิดจากสมมติฐานของสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่บวกมูลค่าเพิ่มแล้วในสัดส่วน 30%

ความเสี่ยงดาวไซด์ (Downside risk) ต่อประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 อาจอยู่ที่ 0.2% ซึ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิคในครึ่งหลังของปี

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ ยังไม่ระบุชัดว่าต้องการให้ประเทศไทยดำเนินการอย่างไร เพื่อแลกกับการลดภาษี ขณะที่รายงานการกีดกันทางการค้าของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา USTR ปี 2568 ระบุเกี่ยวกับอัตราภาษีในภาคการเกษตรใบอนุญาตนำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลือง มาตรฐานสุขอนามัยสำหรับเนื้อหมู-เนื้อวัว-ผลิตภัณฑ์นม ตลอดจนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและบริการ

ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่าคำขาดด้านภาษีของสหรัฐฯ สร้างแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องตัดสินใจเลือก ได้แก่ 1.) เปิดกว้างด้านภาคส่วนที่อ่อนไหว โดยเฉพาะภาคการเกษตรให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันมากขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการส่งออกและดึงดูดการลงทุน (ทั้งนี้ แม้ภาคการเกษตรจะไม่ได้มีขนาดใหญ่ แต่มีความอ่อนไหวสูงในเชิงการเมือง)

2.) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าข้ามแดน และแหล่งที่มาของสินค้า โดยมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของไทยกับจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...