โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ปวดประจำเดือนรุนแรง อาจเป็นสัญญาณ “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่”

PPTV HD 36

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 03.58 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 21.00 น.
อาการปวดประจำเดือนพบได้บ่อยในวัยรุ่น หากปวดรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นหลังรักษา 3-6 เดือน อาจเป็นภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างต่อเนื่อง

อาการปวดท้องน้อยช่วงมีประจำเดือน เป็นอาการทางนรีเวชที่พบได้บ่อยในวัยรุ่น วัยเรียนและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น พบว่าอุบัติการณ์ร้อยละ 41 ถึง ร้อยละ 91.5 ของวัยรุ่นเคยมีประวัติปวดท้องประจำเดือน

แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

ไม่มีสาเหตุหรือพยาธิสภาพ (ปฐมภูมิ) มักจะพบภายหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรก 6-12 เดือน เกิดจากสารเคมี prostaglandin ที่หลั่งออกมาช่วงมีประจำเดือน อาจจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน

ตำแหน่งปวดท้อง บอกโรคเบื้องต้นได้ เผย อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์

ปรับแค่ 4 พฤติกรรม เสี่ยงลำไส้แปรปรวน แก้ปวดท้องเรื้อรัง

ปัญหาการนอนหลับร่วมด้วย และมักจะตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวด กลุ่ม NSAIDS เช่น mefenamic acid หรือ ฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด หรือ โปรเจสติน

  • มีพยาธิสภาพหรือโรคที่ทำให้มีอาการปวดประจำเดือน (ทุติยภูมิ ) มักจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวด หรือ ฮอร์โมน หลังจากการรักษาไปแล้ว 3-6 เดือน หรือมีอาการปวดที่เป็นลักษณะเฉพาะ และอาจมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรค โรคที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุสำคัญคือ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

ซึ่งพบได้ร้อยละ 70 ในรายที่ได้รับการยืนยันด้วยผลชิ้นเนื้อจากการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุปวดประจำเดือน หรืออาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรักษาด้วยยาฮอร์โมน สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ก้อนเนื้องอกดมลูก ถุงน้ำรังไข่ อุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรังโรคที่เกี่ยวกับกายวิภาคของมดลูกผิดปกติตั้งแต่กำเนิดชนิดที่มีการอุดตันของประจำเดือน ซึ่งมักจะตรวจพบสาเหตุช้าประมาณ 5-7 ปี หลังจากมีอาการปวดประจำเดือนครั้งแรก โดยอาจจะเชื่อว่าอาการปวดประจำเดือนจะดีขึ้นเอง หรือ ยังไม่ได้มีความตระหนักถึงโรคที่เป็นสาเหตุ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การตระหนักรู้ การค้นหาโรค การรักษาตรงโรค และรักษาต่อเนื่องก่อนที่จะมีอาการรุนแรงและมีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ การเจริญพันธุ์ในอนาคต คุณภาพชีวิต รวมถึงการเรียนและการทำงาน พบว่าร้อยละ12 ของผู้ป่วย จะมีอาการปวดรุนแรงที่ทำให้ไม่สามารถไปเรียนหรือทำงานได้ในช่วงมีประจำเดือน

ปวดท้องเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

  • ปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกรอบเดือน
  • มีการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มขึ้น
  • มีลักษณะปวดร้าวไปด้านหลัง ก้นกบ
  • ขาทั้งสองข้างหรือปวดหน่วงทั้งอุ้งเชิงกราน
  • อาจมีอาการร่วม เช่น ระบบขับถ่ายที่ลำบากมากขึ้นในช่วงมีประจำเดือน ประจำเดือนผิดปกติ เช่น ปริมาณมากขึ้น มีลิ่มเลือดปน
  • มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรังหลังประจำเดือนหยุดแล้ว

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เช่น ประวัติในครอบครัวพบว่า ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ 7 ถึง10 เท่า ถ้าแม่ พี่สาวหรือน้องสาวเป็นโรคนี้ และมีความสัมพันธ์ระดับยีน การมีรอบประจำเดือนสั้นกว่าปกติ มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 14 ปี ประจำเดือนมาก โรคอ้วน มีอาการปวดประจำเดือนเร็วหลังจากประจำเดือนครั้งแรก หรือการมีลักษณะกายวิภาคของมดลูกผิดปกติตั้งแต่กำเนิดชนิดที่มีการอุดตันของประจำเดือน

ตรวจภายในและตรวจอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกรานผ่านทางช่องคลอด

เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาโรคในรายที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ อาจเลือกเป็นการตรวจอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องหรือทวารหนักเพื่อเลี่ยงการตรวจภายใน ลักษณะจากอัลตราซาวด์อาจพบมดลูกขนาดใหญ่ขึ้น ถุงน้ำรังไข่ หรืออาจจะพบสาเหตุอื่นๆ ซึ่งถ้าพบสาเหตุจะให้การรักษาตามโรคนั้นๆ แต่ถ้าไม่พบสาเหตุอาจต้องพิจารณาผ่าตัดส่องกล้องเพื่อค้นหาสาเหตุโรค ซึ่งข้อดีคือการได้ชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา และอาจได้ทำการรักษาโดยการผ่าตัดถุงน้ำรังไข่หรือ เลาะพังผืดในอุ้งเชิงกราน หรือในรายที่ยังไม่เลือกการผ่าตัดส่องกล้อง อาจจะให้เป็นการรักษาครอบคลุมภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (empirical treatment) ไปก่อน การเลือกการรักษาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ผู้ปกครองและแพทย์ผู้รักษา

การรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

จุดประสงค์หลักคือการลดอาการปวด การยับยั้งรอยโรคไม่ให้ขยายเพิ่มขึ้นซึ่งคือการยับยั้งหรือลดรอบประจำเดือนและการคงไว้การเจริญพันธุ์ โดยทั่วไปจะไม่มีทางเลือกการรักษาที่ดีที่สุด แต่จะขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนโดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น การต้องการคุมกำเนิด ความต้องการมีบุตร ข้อห้ามในการใช้ยา และผลข้างเคียงของยา ประวัติการใช้ยามาก่อน เป็นสำคัญ

อาการปวดประจำเดือนในวัยรุ่นเป็นปัญหาพบได้บ่อย โดยการรักษาอาจเริ่มต้นด้วยยาแก้ปวด และฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าพบว่าหลังรักษาแล้วอาการปวดไม่ดีขึ้นในระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือนหรือมีอาการปวดที่มีลักษณะเฉพาะและมีปัจจัยเสี่ยงในการมีภาวะเยื่อบุโพรงเจริญผิดที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ควรได้รับการตรวจโดยสูตินรีแพทย์เพื่อทำการซักประวัติตรวจภายในและทำอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกรานเพื่อค้นหาสาเหตุและรักษาต่อเนื่องการรักษาจะช่วยลดอาการปวดเพิ่มคุณภาพชีวิต และเพิ่มโอกาสการกลับไปใช้ชีวิตปกติในการเรียนหรือการทำงานได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล เกษตร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...