โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อศูนย์อพยพชายแดนคือแนวหน้า…ยามเสียงปืนดังขึ้น ‘ความพร้อม’ คือหน้าที่ที่รัฐต้องเรียนรู้

THE STANDARD

อัพเดต 28 ก.ค. 2568 เวลา 09.57 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 09.57 น. • thestandard.co
เมื่อศูนย์อพยพชายแดนคือแนวหน้า…ยามเสียงปืนดังขึ้น ‘ความพร้อม’ คือหน้าที่ที่รัฐต้องเรียนรู้

วันที่ 5 ของความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวนผู้คนที่ต้องอพยพพุ่งสูงแตะเกือบ 140,000 คน กระจายอยู่ใน 7 จังหวัด

ทุกศูนย์พักพิงกลายเป็นด่านหน้ารับมือความรุนแรงที่ไม่ได้มีแค่เสียงระเบิด แต่คือความท้าทายในการจัดการชีวิตของคนนับหมื่นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

การปะทะกันด้วยอาวุธสงครามที่กินเวลาต่อเนื่องนี้ มีพลเรือนที่ต้องอพยพรวมแล้วทั้งสิ้น 139,646 คน ใน 7 จังหวัด แบ่งเป็น อุบลราชธานี 16,816 คน, ศรีสะเกษ 62,691 คน, สุรินทร์ 39,104 คน, บุรีรัมย์ 10,755 คน, สระแก้ว 4,076 คน, จันทบุรี 450 คน

ทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจศูนย์อพยพแห่งหนึ่งในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งแต่เดิมเป็นสถาบันการศึกษา แต่ต้องแปรสภาพเป็นที่พึ่งพิงและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน จนกว่าข้อพิพาทระหว่างสองประเทศจะยุติลงอย่างเป็นรูปธรรม

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อพยพ ทีมข่าวได้รับฟังมุมมองและความเห็นหลายประการที่ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญเพื่อการปรับปรุงและอุดรอยรั่วในการรับมือวิกฤตในอนาคต

บทเรียนจากวิกฤต เมื่อแผนรับมือไม่เคยพอ

“เราไม่เคยถูกเรียกซ้อมแผนเพื่อเตรียมการใหญ่ เพราะไม่เคยมีใครคิดว่าเหตุการณ์จะใหญ่ขนาดนี้” อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าว

อาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนหนังสือประจำในสถาบันแห่งนี้ สะท้อนกับทีมข่าวว่า แม้สถานศึกษาแห่งนี้จะมีขนาดใหญ่และเคยเป็นพื้นที่อพยพสมัยข้อพิพาทเขาพระวิหาร ปี 2554 มาก่อน แต่ขณะนั้นความเสียหายไม่ได้เป็นวงกว้าง ประชาชนไม่เดือดร้อนมากถึงขั้นนี้

ย้อนกลับไปวันแรกทางหน่วยงานกลางได้แจ้งให้สถานศึกษาเตรียมพร้อมดูแลประชาชนสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่แผนรายละเอียดที่ปลีกย่อยลงไปไม่เคยมีใคร หน่วยใดมาวางแนวทางให้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ตามจุดอพยพจะเจอปัญหาอย่างเช่น อาหารแจกไม่เพียงพอ บางคนที่รับแล้วก็วนกลับมารับใหม่ หลายคนอยู่ตึกไกลๆ ไม่ได้ยินเสียงประกาศพอมาถึงจุดรับอาหารก็ไม่มีให้กินแล้ว

สำหรับจุดอพยพนี้ต้องใช้วิธีนำบัตรประชาชนมาลงทะเบียนเพื่อแลกคูปองก่อนช่วงเวลาแจกข้าว เมื่อถึงช่วงแจกข้าวหากใครจะรับข้าวต้องมีคูปองมาแลกเพื่อให้สามารถนับจำนวนในการทำมื้ออาหารต่อไป และเพื่อแจกอาหารให้ทั่วถึง

อาจารย์ยังเล่าให้ฟังในส่วนปัญหาการแจกของใช้ คือทำแบบระบบคูปองไม่ได้ เนื่องจากสิ่งของไม่ได้มีเพียงพอสำหรับทุกคน และทุกคนมีความต้องการที่หลากหลายกันไป เช่น ผู้หญิงต้องการชุดชั้นใน แต่ชุดชั้นในเองก็มีหลายขนาด ไม่สามารถแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึง

“เป็นเรื่องที่ครูกับผู้บริหารทุกคนต้องถอดบทเรียนกันเองทุกวัน” อาจารย์ท่านนี้กล่าว

ความเสียสละในภาวะวิกฤต

อาจารย์เล่าว่า ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีการปะทะ ช่วงเช้าเด็กๆ อยู่ระหว่างเรียนหนังสือ เมื่อพวกอาจารย์ได้รับคำสั่งก็ต้องรีบส่งนักเรียนที่บ้านไกลกลับบ้าน ส่วนเด็กคนไหนที่บ้านอยู่พื้นที่เสี่ยงต้องแยกให้ผู้ปกครองมารับ เพราะสถานศึกษาต้องเปลี่ยนเป็นจุดอพยพช่วยประชาชน

“อาจารย์ผู้ชายต้องดูแลเรื่องช่าง เรื่องความปลอดภัย อาจารย์ผู้หญิงต้องทำงานระบบ ทำครัว ครูมากกว่า 200 คนของเราต้องเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน”

ทีมข่าวยังได้พูดคุยกับข้าราชการที่มีอำนาจตัดสินใจในการบริหารจุดอพยพแห่งนี้ เปิดใจว่า สถานศึกษาแห่งนี้ตั้งเป้ารับดูแลประชาชนไว้ที่ 500 คน แต่ ณ วันที่ 4 ของสถานการณ์ความรุนแรงมีประชาชนจากหลายตำบลหลั่งไหลเข้ามาลงทะเบียนแล้วกว่า 5,000 คน

หน่วยงานกลางแจ้งว่า ที่นี่ต้องเตรียมพร้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน รับคนจากตำบลต่างๆ แต่หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของเราเองที่จะวางแผนทุกอย่าง รวมไปถึงจุดอพยพต่างๆ ที่ต้องแก้ปัญหาหน้างานกันเองแบบวันต่อวัน

“ต่างที่กันก็มีวิธีแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่” ข้าราชการท่านนี้กล่าว

พร้อมกล่าวต่อว่า ประชาชนตามแนวชายแดนจะมีข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้านว่าตำบลไหนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องไปที่ไหน เพื่อป้องกันความสับสนเวลาเคลื่อนย้าย แต่ในสถานการณ์จริงญาติที่อยู่ต่างตำบลกัน เมื่อมีวิกฤตก็อยากมาอยู่รวมกัน ทำให้บางจุดอพยพมีประชาชนจำนวนมากเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้

“หัวใจศูนย์อพยพคือช่วยเหลือคนเดือดร้อน เราต้องต้อนรับและดูแลเขา ไม่มีคำสั่งให้ปฏิเสธใครสักคน”

แม้ว่าสถานศึกษาแห่งนี้จะมีขนาดใหญ่ แต่ที่ผ่านมาระบบน้ำและไฟเตรียมพร้อมดูแลเด็กนักเรียนประมาณ 2,500 คนต่อวัน ซึ่งเดินทางมาเรียนช่วง 08.00 น. และ กลับบ้านช่วง 18.00 น.

การแปรสภาพเป็นศูนย์อพยพ ที่นี่ต้องดูแลคนมากกว่า 1 เท่าตัว แบบ 24 ชั่วโมง แหล่งน้ำบาดาลที่ใช้หมุนเวียนเข้าระบบกรองน้ำเองก็สูบไม่ทัน แค่เพียงวันที่ 5 ครูฝ่ายช่างต้องเข้าไปดูเครื่องสูบหลายต่อหลายครั้งแล้ว อีกทั้ง ณ จุดนี้ยังดูแลผู้ป่วยติดเตียงมากกว่า 40 ราย

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะยังไร้บทสรุปที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ศูนย์อพยพไม่ได้เป็นเพียงที่หลบภัย แต่คือสมรภูมิการจัดการที่วัดประสิทธิภาพของระบบรัฐ เมื่อเสียงปืนดังขึ้น การปกป้องพลเรือนคือหน้าที่ และความพร้อมไม่ควรเป็นสิ่งที่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยคิดหาทาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...