โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กางแผน "LVMH" บุกสหรัฐฯ ท่ามกลางศึกภาษี

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 10.09 น.
LVMH วางแผนตั้งโรงงานแห่งที่สองในรัฐเท็กซัสภายในปี 2027 ท่ามกลางความหวังต่อผลลัพธ์เชิงบวกจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LVMH กลุ่มสินค้าลักชัวรี่ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ประกาศแผนเปิดโรงงานแห่งใหม่ในรัฐเท็กซัสภายในปี 2027 พร้อมแสดงความหวังว่าจะมีความคืบหน้าในเชิงบวกจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปในเร็ววัน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก LVMH รายงานยอดขายไตรมาสสองที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่นและเครื่องหนังซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ที่ยอดขายลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงร้อยละ 6 ขณะที่ยอดขายรวมในไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายนลดลงร้อยละ 4 อยู่ที่ หรือประมาณ 22.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อาร์โนลต์ เคยเปิดโรงงานผลิต Louis Vuitton แห่งแรกในเท็กซัสเมื่อปี 2019 ซึ่งช่วยให้บริษัทหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม โรงงานดังกล่าวเคยถูกรายงานว่าประสบปัญหาด้านการดำเนินงานในหลายด้าน

เซซิล กาบานิส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ LVMH แสดงความเชื่อมั่นว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปจะนำมาซึ่งข่าวดีในไม่ช้า โดยระบุว่า หากการส่งออกไปสหรัฐฯ ต้องเผชิญอัตราภาษีที่ร้อยละ 15 ก็ยังถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในมุมมองของผู้บริโภค

ในขณะที่ตลาดจีนซึ่งเคยเป็นกำลังซื้อสำคัญกำลังชะลอตัวจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่ LVMH ระบุว่ามีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยร้าน Louis Vuitton แห่งใหม่ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีรูปทรงคล้ายเรือขนาดยักษ์ ได้รับความสนใจอย่างมาก สะท้อนถึงพลังของแบรนด์ที่ยังคงแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมสินค้าหรูยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อัตราเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

LVMH ยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์ระดับกลางที่ราคาย่อมเยาอย่าง Coach และ Ralph Lauren รวมถึงแบรนด์น้องใหม่ที่มีนวัตกรรมสูงอย่าง Miu Miu ของ Prada ขณะเดียวกันกระแสความสนใจต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์ Loro Piana ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาพลักษณ์ของกลุ่ม

ภายใต้สถานการณ์ท้าทาย อาร์โนลต์ ยังคงเน้นสร้างความมั่นคงภายในองค์กร โดยปรับทีมบริหารจากภายใน เช่น การโยกย้ายอดีตหัวหน้าฝ่ายการเงินมาเป็นผู้นำธุรกิจไวน์และสุรา และออกมาตรการให้ตนสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำกลุ่มได้อีก 10 ปีข้างหน้า

ความสัมพันธ์ระหว่างอาร์โนลต์กับประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งมีมายาวนานตั้งแต่ยุคที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ อาจมีส่วนสำคัญต่อการวางรากฐาน LVMH ในตลาดอเมริกาในระยะยาว โดยเฉพาะหากทรัมป์ได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในปีหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...