โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดเปราะบาง ไทย-กัมพูชา ปลุกกระแสชาตินิยม ห่วงคลั่งชาติสุดโต่ง ไร้สติ สงครามไม่แก้ ปมข้อพิพาท

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 04.57 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

บทความในประเทศ

จุดเปราะบาง ไทย-กัมพูชา

ปลุกกระแสชาตินิยม

ห่วงคลั่งชาติสุดโต่ง ไร้สติ

สงครามไม่แก้ ปมข้อพิพาท

กําลังเป็นประเด็นร้อนแรงปลุกกระแสชาตินิยมอย่างน่าเป็นห่วง และเป็นสิ่งที่ต้องเตือนสติกันให้ดี ก่อนที่ความขัดแย้งจะบานปลายไปมากกว่านี้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ที่บริเวณช่องบก หรือสามเหลี่ยมมรกต พื้นที่รอยต่อไทย-ลาว-กัมพูชา ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568

ผลจากการปะทะกัน ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย หลังเกิดเหตุ รัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายได้หารืออย่างใกล้ชิดในทุกระดับ รวมถึงนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้มีการพูดคุยกันด้วยความห่วงใยในสถานการณ์

และจากการพูดคุย รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะร่วมมือกันทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ ไม่ลุกลามบานปลาย

และเห็นพ้องที่จะใช้กลไกทวิภาคีต่างๆ ที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ปะทะกันครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นได้ปลุกปีศาจความเกลียดชังในใจกับผู้คนทั้ง 2 ประเทศ โหมกระแสคลั่งชาติกันแบบสุดโต่ง ไร้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น

เกรียนคีย์บอร์ดหัวร้อนอยากเห็นสงคราม เรียกร้องให้มีการสู้รบฆ่าฟันกัน กุข่าวลือว่าปลดแม่ทัพภาคที่ 2 และเพ้อหนักถึงขั้นสั่งให้รัฐบาลไทยสร้างกำแพงสูงความยาว 165 กิโลเมตร เพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนมือบอนตัดต่อภาพสร้างเฟกนิวส์ ใช้ AI ทำรูปสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา ลูบหัวนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เพื่อปั่นกระแส ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เพราะจุดที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่พิพาท เป็นจุดเปราะบาง

เนื่องจากยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน และยังมีการเคลื่อนไหวทางทหารของทั้ง 2 ประเทศในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันอธิปไตย

ในส่วนของการแก้ปัญหาทั้งไทยและกัมพูชาพร้อมเจรจาผ่านกลไกระดับทวิภาคีที่มีอยู่ระหว่างกัน อาทิ การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบรับตามคำขอของฝ่ายไทยที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ที่ประเทศกัมพูชา

รวมถึงคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)

ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องตั้งสติ ชั่งตวงวัดให้ดี อย่าใช้กระแสชาตินิยมเป็นตัวตัดสินปัญหา เพราะสุดท้ายแล้วคนที่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนตามบริเวณชายแดน และทหารผู้กล้าที่เป็นรั้วของชาติ

ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทั่วไปมีความสงบเรียบร้อย รัฐบาลขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ตามขั้นตอนในการปกป้องอธิปไตยของไทย รักษาสิทธิทางกฎหมายของไทยอย่างครบถ้วน

เชื่อมั่นว่าไทยและกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ บนพื้นฐานของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดน รวมถึงความเป็นครอบครัวของอาเซียนด้วยกัน

แต่ถึงกระนั้น สมเด็จฮุน เซน กลับมีความพยายามที่จะสุมไฟชาตินิยม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว โดยใช้ปมความขัดแย้งกรณีข้อพิพาทระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

เพื่อหาทางยุติข้อพิพาทเขตแดนกับไทยบริเวณสามเหลี่ยมมรกต ทั้งปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม

พร้อมเตือนว่าหากประเด็นพื้นที่พิพาทระหว่างกัมพูชาและไทย ไม่ได้รับการแก้ไขในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ อาจนำไปสู่สถานการณ์คล้ายกับฉนวนกาซาที่อิสราเอลและชาวปาเลสไตน์เผชิญกับความขัดแย้งไม่รู้จบ

ขณะที่นายกฯ อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ขอให้คณะรัฐมนตรีร่วมกันแก้ไขปัญหา และการแก้ปัญหาจะไม่มีการเมือง ไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เพราะประเทศไทยต้องมาก่อน

ขอยืนยันว่ารัฐบาลมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของประเทศไทยให้ถึงที่สุด และจะใช้มาตรการต่างๆ ในการคลี่คลายสถานการณ์ตามกรอบกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย และความเสียหายโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ นายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้มงวดควบคุมไม่ให้เกิดข่าวเท็จเฟกนิวส์ยุยงปลุกปั่นในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ ขอความร่วมมือให้สื่อต่างๆ รวมทั้งโซเชียลมีเดีย และภาคส่วนต่างๆ อย่าปลุกเร้าขยายความขัดแย้ง เพราะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อประชาชนคนไทยและประเทศชาติ

ส่วนกรณีที่กัมพูชาเตรียมหยิบยกพื้นที่อ้างสิทธิ์สามเหลี่ยมมรกตขึ้นสู่ศาลโลก นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ตอนนี้ต่างฝ่ายจะพูดอะไรก็ได้ แต่กระบวนการเจรจาเป็นไปตามขั้นตอน การพูดในเชิงอารมณ์หรือความรู้สึกของแต่ละบุคคล ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานในระดับต่างๆ ได้

“ขอให้มั่นใจว่าหากมาถึงจุดสุดท้าย เราจะใช้สงครามเป็นบรรทัดสุดท้าย เพราะหากยกระดับถึงขั้นสุดท้ายที่เป็นสงคราม ก็คงไม่มีใครปรารถนา”

“ถึงแม้แนวหน้าทั้งทหารและประชาชน มีความพร้อมที่จะปกป้องประเทศ แต่เราต้องคำนึงถึงชีวิตและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราหลีกเลี่ยงได้ เราก็จะต้องหลีกเลี่ยง” นายภูมิธรรมระบุ

ขณะเดียวกัน ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคประชาชน นำโดยหัวหน้าเท้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และต้องประเมินสถานการณ์ต่างๆ อย่างรอบคอบที่สุด

“นายกฯ มีท่าทีเงียบเฉยมากเกินไป และดูเหมือนว่าจะประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง มิหนำซ้ำคุณทักษิณ ชินวัตร กลับสื่อสารในลักษณะว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไร เพราะสามารถใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวในการเคลียร์กับผู้นำกัมพูชาได้”

“คำพูดของคุณทักษิณเท่ากับราดน้ำมันบนกองไฟ เพราะผู้นำกัมพูชาไม่ต้องการมีภาพลักษณ์ว่าเกี้ยเซี้ยกับผู้นำไทย จึงยิ่งแสดงท่าทีเด็ดขาดแข็งกร้าวสอดรับกระแสชาตินิยมกัมพูชา โดยเฉพาะการนำเรื่องขึ้นศาลโลก” ผู้นำฝ่ายค้านกล่าว

ส่วนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แนะรัฐบาลแสดงท่าทีที่เข้มแข็ง และมาตรการตอบโต้ที่ชอบธรรมเหมาะสมต่อสถานการณ์ เพื่อทำให้อีกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้ในที่สุด

ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ มองว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีประเทศใดอยากให้เกิดสงคราม เพราะจะมีแต่ความสูญเสียและความยากลำบากของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

ส่องความคิดความอ่านของนักวิชาการ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความเตือนสติคนปลุกกระแสชาตินิยม

โดยระบุว่า คนกรุงเทพฯ กับคนกรุงพนมเปญทะเลาะกัน ปลุกระดมคลั่งชาติเรื่องปราสาทให้รบราฆ่าฟันกัน คนเดือดร้อน อดอยาก บาดเจ็บล้มตาย คือชาวบ้านที่ต่ำต้อยของทั้ง 2 ฝั่งชายแดนไทย-กัมพูชา

สอดรับกับท่าทีของ ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ยิ่งไม่เจรจา เน้นใช้กำลังทหารเป็นหลัก ก็จะยิ่งทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ และสงครามไม่เคยแก้ปัญหาข้อพิพาทได้

“ความขัดแย้งกับกัมพูชาชี้ให้เห็นว่าคนจำนวนมาก รวมทั้งปัญญาชน ไม่สามารถเรียนรู้อดีตได้เลย เล่นกับไฟชาตินิยมง่ายกว่า เพราะเวลาไฟลามมือ ก็มือของคนอื่น ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แบบเดียวกับพวกคลั่งชาติในปี 2551-2554” ศ.ดร.พวงทองระบุ

ขณะที่มุมมองของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง โดยวิเคราะห์ว่าอดีตนายกฯ ฮุน เซน อาจใช้ปมปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อปัจจัยเหตุผลทางการเมืองในกัมพูชา พร้อมตั้งข้อสงสัยว่ามีชาติมหาอำนาจอยู่เบื้องหลังหรือไม่

“ปัญหายุทธวิธีที่เกิดขึ้น จริงๆ มันเป็นปัญหาที่ส่งสัญญาณมาจากฝ่ายนโยบาย ฝ่ายยุทธศาสตร์ หรือระดับรัฐบาลที่ทำให้มันเกิดปัญหาตรงนี้ขึ้นมา เพื่อเอาสถานการณ์นี้ไปใช้ประโยชน์”

“มันเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยยุทธศาสตร์ทางการเมืองของเขา หรือว่ามันมีเหนือกว่านั้นไปอีก และมีมหาอำนาจอยู่ข้างหลังหรือไม่ กัมพูชาจะใช้จุดที่พี่น้องประชาชนซึ่งมีความรักชาติ มีชาตินิยมสูง และที่ผ่านมาอดีตนายกฯ ฮุน เซน ใช้ประโยชน์จากตรงนี้มาตลอด”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันจะมีความสัมพันธ์กัน คือใกล้ประเด็นเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่มันสร้างพลังของเขา ใช้เพื่อการเมืองของเขา และบริเวณสามเหลี่ยมมรกตมันสัมพันธ์กัน เพราะเป็นพื้นที่ที่มันยึดโยงความฮึกเหิมมาจากเขาพระวิหาร”

“ซึ่งเขาใช้ได้ผล เพื่อการเมืองของเขา เหมือนกับว่าอย่าเปลี่ยนม้ากลางศึกนะ มันชี้ให้เห็นว่าเป็นปัญหาการเมืองของเขาแน่ที่เตรียมไว้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า” พล.ท.ภราดร สรุปปิดท้ายถึงเบื้องลึกปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จุดเปราะบาง ไทย-กัมพูชา ปลุกกระแสชาตินิยม ห่วงคลั่งชาติสุดโต่ง ไร้สติ สงครามไม่แก้ ปมข้อพิพาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...