โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รัฐบาลย้ำทุกมาตรการแก้ปัญหาน้ำกกปนเปื้อนเป็นไปอย่างรอบคอบ เร่งเจรจาเมียนมา รักษาผลประโยชน์ประชาชน

VoiceTV

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 02.46 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ฝ่ายค้านได้แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับประเด็นการบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มแม่น้ำกกนั้น ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้

(1.) ด้านการบริหารจัดการจากรัฐบาลไทย

1. ทำไมนายกรัฐมนตรีถึงบอกว่าเจรจาไปแล้ว แต่กลับไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลยืนยันจากหน่วยงานใดเลย

- การเตรียมการเจรจาและหารือกับรัฐบาลเมียนมาที่ผ่านมา กรมเอเชียตะวันออก กรมกิจการชายแดนทหาร และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีการดำเนินงานในการประสานความร่วมมือทั้งการทูตการทหาร และผ่านกลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ เพื่อนำไปสู่การขอให้หยุดการทำเหมืองชั่วคราว เพื่อปรับปรุงวิธีการทำเหมือง และดำเนินการไม่ให้มีการระบายน้ำที่มีสารปนเปื้อนลงแม่น้ำกก และแม่น้ำสาย และการจัดการกับกากแร่ให้ถูกต้อง

- การเจรจาทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการประสานสถานทูตไทยที่เมียนมาดำเนินการประสานกับรัฐบาลเมียนมาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหารือเรื่องการพบปะเพื่อเจรจาของรองนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งได้ทำหนังสือแจ้งสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทยในกรณีนี้ อีกทางหนึ่งด้วย

- การเจรจาทางทหาร โดยกรมกิจการชายแดนทหาร ได้ใช้กลไกระดับคณะกรรมการชายแดน

ส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบในระยะเร่งด่วน หรือหยุดการทำเหมืองชั่วคราวเพื่อปรับปรุงวิธีการทำเหมือง ซึ่งได้มีการประชุมและนำเสนอประเด็นนี้เมื่อวันที่ 2 - 4 มิถุนายน 2568

นอกจากนี้ ได้มีการเข้าพบกับทูตทหารของเมียนมาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและเสนอปัญหา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 พร้อมทั้งได้นำปัญหาเรื่องนี้ไปหารือในการประชุมหมอกควันข้ามแดนที่เมืองเชียงตุงเมื่อวันที่ 17 - 20 มิถุนายน 2568 และได้เตรียมการบรรจุเข้าสู่วาระการเจรจาในระดับสูง (High Level Committee : HLC) ต่อไป

2. ความคืบหน้า การนำทีมเจรจาเมียนมา ของรองนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง

- การเจรจานำทีมเจรจากับเมียนมา ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นผู้นำคณะเจรจา ขณะนี้ ทางเมียนมาได้มีการให้สลอตเวลามา 2 สลอต คือ ช่วงต้นเดือน สิงหาคม และปลายเดือน สิงหาคม 2568 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานไปยังสถานทูตเมียนมาเพื่อส่งกำหนดการและประเด็นการเจรจาไปยังรัฐบาลเมียนมา

3. รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยตั้งศูนย์ข้อมูล AIM แล้วทำไม 2 เดือนแล้วยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยสู่สาธารณะ

- ในการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะของศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงราย ทางศูนย์ได้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่าน Facebook Fanpage ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้ และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงราย ประจำทุกวัน และเมื่อมีข่าวสารข้อมูลผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำตะกอนดิน น้ำประปา น้ำประปาหมู่บ้าน ผลิตผลทางการเกษตร สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชนในพื้นที่ จะนำลงเผยแพร่ทันที รวมทั้งการแก้ไขปัญหาและนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ https://www.facebook.com/AwarenessInformationMonitoring

(2.) เกี่ยวกับการเจรจากับเมียนมา

1. ในการเจรจากับเมียนมา ฝ่ายไทยได้ถามข้อมูลเหมืองบ้างหรือไม่ และได้ข้อมูลใดกลับมาบ้าง

- ได้มีการสอบถามข้อมูลการทำเหมือง ทั้งประเภทเหมือง จำนวน และ ข้อมูลสารเคมีที่ใช้ประกอบการทำเหมือง ซึ่งเมียนมาได้ชี้แจงว่าในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตรัฐฉาน ไม่มีกิจกรรมการทำเหมืองแร่ที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจากรัฐบาล และตามข้อกำหนดการทำเหมืองแร่ที่รัฐบาลกำหนดไว้ต้องมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ต้องอยู่ห่างจากริมแม่น้ำไม่น้อยกว่า 300เมตร อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์ไม่สามารถทำเหมืองแร่ได้ และเมียนมาได้มีการประสานหารือกับผู้แทนรัฐฉานเพื่อให้มีการกำกับดูแลประเด็นดังกล่าวแล้ว

- ข้อมูลที่เมียนมารายงานในการประชุม ได้แก่ ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินในพื้นที่แม่น้ำกก เดือนมิถุนายน 2568 จำนวน 3 จุด สารหนูมีค่าไม่เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ

(ค่ามาตรฐานสำหรับสุขภาพมนุษย์ กำหนดสารหนู (As) มีค่าไม่เกินกว่า 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร) โดยจุดที่ 1 บริเวณต้นแม่น้ำกก สารหนูมีค่า 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร จุดที่ 2สารหนูมีค่า 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร และจุดที่ 3 ใกล้ชายแดนไทย สารหนูมีค่า 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร และจะมีการตรวจสอบเป็นระยะต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้อยู่ระหว่างรอเมียนมาส่งข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำฯ ฉบับภาษาอังกฤษให้ไทย

2. ทำไมเมียนมาตอบกลับว่า ให้ไทยไปตรวจสอบฝั่งไทยเอง

- เนื่องจากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเมียนมา ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นตอของปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมาจากการทำเหมืองในพื้นที่เมียนมา ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงพื้นที่พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย จึงจะนำไปสู่การร่วมกันแก้ไขปัญหาที่แหล่งกำเนิดการปนเปื้อนได้

- จากข้อสังเกตของเมียนมาเรื่องการปนเปื้อนสารหนูอาจมาจากธรรมชาติ กล่าวคือสารหนูเป็นแร่ธาตุที่มีอยู่แล้วในดินตามธรรมชาติ การชะล้างหน้าดินจากน้ำฝนทั้งในพื้นที่เมียนมาหรือมาจากพื้นที่ของไทยที่เป็นพื้นที่ป่าเขามีฝนตกหนักอยู่แล้ว และกิจกรรมเปิดหน้าดินเพื่อทำการเกษตรของทั้งสองประเทศก็อาจเป็นสาเหตที่ทำให้สารหนูชะละลายออกมาพร้อมกับน้ำฝนได้

- เมียนมาเน้นย้ำว่าไม่มีการอนุญาตให้ทำเหมืองในพื้นที่แม่น้ำกก ซึ่งหากมีการทำเหมืองตามที่ไทยกล่าวอ้างจริง จะเป็นเหมืองที่ผิดกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาตจากเมียนมา ทำให้เมียนมาไม่สามารถกำกับดูแลการประกอบการและควบคุมได้ เมียนมาจึงมีข้อเสนอว่าให้ฝ่ายไทยควบคุมการส่งออกสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมืองจากไทยไปเมียนมาเพื่อให้เหมืองผิดกฎหมายเหล่านี้ไม่สามารถประกอบการได้ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาการทำเหมืองแร่ที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ได้

- การเจรจาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เป็นการประชุมหารือทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขและป้องกันปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก เพื่อกำหนดความเป็นไปได้ในการจัดทำกรอบความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสืบค้นข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการจากเมียนมา โดยมีการเสนอแนวทางในการดำเนินการร่วมกันในระยะต่อไประหว่างไทยกับเมียนมา เพื่อหาที่มาของปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก การสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง การแก้ไขปัญหา และการแบ่งปันข้อมูลผลการตรวจวัด ซึ่งรับการตอบรับที่ดีในการดำเนินงานระยะต่อไป

- ในการเจรจาครั้งนี้ ไทยได้เสนอแนวทางการดำเนินงานที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (Win – Win Solution) ในการแก้ไขปัญหา เช่น ประเด็นสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้ง 2ประเทศ โดยอาจให้มีการตรวจสุขภาพประชาชน ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อดักตะกอนในพื้นที่เมียนมา การจัดหาแหล่งน้ำอุปโภค – บริโภค ที่สะอาดปลอดภัยแก่ประชาชน หรือการสนับสนุนองค์ความรู้การบำบัดน้ำเสียจากเหมืองแร่หรือการป้องกันมลพิษลงสู่แหล่งน้ำจากกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

- นอกจากนี้ เป็นการเจรจาเบื้องต้นเพื่อเตรียมการและเตรียมประเด็นในการหารือของรองนายกรัฐมนตรี ในลำดับถัดไป (สิงหาคม 2568)

- ประเด็นการเจรจาต่างๆ จะนำกลับมาดำเนินงานในระยะต่อไปผ่านกลไกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) หรือ กรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation : LMC) โดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานหลัก

ในการประสานดำเนินงาน ทั้งนี้ ได้มีการประชุมร่วมกับ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 เพื่อดำเนินการโดยใช้กลไกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) โดย สทนช. ซึ่งเป็นเลขานุการฝ่ายไทยของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ได้เริ่มดำเนินการร่างกรอบการทำงานระหว่างไทย เมียนมา และลาวในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนแล้ว ซึ่งจะมีการประชุมและลงพื้นที่ร่วมกันทั้งสามประเทศที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 โดยประเด็นนี้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

4. ทำไมไม่ใช้ฐานข้อมูลดาวเทียม งานวิจัย หรือผลตรวจวัดน้ำไปประกอบการเจรจา

- ได้มีการนำผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกของไทยไปใช้ประกอบการเจรจา ซึ่งฝ่ายไทยได้แสดงผลการตรวจวัด ผลการวิเคราะห์ทางสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เมียนมารับทราบ แต่ที่ไม่สามารถนำภาพถ่ายดาวเทียมของไทยไปใช้ประกอบการเจรจาได้เนื่องจากพื้นที่ที่คาดว่าเป็นเหมืองแร่ดังกล่าวอยู่ในเขตเมียนมา การแสดงภาพถ่ายดาวเทียมโดยหน่วยงานรัฐของไทยเป็นผู้ดำเนินการอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นประเด็นความมั่นคงของเมียนมา และอาจถือว่าไทยได้ทำการการสอดแนมหรือจารกรรมข้อมูลของเมียนมาได้

5. ทำไมไม่ยกข้อตกลงอาเซียนเรื่องภัยพิบัติมาเป็นกรอบต่อรอง โดยเฉพาะเมื่อ “คาดว่า” จะเกิดภัยก็สามารถดำเนินการได้

ในการเจรจาระหว่างประเทศของฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมาจำเป็นจะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐต่อรัฐ จึงจำเป็นจะต้องเริ่มการแก้ปัญหาด้วยการยื่นข้อเสนอต่างๆ ในลักษณะ Capacity building ทั้งด้านสุขอนามัยของประชาชน การแจ้งเตือนภัยพิบัติ การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นในการคำนึงถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาในลักษณะ Win Win Solution และหากปัญหามีแนวโน้มที่รุนแรงมาก มีการแพร่กระจายไปในหลายประเทศสมาชิกก็จะต้องนำ ความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน(ASEAN AGREEMENT ON DISASTER MANAGEMENT AND EMERGENCY RESPONSE) โดยใช้กรอบซึ่งว่าด้วย “ภัยพิบัติ” ซึ่งหมายถึง เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำรงอยู่ของชุมชนหรือสังคมส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อมนุษย์วัตถุ เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ รัฐบาลจะได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

6. ทำไมรัฐบาลไม่ขยับในกรอบ LMC หรือแม้แต่สื่อสารกับจีนที่เกี่ยวข้องโดยตรง

- ได้มีการหยิบยกประเด็น LMC มาหารือกันแล้วกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 เพื่อดำเนินการโดยใช้กลไกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC)

โดย สทนช. ซึ่งเป็นเลขาธิการฯ ฝ่ายไทยได้เริ่มดำเนินการร่างกรอบการทำงานระหว่างไทย เมียนมา และลาว ในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนแล้ว ซึ่งจะมีการประชุมและลงพื้นที่ร่วมกันทั้งสามประเทศที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 โดยประเด็นนี้ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

7. ทำไมถึงไม่มีการพูดถึงแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกเลย ทั้ง ๆ ที่ตรวจพบสารพิษมากกว่าน้ำกกในบางจุด

- ในการเจรจาเบื้องต้นได้เจาะจงเฉพาะแม่น้ำกกในลำดับแรก เนื่องจากเป็นแม่น้ำที่ผ่านเข้ามาในไทยเป็นระยะทางยาวก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งมีผลกระทบกับประชาชนไทยในวงกว้าง เนื่องจากใช้ในการเกษตร การประปา การท่องเที่ยว หรือการเลี้ยงสัตว์น้ำและการประมง ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ส่วนแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกได้มีการตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน้ำมาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับแม่น้ำกก และได้บรรจุแม่น้ำทั้ง 3 สาย เข้าไว้ในร่างกรอบการทำงานระหว่างไทย เมียนมา และลาวในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของ MRC แล้ว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...