MR.D.I.Y. เปิดกลยุทธ์ ‘ตอบรับทุกโอกาส’ เข้าใจคน มากกว่า แค่ขายของ พร้อมเติบโตครั้งใหญ่ สู่ผู้นำค้าปลีกยุคใหม่
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ตลาดค้าปลีกไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ไปจนถึงปัจจัยภายในอย่างค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายประจำวัน ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น
TODAY ได้พูดคุยกับ ‘อานุภาพ คงมาลัย’ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)ซึ่งสะท้อนภาพจากฝั่งผู้ประกอบการว่า GDP ไทยปีนี้ถูกปรับลดจากเดิมที่คาดไว้ 3% เหลือเพียง 1.3–2.6% โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการปรับขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งแม้ศาลจะไม่อนุญาตให้ทรัมป์ดำเนินการเกินขอบเขต แต่ประเด็นนี้ยังคงค้างคาและกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวม
[ จุดแข็งและจุดเด่น : เบื้องหลังความสำเร็จของ MR.D.I.Y. ]
‘อานุภาพ’ เผยว่า หัวใจความสำเร็จของ MR.D.I.Y. อยู่ที่ Brand Value Proposition ซึ่งผสมผสานความคล่องตัวในการบริหาร ความหลากหลายของสินค้า และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำหน่ายสินค้ากว่า 15,000 รายการ ครอบคลุม 6 กลุ่มหลัก ตั้งแต่ของใช้ในบ้าน อุปกรณ์ช่าง เครื่องเขียน ไปจนถึงของแต่งรถ พร้อมทีมจัดซื้อที่อัปเดตสินค้าให้ทันเทรนด์ผู้บริโภค และความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ทั้งต่างประเทศ และในประเทศ
การบริหารงานแบบครบวงจรตั้งแต่เปิดสาขา คลังสินค้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงออนไลน์ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ร่วมกับอีกกว่า 12 ประเทศ ( MR.D.I.Y. (ประเทศไทย) มีการจัดหาสินค้าร่วมกับบริษัทที่ดำเนินกิจการค้าปลีกภายใต้แบรนด์ “M.R. D.I.Y.” ในมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา อินเดีย สเปน ตุรกี เวียดนาม บังกลาเทศ และโปแลนด์ (“เครือข่าย MR. D.I.Y. ทั่วโลก”) (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) ทำให้ลูกค้ามีมูลค่าซื้อเฉลี่ยต่อธุรกรรมเพียง 163 – 168 บาท ( อ้างอิงข้อมูลสำหรับปี 2565 – 2567 ) ได้ของเต็มตะกร้า คุ้มกว่าคู่แข่งในตลาด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีสาขาครบ 77 จังหวัด ทั้งในห้าง คอมมูนิตี้มอลล์ และร้านแบบ Stand Alone พร้อมช่องทางออนไลน์ 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ www.mrdiy.co.th , Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม
อีกหนึ่งจุดแข็งคือสินค้าภายใต้แบรนด์ MR.D.I.Y. หรือ White-Label ที่คิดเป็นประมาณ 45% ของยอดขาย (อ้างอิงข้อมูลสำหรับปี 2567 ) เน้นคุณภาพ คุ้มค่า และใช้งานได้จริง โดยจัดวางในจุดเด่นอย่างหัวเชลฟ์ ทำให้ลูกค้าไว้วางใจและกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
[ กลยุทธ์กระจายสาขา เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ]
‘อานุภาพ‘ มองว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่าแค่ “ราคาถูก” ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของค้าปลีกยุคใหม่ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว MR. D.I.Y. จึงเดินเกมรุกด้วยกลยุทธ์ “กระจายให้ใกล้” ขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มอีกประมาณ 200 สาขาภายในปีนี้ โดยมุ่งเจาะลึกระดับอำเภอและเมืองรอง เพื่อลดภาระค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายของลูกค้า พร้อมพัฒนาโมเดลสาขาแบบ Stand Alone ที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งในด้านความสะดวกและความคุ้มค่า ซึ่งยังมีโอกาสให้เติบโต โดยเฉพาะเมื่อ MR. D.I.Y. ยังครองตลาด General Home Improvement and Lifestyle Retailer เพียง 7% โดยมีส่วนแบ่งประมาณ 36% ในกลุ่ม Chain Retailer ( อ้างอิงตามรายงานวิจัยตลาดของ Frost & Sullivan โดยพิจารณาจากรายได้สำหรับปี 2566 ในอุตสาหกรรมค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป (General Home Improvement and Lifestyle Retailer) ในประเทศไทย ) ทั้งนี้ การขยายสาขาและพัฒนาโมเดลธุรกิจจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กันไป
[ กลยุทธ์การตลาด– สร้างประสบการณ์ที่ดี ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ]
‘อานุภาพ’ มองว่า สำหรับ MR. D.I.Y. การตลาดไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง แล้วออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ที่สุด โดยใช้ข้อมูล (Data) วิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อต่อยอดสู่แคมเปญที่ตรงจริตคนไทย ไม่ใช้สูตรเดียวกับทุกประเทศ เช่น แคมเปญตามฤดูกาลที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นตรุษจีน สงกรานต์ เปิดเทอมหรือหน้าฝน รวมถึงการปรับรูปแบบแคมเปญ เพื่อให้ตรงใจลูกค้าชาวไทยที่สุด อาทิ “Shop & Show” ที่เรียบง่ายแต่เข้าถึงคนไทย
นอกจากนี้ยังเน้นสร้างความผูกพันมากกว่าโปรโมชัน เช่น การแจกบัตรกำนัลรวมกว่า 10 ล้านบาท ที่ลูกค้านำไปส่งต่อให้คนในชุมชน และเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว แบรนด์ยังใช้ข้อมูลเพื่อตอบสนองความจริงในชีวิตลูกค้า ด้วยสินค้าคุณภาพในราคาคุ้มค่า รวมถึงการจัดโปรเฉพาะพื้นที่ประสบภัยควบคู่กิจกรรม CSR ขณะที่มาสคอต “ปันดี” ก็เป็นอีกกลยุทธ์เชื่อมโยงแบรนด์กับใจคนไทยในภาพลักษณ์เพื่อนบ้านที่ “ปันสิ่งดี ๆ” ให้ทั้งสินค้า กิจกรรม และความรู้สึกดี ๆ สะท้อนแนวคิดการตลาดที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้าอย่างแท้จริง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
[ ก้าวสู่ IPO : เติบโตครั้งใหญ่ สู่ผู้นำค้าปลีกยุคใหม่]
‘อานุภาพ’ เปิดเผยว่า MR.D.I.Y. ขณะนี้ไฟลิ่ง (Filing) ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว และทางบริษัทร่วมกับที่ปรึกษาฯ กำลังประเมินสภาวะตลาดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำ IPO
โดยมองว่าการเตรียม IPO ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสารหรือการเงิน แต่คือการ transform องค์กรในทุกมิติ ทั้งระบบรายงาน การจัดการข้อมูล การสื่อสารองค์กร และการเสริมภาพลักษณ์ด้าน ESG ที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ ใช้รถ EV และโฟล์กลิฟต์ไฟฟ้า ด้านสังคมกับโครงการ “MR. D.I.Y. Cares” ที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 7 ปี ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนเยาวชนและชุมชนในทุกภูมิภาคของไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมสร้างรากฐานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย
ขณะที่ด้านธรรมาภิบาล บริษัทมุ่งดำเนินงานอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมปีนี้จึงเป็น “ช่วงเวลาที่เหมาะสม” สำหรับการเข้าตลาด ตามกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดในระยะยาว
“การเข้าตลาดคือจุดเริ่มต้นของการขยายศักยภาพองค์กรในระดับที่ใหญ่ขึ้น ทั้งในแง่ของธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม” ‘อานุภาพ’ กล่าวทิ้งท้าย