โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดชีวิตสลด "อัจฉริยะของอเมริกา" เมื่อเงินทอง-หน้าตา-สติปัญญา กลายเป็นภาระหนัก

sanook.com

เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 12.45 น. • Sanook
เปิดชีวิต

เปิดชีวิต "อัจฉริยะของอเมริกา" อายุแค่ 18 เดือนอ่านหนังสือพิมพ์ได้ 8 ขวบคิดค้นภาษาเป็นของตัวเอง, 16 ปี จบฮาร์วาร์ดด้วยคะแนนยอดเยี่ยม แต่ตลอดชีวิตกลับ "ไร้ที่พึ่งพิง" แม้ทำงานใช้แรงก็ยังถูกดูแคลน สุดท้ายเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้ผู้คนเคียงข้าง

เรามักเชื่อว่า 3 ปัจจัยที่นำพาคนสู่ความสำเร็จคือ เงินทอง หน้าตา และสติปัญญา แต่สำหรับอัจฉริยะผู้นี้ ปัจจัยทั้งสามกลับกลายเป็นภาระหนักที่บดขยี้ชีวิตของเขาจนย่อยยับ

วิลเลียม ไซดิส (William Sidis) เกิดเมื่อปี 1898 ที่นิวยอร์ก ในครอบครัวผู้อพยพชาวยิว พ่อของเขา บอริส ไซดิส เป็นจิตแพทย์ชื่อดังผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถึง 4 สาขา และมีชื่อเสียงด้านการวิจัยเกี่ยวกับจิตเวชศาสตร์ ส่วนแม่ของเขาก็เป็นแพทย์เช่นกัน ด้วยพื้นฐานทางวิชาการที่ยอดเยี่ยม

พวกเขาจึงตั้งความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้กับลูกชายเพียงคนเดียว และเลี้ยงดูเขาราวกับเป็น "โครงการทดลองทางวิทยาศาสตร์" ด้วยแนวคิดจิตวิทยาทันสมัยในยุคนั้น

ตั้งแต่ยังเล็ก วิลเลียมก็แสดงศักยภาพของอัจฉริยะอย่างชัดเจน ในวัยเพียง 18 เดือน เขาสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ New York Times ได้แล้ว และเมื่ออายุ 8 ขวบ เขาเรียนรู้ภาษาได้หลากหลาย ทั้งละติน กรีก รัสเซีย ฮีบรู เยอรมัน ฝรั่งเศส ตุรกี และอาร์เมเนีย

ในปีเดียวกันนั้นเอง วิลเลียมยังได้สร้างภาษาของตนเองขึ้นมา เรียกว่า “เวนเดอร์กู๊ด” (Vendergood) ซึ่งเป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ซับซ้อน ใช้กาลหลากหลายรูปแบบ และมีถึง 8 รูปแบบของกริยาแสดงท่าที (mood)

บอริสเคยพยายามพาลูกชายเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งแต่วัยเพียง 9 ขวบ แต่ถูกปฏิเสธ กระทั่ง 2 ปีต่อมา ในปี 1909 ขณะอายุเพียง 11 ปี วิลเลียมก็กลายเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่สอบเข้าเรียนฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ

ในปีถัดมา 1910 วิลเลียมได้บรรยายที่ชมรมคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัย สร้างความตกตะลึงให้ทั้งวงการวิชาการและสื่อมวลชน และในปี 1914 เขาก็สำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนยอดเยี่ยมในวัยเพียง 16 ปี

สื่อยกย่องเขาในฐานะ “อัจฉริยะของอเมริกา” แต่เมื่อถูกถามถึงแผนอนาคต วิลเลียมกลับตอบเพียงว่า เขาอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือชีวิตเรียบง่าย สงบสุข และหลีกหนีจากแสงไฟของสาธารณะ เพราะเบื้องหลังความเป็นอัจฉริยะนั้น คือชายหนุ่มที่เพียงปรารถนาจะใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ใช่ผู้แบกรับความฝันของพ่อ

อย่างไรก็ตาม สติปัญญาอันล้ำเลิศก็ไม่อาจช่วยให้เขาหาที่ทางในสังคมได้ หลังเรียนจบ เขาเรียนต่อระดับบัณฑิตที่ฮาร์วาร์ด แล้วจึงไปสอนที่มหาวิทยาลัยไรซ์ในรัฐเท็กซัสเมื่ออายุเพียง 17 ปี แต่เพราะอายุยังน้อย เขาไม่ได้รับความเคารพจากนักศึกษา และสุดท้ายก็ถูกปลดจากตำแหน่ง

วิลเลียมเคยเข้าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ฮาร์วาร์ด และเรียนได้อย่างโดดเด่น แต่สุดท้ายก็เลือกจะลาออกก่อนจบการศึกษา

ชีวิตของเขาค่อย ๆ ดำดิ่งสู่ทางตัน วิลเลียมเคยประกาศชัดว่าจะครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิต แม้เขาจะเคยมีความรู้สึกฝ่ายเดียวต่อมาร์ธา โฟลีย์ นักข่าวสาว แต่สุดท้ายเขาก็ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวจนถึงวาระสุดท้าย

ในปี 1919 ระหว่างที่เขาเข้าร่วมการเดินขบวนเฉลิมฉลองวันแรงงานสากลที่บอสตัน วิลเลียมถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เขาถูกตัดสินจำคุก 18 เดือน เนื่องจากมีแนวคิดฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย ในชั้นศาล เขายืนยันว่าตนเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการ และสนับสนุนระบอบโซเวียต เรื่องนี้ถูกสื่อมวลชนตีข่าวอย่างครึกโครม เปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “อัจฉริยะฮาร์วาร์ด” ไปเป็น “ผู้มีแนวคิดหัวรุนแรงอันตราย”

ท้ายที่สุด ครอบครัวก็เข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง พาตัววิลเลียมออกจากเรือนจำและส่งเขาไปยังสถานบำบัดส่วนตัวในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ ถึงขั้นข่มขู่ว่าหากเขายังไม่เปลี่ยนความคิด ก็จะส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวช วิลเลียมใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัว และนับวันเพื่อจะหลุดพ้นจากการควบคุมนั้น

เมื่อพ้นจากการควบคุมของครอบครัว เขาก็ตัดขาดจากญาติพี่น้อง ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ทำงานใช้แรงงานทั่วไปเพื่อยังชีพ ในปี 1924 สื่อมวลชนพบว่าเขากำลังทำงานเป็นกรรมกร และเริ่มเย้ยหยันเขาว่าเป็น “อัจฉริยะที่ปล่อยให้พรสวรรค์สูญเปล่า”

แต่ในความเป็นจริง ตลอดช่วงชีวิตที่หลบเร้น วิลเลียมยังคงเขียนหนังสือจำนวนมากภายใต้นามปากกาหลากหลายชื่อ เขาทำการศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และจักรวาลวิทยา ในหนังสือ The Animate and the Inanimate เขาเสนอทฤษฎีว่าเอกภพดำรงอยู่ตลอดกาล และดวงดาวทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวัฏจักรของความสว่างและความมืด

ในปี 1944 วิลเลียมได้ยื่นฟ้องนิตยสาร The New Yorker เนื่องจากบทความล้อเลียนที่สร้างความเสื่อมเสีย ศาลโดยผู้พิพากษาชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ด คลาร์ก ยอมรับว่าบทความดังกล่าว “สร้างบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรง” ต่อเขา แต่ก็วินิจฉัยว่าไม่อาจปกป้องวิลเลียมจากการถูกสื่อคุกคามได้อีกครั้ง อัจฉริยะผู้ปลีกวิเวกกลายเป็นเหยื่อของสื่อมวลชนอีกคำรบหนึ่ง

ไม่นานหลังคดีความ วิลเลียม เจมส์ ซิดิส ก็เสียชีวิตด้วยอาการเลือดออกในสมอง ขณะมีอายุเพียง 46 ปี ซึ่งเป็นโรคเดียวกับที่คร่าชีวิตบิดาของเขา อัจฉริยะที่เคยถูกคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงโลก กลับต้องใช้ชีวิตและลาจากไปอย่างเดียวดาย

ทั้งที่สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือชีวิตที่เรียบง่ายสงบสุข ทว่าความทะเยอทะยานของครอบครัว การจ้องมองของสื่อ และกระแสการเมืองในยุคสมัย ได้พรากความฝันเล็ก ๆ นั้นไปจากเขาตลอดกาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...