โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สส.กระบี่ทำหนังสือถึงนายกฯ จี้ยกเลิก MOU43 และ MOU44 เหตุขัด รธน.-ทำไทยเสียเปรียบกัมพูชา

Manager Online

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 16.18 น. • MGR Online

“สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง” ทำหนังสือถึงนายกฯ เรียกร้องยกเลิก MOU43 และ MOU44 ที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และมีเนื้อหาที่ทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา ในแง่ยอมรับพื้นที่ทับซ้อนอย่างถาวร เปิดทางให้ต่างชาติแสวงหาผลประโยชน์ร่วมในทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย

นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดกระบี่ ทำหนังสือลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งดําเนินการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา

หนังสือดังกล่าว มีใจความว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเป็นที่ปรากฏว่าบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 43 (ว่าด้วยแนวเขตทางบก) และฉบับที่ 44 (ว่าด้วยเขตทางทะเล) ซึ่งประเทศไทยได้ทําร่วมกับประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเขตแดน พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และทรัพยากรธรรมชาติรวมไปถึงการอนุญาตให้มีการสํารวจและแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่เขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ซึ่งบันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้กลายเป็นข้อถกเถียงทางสังคมและการเมืองในประเทศไทยมาโดยตลอดเนื่องจากส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศไทย อีกทั้งยังมีข้อสังเกตสําคัญว่าบันทึกความเข้าใจบางฉบับไม่ได้ผ่านการให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ควรนําเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากทางหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 178 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า สนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่ออธิปไตยของรัฐ การเปลี่ยนแปลงเขตแดน หรือมีผลผูกพันด้านงบประมาณของรัฐ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการลงนาม ดังนั้น การดําเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดพื้นที่ทับซ้อน หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ตกลงกันอย่างชัดเจน ย่อมเข้าข่ายที่จะต้องผ่านการพิจารณา ของรัฐสภาเช่นกัน หากมีการดําเนินการหรือการกระทําตามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา อาจถือได้ว่าการกระทําดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการคงไว้ซึ่งบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ที่อาจก่อให้เกิดการตีความในทางที่เสียเปรียบแก่ประเทศไทย ทั้งในแง่ของการยอมรับพื้นที่ทับซ้อนอย่างถาวร หรือการเปิดทางให้ต่างชาติแสวงหาผลประโยชน์ร่วมในทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและทรัพยากรที่สําคัญ ดังนั้น การคงไว้ซึ่งข้อตกลงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจนําไปสู่การสูญเสียโอกาสในการปกป้องอธิปไตยและการใช้ทรัพยากรของตนอย่างเต็มรูปแบบในระยะยาว ดังนี้

1. การยอมรับพื้นที่ทับซ้อนโดยพฤตินัย โดยวิธีการลงนามในบันทึกความเข้าใจที่มีสาระว่า ประเทศไทยและประเทศกัมพูชามี “พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล” อาจส่งผลให้ประเทศไทยยอมรับว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดน ทั้งที่ในบางมุมมองทางกฎหมายไทยถือว่าพื้นที่นั้นอยู่ในอธิปไตยของประเทศไทยโดยสมบูรณ์ การยอมรับเช่นนี้อาจเป็นข้อเสียเปรียบในอนาคตเมื่อมีการเจรจาแบ่งผลประโยชน์หรือจัดทําเขตแดนถาวร

2. การดําเนินการตามบันทึกความเข้าใจอาจส่งผลเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ร่วมโดยไม่กําหนดสัดส่วนชัดเจน การอนุญาตให้มีการร่วมสํารวจพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนโดยที่ยังไม่มีการกําหนดสัดส่วนหรือข้อตกลงที่เป็นธรรม อาจทําให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะได้ โดยเฉพาะกรณีการให้สัมปทานสํารวจพลังงานในเขตทับซ้อน

3. กระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยในทะเล บันทึกความเข้าใจอาจกลายเป็นช่องทางที่อีกฝ่ายใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อเรียกร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศในอนาคต เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนทะเล ทําให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านเอกสารและข้อเท็จจริง

4. ไม่มีการเผยแพร่ต่อประชาชนและไม่มีการตรวจสอบการทําข้อตกลงในลักษณะบันทึกความเข้าใจที่ไม่เปิดเผยและไม่ผ่านกลไกรัฐสภา อาจขาดความโปร่งใสและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้ การขาดความโปร่งใสในการจัดทําและเปิดเผยบันทึกความเข้าใจต่อสาธารณะ ยังทําให้ประชาชนขาดความมั่นใจในเจตนารมณ์ของรัฐ และส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งยังเปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยในเชิงนโยบายด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ทางทะเลในภูมิภาคนี้อย่างกว้างขวาง หากมีการยกเลิกข้อตกลง ทั้งสองฉบับอย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต แต่ยังแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของประเทศไทย ในการปกป้องอธิปไตย การยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ และความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ อนึ่ง การยกเลิก บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 44 เดิมเป็นข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับ เขตทับซ้อนทางทะเล ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา จัดทําขึ้นในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเคยถูกยกเลิกโดยมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี พ.ศ. 2552 โดยให้เหตุผลว่า “ประเทศไทยไม่สามารถดําเนินการตามข้อตกลงได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติและไม่ผ่านรัฐสภา” อย่างไรก็ตาม ยังมี ความคลุมเครือในทางปฏิบัติว่าการยกเลิกดังกล่าวมีผลสิ้นสุดในทางกฎหมายจริงหรือไม่ หรือมีการฟื้นกลับมาใช้ใหม่ภายหลังในบางส่วนโดยไม่ได้ประกาศเป็นทางการ

ในการนี้ ข้าพเจ้าขอเรียนเสนอให้ท่านในฐานะนายกรัฐมนตรี พิจารณาดําเนินการให้มีการยกเลิก บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ฉบับที่ 43 และฉบับที่ 44 ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาทั้งสองฉบับ พร้อมกันนี้ ควรมีการชะลอหรือระงับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนและการใช้ประโยชน์ร่วมในพื้นที่นั้น จนกว่าจะได้ข้อยุติที่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านจากทั้งฝ่ายบริหาร รัฐสภา และประชาชน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติ และรักษาอธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทยให้มั่นคงถาวรตลอดไป

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...