โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เมื่อแพทองธาร “อยู่ไม่ได้แต่ไม่ไป” “คลิปฮุนเซน” ลามถึงถนน จุดไฟ “ม็อบ 28 มิถุนา” เขย่ารัฐบาล

สยามรัฐ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมานัดรวมตัว 28 มิถุนายนนี้ กดดันให้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภา หลังกรณีคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมาโดยสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งเผยแพร่การสนทนาส่วนตัวกับผู้นำไทยจนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก

แม้แพทองธารจะยืนยันว่าการพูดคุยนั้นไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียหาย แต่หลายภาคส่วน ทั้งในแวดวงการเมือง ความมั่นคง และประชาชนทั่วไปกลับเห็นต่าง โดยเฉพาะเนื้อหาในคลิปที่สะท้อนถึงการประสานงานนอกรูปแบบกับผู้นำต่างชาติอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้เกิดข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส ความเหมาะสม และผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ

จุดเริ่มต้นของวิกฤต: คลิปเสียงจากเพื่อนบ้าน

คลิปเสียงที่ถูกปล่อยโดยฮุน เซน เป็นการสนทนาโทรศัพท์ระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน การปิดด่านไทย-กัมพูชา และความเข้าใจผิดด้านความมั่นคง โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มกดดันก่อนทั้งการตัดไฟ น้ำ และปิดด่าน จนต้องออกมาตอบโต้

แต่สิ่งที่จุดชนวนความไม่พอใจภายในประเทศคือ การที่ผู้นำกัมพูชานำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายก่อความขัดแย้งก่อน ซึ่งไม่เพียงทำให้ประเทศไทยเสียหายในเวทีระหว่างประเทศ แต่ยังสะเทือนเสถียรภาพของรัฐบาลแพทองธารอย่างหนัก

ปฏิกิริยาจากภาคประชาชนและนักวิชาการ

ทันทีที่คลิปถูกเผยแพร่ กระแสสังคมในไทยเริ่มปั่นป่วน หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของนายกรัฐมนตรีในการพูดคุยนอกรูปแบบโดยไม่มีผู้แทนการทูตหรือกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรู้ อีกทั้งยังมีเนื้อหาที่ทำให้กองทัพภาคที่ 2 ถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ของผู้นำรัฐบาล

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคงหลายคนออกมาเตือนว่า คลิปนี้ไม่เพียงแค่สร้างความเสียหายเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อความไว้วางใจระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ และนำไปสู่ความขัดแย้งเชิงอำนาจในเชิงลึก

ม็อบเรียกร้องลาออก: สัญญาณอันตรายต่อเสถียรภาพ

แรงกดดันไม่ได้มาจากเสียงวิจารณ์ทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ได้ขยายตัวสู่การเคลื่อนไหวบนท้องถนน เมื่อหลายกลุ่มภาคประชาชน ทั้งนักศึกษา แรงงาน และภาคประชาสังคม ออกมารวมตัวกันชุมนุมในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภา

การชุมนุมภายใต้คำขวัญ “ชาติไม่ใช่ของใครคนเดียว” และ “รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรีของประเทศ” เป็นการสะท้อนความไม่พอใจที่ลึกซึ้งกว่าการเมืองแบบเลือกข้าง แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติ

ความพยายามของรัฐบาล: ยืนยัน-ประนีประนอม-เบี่ยงเบน

นายกรัฐมนตรีแพทองธารออกมาแถลงการณ์หลายครั้ง โดยยืนยันว่า คลิปเสียงดังกล่าวไม่ใช่ความลับ เป็นเพียงการหารือส่วนตัว และไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ใด ๆ พร้อมทั้งปฏิเสธกระแสกดดันให้ลาออกหรือยุบสภา

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามใช้กลยุทธ์การประนีประนอม โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้าหารือในรูปแบบเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ยังไม่มีมาตรการที่แสดงถึงความรับผิดชอบเชิงรูปธรรม จึงยิ่งกระตุ้นความไม่พอใจจากผู้ชุมนุมมากขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเมืองภายใน แต่ยังแผ่ขยายไปถึงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเปราะบางอยู่แล้วจากปัญหาเขตแดน การค้า และผลประโยชน์ชายแดน คลิปเสียงดังกล่าวอาจเป็นชนวนใหม่ของความไม่ไว้ใจกันระหว่างสองประเทศ

ในขณะเดียวกัน ภายในประเทศเอง สัญญาณของความไม่มั่นคงเริ่มชัดเจน เมื่อมีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่า กองทัพอาจรู้สึกไม่พอใจต่อคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่สื่อว่าเป็น “คู่ขัดแย้ง” และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแรงเสียดทานเชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับฝ่ายความมั่นคง

รัฐบาลจะเอาตัวรอดอย่างไร?

ในสถานการณ์ที่ม็อบเริ่มขยายตัว และกระแสเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทวีความเข้มข้นขึ้น รัฐบาลแพทองธารจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็น

การเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงโดยโปร่งใส

การดึงหน่วยงานกลาง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือกระทรวงต่างประเทศ มาร่วมสื่อสารกับประชาชน

การประเมินสถานการณ์รายวันโดยหน่วยงานความมั่นคง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม

วิกฤตความไว้ใจรัฐบาลแพทองธาร

กรณีคลิปเสียงที่ฮุน เซน ปล่อยออกมา ไม่ใช่แค่เรื่องการสื่อสารผิดพลาด หรือการทูตนอกรูปแบบเท่านั้น แต่เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเปราะบางของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ที่ยังไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นอย่างมั่นคงในหมู่ประชาชน

หากนายกรัฐมนตรีแพทองธารยังคงยืนยันว่าไม่ลาออก ไม่ยุบสภา แต่ก็ไม่สามารถควบคุมกระแสความไม่พอใจที่ลุกลามจากคลิปเสียงได้ รัฐบาลอาจเข้าสู่ภาวะ “อยู่ไม่ได้แต่ไม่ไป” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างดึงความไว้วางใจกลับคืน หรือเตรียมรับผลกระทบจากการสูญเสียอำนาจจากแรงกดดันทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

#แพทองธาร #คลิปเสียงฮุนเซน #ม็อบกดดันรัฐบาล #การเมืองไทย2568 #นายกควรลาออกไหม #เสถียรภาพรัฐบาล #ข่าวการเมืองล่าสุด #วิกฤตศรัทธา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...