‘องค์กรอิสระ’ตัวตัดชีพรัฐบาล
การเมืองไทยช่วงนี้ลุ่มๆ ดอนๆ เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ ที่พุ่งแรงแซงโค้งสุดปัง คือกรณีการปล่อยคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกฯ กัมพูชา ซึ่งเนื้อหาการสนทนามีหลายประเด็นที่สะเทือนใจคนไทย และท่าทีของผู้นำไทยถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ากระดูกอ่อน
แถม “สมเด็จฯ ฮุน เซน” ยังตามหักหลังซ้ำสอง ด้วยการโพสต์ภาพที่เคยพา “นายกฯอิ๊งค์” ไปชมห้องนอนสีชมพูหวานแหววที่ “ทักษิณ – ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” คุณพ่อและคุณอาของผู้นำของไทย เคยเข้าพักเมื่อครั้งมาอยู่กัมพูชา ทำเอาคนไทยต้องคอยส่อง เกาะติดว่าจะมีช็อตหักหลัง ดอกสาม ดอกสี่ ตามมาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผนวกรวมเป็นตัวเขย่าบัลลังก์บนตึกไทยคู่ฟ้าของตระกูล “ชินวัตร” พร้อมเปิดทางให้เหล่าฝ่ายตรงข้ามดาหน้ากันมารุมถล่ม
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคู่แค้นขาประจำที่ประกาศระดมมวลชนชุมนุมใหญ่เรียกร้องขับไล่ “นายกฯแพทองธาร” ขณะที่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ค่ายสีน้ำเงิน จัดคิวส่ง “พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา” สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ รวบรวมรายชื่อ สว. ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ 2 องค์กรอิสระ หวังตัดชีพรัฐบาล ทั้งการยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกล่าวหาว่านายกฯหญิง มีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และผ่านไปไม่กี่วัน ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์รับเรื่องไว้สอบสวน
นอกจากนี้ยังได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของ “แพทองธาร ชินวัตร” สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงเจ้าปัญหานี้ ที่สำคัญ ผู้ร้องยังขอให้ศาลฯ มีคำสั่งให้นายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลฯจะมีคำวินิจฉัย
หลังจาก “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญได้ไม่นาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีนัดประชุมกันในวันอังคารที่ 1 ก.ค.2568 ซึ่งถูกหลายฝ่ายจับตาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ที่สำคัญ ถ้าศาลฯรับไว้ จะมีคำสั่งให้ “นายกฯแพทองธาร”หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวด้วยหรือไม่
ย้อนไปดูเมื่อปี 2565 เคยเกิดกรณีที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมขณะนั้น ถูกศาลฯสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างรอคำวินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ทำให้ต้องไปนั่งทำงานในกระทรวงกลาโหม แต่สำหรับครั้งล่าสุดนี้ หาก “นายกฯอิ๊งค์” ถูกศาลฯสั่งระงับการทำหน้าที่ ก็คงลอยลมไปอยู่บ้านเลี้ยงลูกรอวันชี้ชะตา
ขณะที่ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า หนักใจ แต่ต้องทำตามหน้าที่ จะต้องดูข้อเท็จจริงด้วยว่าหากให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่
ทั้งหมดนี้บ่งชี้ชัดว่าตัวตัดชีพ พลิกกระดานเกมการเมืองที่แท้จริง คือองค์กรอิสระที่คำตัดสินมีกฎหมายรองรับ ซึ่งหากผลชี้ขาดไม่เป็นคุณกับตัวนายกฯหญิง ก็จะเกิดเรื่องใหญ่สั่นสะท้านอำนาจของตระกูล“ชินวัตร” ต้องมีการเลือกนายกฯคนใหม่ และจะกลายเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย พลิกขั้วเปลี่ยนข้างขึ้นมาในฉับพลัน แต่เหตุการณ์เลวร้ายจนทางตัน อาจปูทางไปสู่ทางออกนอกรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญ คลิปเสียงเจ้าปัญหาจะลามไปสู่การสูญเสียดินแดนของไทย เพราะ “เฒ่าฮุน เซน” ต้องฉวยโอกาสนี้ไปเป็นหลักฐานหนึ่งส่งถึงศาลโลกให้พิพากษา ยิ่งซ้ำเติมวิบากกรรมของประเทศไทย