โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

ส่องนวัตกรรม “AI Bio-Tech” รับมือภัยเงียบจากน้ำประปา หลังพบกรณี "อะมีบากินสมอง" คร่าชีวิตหญิงชาวสหรัฐฯ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 11.10 น.
กรณีการเสียชีวิตของหญิงชาวเท็กซัสจากเชื้ออะมีบา Naegleria fowleri ซึ่งรู้จักกันในชื่อ

รายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยว่าพบหญิงวัย 71 ปีจากรัฐเท็กซัส (Texus) ประเทศสหรัฐอเมริกา ติดเชื้อ แนกเลอเรีย ฟาวเลอไร (Naegleria fowleri) จากการใช้น้ำประปาที่ปนเปื้อนในอุปกรณ์ล้างจมูก ซึ่งนำไปสู่ภาวะสมองอักเสบจากอะมีบา (Primary Amebic Meningoencephalitis - PAM) หรือเรียกได้ว่าเป็นภาวะ "อะมีบากินสมอง"

โดยหญิงรายนี้เริ่มมีอาการทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ และมีภาวะสับสน เพียง 4 วันหลังจากล้างจมูก และแม้จะได้รับการรักษาแต่เธอก็เสียชีวิตใน 8 วันหลังแสดงอาการ โดยการตรวจสอบยืนยันพบอะมีบาในน้ำไขสันหลังของเธอ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่กิจวัตรประจำวันง่าย ๆ ก็อาจกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคที่อันตรายเล็ดรอดเข้ามาได้ หากขาดความเข้าใจและการป้องกันที่เหมาะสม

Naegleria fowleri คือ

Naegleria fowleri คือ อะมีบาเซลล์เดียว ที่อาศัยอยู่ในดินและแหล่งน้ำจืดอุ่นทั่วโลก เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำ และน้ำพุร้อน และในบางกรณีที่พบได้ยากมาก คือ เชื้อนี้ยังถูกพบในสระว่ายน้ำที่ดูแลไม่ดี ลานน้ำพุ หรือแม้แต่น้ำประปาที่ปนเปื้อนได้ด้วย

การติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อน้ำที่มีอะมีบาเข้าสู่จมูกและเดินทางไปยังสมอง ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบจากอะมีบา (PAM) ซึ่งเป็นโรคที่ลุกลามอย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายถึงชีวิต จากข้อมูลในสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1962 ถึง 2023 มีรายงานผู้ป่วย PAM ถึง 164 ราย แต่มีเพียง 4 รายเท่านั้นที่รอดชีวิต ซึ่งถือว่ามีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 97% สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของโรคนี้

อาการเริ่มต้นของ PAM อาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ และอาเจียน แต่อาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เสียชีวิตภายใน 1 ถึง 18 วันหลังจากเริ่มมีอาการ และมักนำไปสู่ภาวะโคม่าและเสียชีวิตภายใน 5 วันเมื่ออาการลุกลาม อาจพบอาการคอแข็ง สับสน สูญเสียการทรงตัว และเห็นภาพหลอนได้

ความเสี่ยงจากแหล่งน้ำและการปนเปื้อน

โดยปกติแล้ว เชื้อ Naegleria fowleri มักพบในแหล่งน้ำจืดอุ่นธรรมชาติ และการติดเชื้อมักเกิดขึ้นเมื่อผู้คนทำกิจกรรมทางน้ำที่อาจสูดน้ำที่ปนเปื้อนเชื้ออะมีบาเข้าจมูก อย่างไรก็ตาม กรณีของหญิงที่เสียชีวิตในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า การล้างไซนัส หรือ การล้างสิ่งสกปรกภายในจมูกจากโรคไวรัสด้วยน้ำที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญเช่นกัน

จากการสอบสวนพบว่า ถังเก็บน้ำดื่มของรถบ้าน ของหญิงคนนี้อาจมีน้ำที่ปนเปื้อนอยู่ก่อนที่เธอจะซื้อรถบ้านถึง 3 เดือน นอกจากนี้ ระบบน้ำประปาของเทศบาลที่เชื่อมต่อกับระบบน้ำดื่มของรถบ้าน ก็อาจเป็นสาเหตุของการปนเปื้อนได้เช่นกัน สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งน้ำประปาที่ดูเหมือนปลอดภัย

เทคโนโลยีกับการระบุเชื้อโรคที่ซ่อนอยู่

จากเหตุการณ์นี้ ปัจจุบันนี้เรามีเทคโนโลยี AI และ BioTech ที่ช่วยรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เช่น Genomic Sequencing และ AI

การหาลำดับพันธุกรรมของจีโนม (Genomic Sequencing) กระบวนการถอดรหัสลำดับเบสของ DNA ทั้งหมดในจีโนมหรือยีนของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ ซึ่งจีโนม (Genome) คือ ข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมด ของสิ่งมีชีวิต เช่น ของมนุษย์จะมี DNA ประมาณ 3,000 ล้านเบส ดังนั้นการทำ Genomic Sequencing คือการอ่านลำดับเบสที่อยู่ใน DNA เพื่อดูว่าเรียงกันอย่างไรบ้าง โดยข้อมูลที่ได้สามารถป้อนเข้าสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อวิเคราะห์รูปแบบอาการและประวัติการสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว ช่วยแพทย์ในการตัดสินใจรักษาได้ทันท่วงที

ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเมื่อทำการล้างโพรงจมูก

ใช้น้ำกลั่น หรือ ใช้น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อ (Sterilized Water) ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา สำหรับการล้างจมูก หรือหากใช้น้ำประปาสามารถใช้น้ำประปาที่ต้มแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ได้เพราะการต้มน้ำจะช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย รวมถึงอะมีบา ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำประปาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำจากก๊อกในบ้านหรือรถบ้าน หากไม่ได้ผ่านกระบวนการข้างต้น

กรณีการเสียชีวิตจากอะมีบากินสมองในเท็กซัสเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า แม้โรคจะหายาก แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรง การใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและรอบด้าน ตั้งแต่การเฝ้าระวังระดับโมเลกุลไปจนถึงระบบเตือนภัยอัจฉริยะ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของประชาชน และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ด้วยความที่โรคนี้หายากและอาการลุกลามเร็ว การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และบางครั้งอาจเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว และในสหรัฐอเมริกา มีห้องปฏิบัติการเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 97% แต่การวิจัยเพื่อหายาที่มีประสิทธิภาพก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่ายาบางชนิดอาจมีผลในการรักษา อย่างไรก็ตามการตระหนักและป้องกันตัวเองก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...