IMF เตือน “สงครามการค้าทรัมป์” สร้างแรงสั่นสะเทือนใหม่ ตลาดเกิดใหม่รับศึกหนักกว่ายุคโควิด
IMF ชี้ "สงครามการค้าทรัมป์" สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดโลก รุนแรงและซับซ้อนกว่าวิกฤตโควิด ส่งผลให้ธนาคารกลางในประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญทางเลือกจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเงินทุนผันผวน
วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 10.26 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กิตา โกปินาถ (Gita Gopinath) รองกรรมการผู้จัดการคนแรกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า สงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความท้าทายแก่ผู้กำหนดนโยบายในประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างรุนแรงกว่าวิกฤตโควิดเมื่อ 5 ปีก่อน โดยผลกระทบของภาษีศุลกากรต่อประเทศกำลังพัฒนาและตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ประสบความยากลำบากในการประคับประคองเศรษฐกิจ
“ตอนเริ่มต้นของการระบาดโควิด ธนาคารกลางทั่วโลกต่างผ่อนคลายนโยบายการเงินพร้อมกันอย่างรวดเร็ว แต่รอบนี้แรงกระแทกกลับส่งผลไม่เท่ากัน …ครั้งนี้จึงท้าทายยิ่งกว่าวิกฤตโควิดเสียอีก”
ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่พร้อมลดดอกเบี้ยจนกว่าจะมั่นใจว่าภาษีจะไม่ซ้ำเติมเงินเฟ้อ ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เผชิญกำแพงภาษีจากสหรัฐกลับเจอกับช็อกทางฝั่งอุปสงค์ ซึ่งหมายถึงเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง สถานการณ์นี้แตกต่างจากช่วงเริ่มต้นการระบาดของโควิด เมื่อธนาคารกลางทั่วโลกพากันลดดอกเบี้ยหรือใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
“เมื่อเกิดความแตกต่างเช่นนี้ สถานการณ์อาจนำไปสู่ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว ซึ่งประเทศตลาดเกิดใหม่ไวต่อแรงกระเพื่อมเช่นนี้เป็นพิเศษ”
อย่างไรก็ตามในช่วง 2 เดือนหลังจากที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี “ตอบโต้แบบทวิภาคี” (reciprocal tariffs) ตลาดหุ้นและค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ฟื้นตัวกลับมาบ้าง นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ยังพอมีอิสระในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะเผชิญกับแรงดูดทุนจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว
ดัชนี MSCI ของตลาดเกิดใหม่ (ยกเว้นจีน) พุ่งขึ้นเกือบ 20% นับจากจุดต่ำสุดหลังจากวันที่ 2 เมษายนที่เรียกว่าวันปลดแอก (liberation day) สกุลเงินเปโซของเม็กซิโก วอนของเกาหลีใต้ และแรนด์ของแอฟริกาใต้ ต่างก็แข็งค่าขึ้นกว่า 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์
แต่อย่างไรก็ตามรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า “ความเสี่ยงของการไหลออกของเงินทุนในตลาดเกิดใหม่กำลังเพิ่มสูงขึ้น” โดยเตือนว่าแม้ค่าเงินของหลายประเทศแข็งค่าขึ้นจากการที่นักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐ แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง
“หลายประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุน หากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกหรือความเชื่อมั่นเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินอ่อนค่าและต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น”
โกปินาถกล่าวว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังนำทางท่ามกลางหมอกหนา เพราะความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ทำให้สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง แม้ว่าสหรัฐและจีนตกลงลดภาษีชั่วคราวจากการเจรจาในกรุงเจนีวาเมื่อเดือนก่อน ทรัมป์ก็กล่าวหาจีนว่าผิดข้อตกลงในเวลาต่อมา และล่าสุดได้ประกาศจะขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 50% ที่งานปราศรัยในเพนซิลเวเนีย
ด้านนักเศรษฐศาสตร์แสดงความกังวลว่า อุปสงค์จากสหรัฐที่ลดลง และภาษีศุลกากรที่สูงขึ้น อาจกระทบต่อการส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูง
อลิเซีย การ์เซีย เอร์เรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภาคพื้นเอเชียของธนาคารฝรั่งเศส Natixis ว่า “ปกติแล้วเมื่อดอลลาร์อ่อนลง ตลาดเกิดใหม่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนการกู้ที่ถูกลง แม้ส่งออกจะลดลง …แต่ตอนนี้กลับมีทั้งการส่งออกที่ลดลง และต้นทุนการกู้ยืมที่ยังสูงอยู่”
โกปินาถยังกล่าวถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ที่พึ่งพาเงินทุนจากนอกระบบธนาคาร (non-bank financial flows) และการเติบโตอย่างรวดเร็วของคริปโตเคอเรนซี
โกปินาถกล่าวว่า “เรากำลังเห็นการเติบโตของคริปโตในบางประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว แม้จะยังอยู่ในช่วงตั้งต้นก็ตาม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Stablecoins ที่ผูกกับดอลลาร์หรือสินทรัพย์อื่น อาจนำไปสู่การทดแทนสกุลเงินท้องถิ่น และทำให้ธนาคารพาณิชย์สูญเสียบทบาทในระบบการเงิน
“ธนาคารกลางของประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้นในช่วงหลัง และได้นำกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมาใช้ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี”
อย่างไรก็ตามเธอเตือนว่าปัจจัยภายนอกยังมีอิทธิพลต่อประเทศเหล่านี้มากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายเศรษฐกิจโลก รวมถึงความไม่แน่นอนในอนาคต ย่อมเป็นความท้าทายใหญ่ที่รออยู่
อ้างอิง : reuters.com