“พิชัย” เร่งยื่นข้อเสนอการค้าสหรัฐครั้งสุดท้าย หวังลดดุลการค้า 70% ใน 5 ปี
“พิชัย” เร่งยื่นข้อเสนอสุดท้าย พร้อมเปิดตลาดรับสินค้าสหรัฐเพิ่ม ทั้งเกษตร พลังงาน และเครื่องบินโบอิ้ง หวังลดดุลการค้า 70% ใน 5 ปี ดันให้ภาษีที่ดีที่สุดอยู่ที่ 10% หรือช่วง 10-20% ก็ยังถือว่ายอมรับได้
วันที่ 6 กรกฎาคม 2568 เวลา 21.06 น. สำนักข่าวบูมเบิร์กรายงานว่านายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg News เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ไทยกำลังพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีส่งออกในอัตรา 36% ที่รัฐบาลทรัมป์ขู่จะบังคับใช้ โดยเสนอให้สหรัฐฯเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มการนำเข้าพลังงานและเครื่องบินโบอิ้งจากสหรัฐ
ข้อเสนอฉบับล่าสุดของไทยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณการค้าทวิภาคีและลดดุลการค้าเกินดุลของไทยต่อสหรัฐที่มีมูลค่า 46,000 ล้านดอลลาร์ ลงให้ได้ 70% ภายใน 5 ปี และทำให้เกิดสมดุลทางการค้าภายใน 7-8 ปี ซึ่งถือว่าเร็วกว่าข้อเสนอเดิมที่ไทยเคยให้คำมั่นว่าจะลดดุลการค้าให้หมดภายใน 10 ปี
นายพิชัยระบุว่า คาดว่าจะส่งข้อเสนอฉบับปรับปรุงใหม่นี้ก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา 90 วันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชะลอการขึ้นภาษี หากข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับ ไทยสามารถยกเลิกภาษีนำเข้าหรือมาตรการที่มิใช่ภาษีสำหรับสินค้าในกลุ่มหลักได้ทันที ขณะที่จะทยอยผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งในระยะต่อไป
การปรับข้อเสนอครั้งนี้มีขึ้นหลังจากพิชัยเข้าพบกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Michael Faulkender รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเจรจาภาษีในระดับรัฐมนตรีครั้งแรก พิชัยกล่าวว่าสินค้าสหรัฐฯ ที่จะได้รับสิทธิ์เข้าตลาดไทยมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีปริมาณไม่เพียงพอในประเทศอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตไทย
“สิ่งที่เราเสนอเป็นข้อเสนอที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน” นายพิชัยกล่าว พร้อมระบุว่า “สหรัฐจะสามารถค้าขายกับเราได้มากขึ้น ขณะที่เราก็มีโอกาสปรับปรุงกระบวนการต่างๆ และลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค”
ไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่เร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีในอัตราสูง หากไม่สามารถตกลงอัตราภาษีที่ลดลงได้ อาจส่งผลให้การส่งออกของไทย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด หดตัวลงอย่างมาก และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงถึง 1% จากที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเพิ่งบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทรัมป์ประกาศเก็บภาษีส่งออกเวียดนามในอัตรา 20% และ 40% สำหรับสินค้าที่เข้าข่ายการส่งต่อ (Transshipment)
นายพิชัยกล่าวว่า ไทยกำลังผลักดันให้อัตราภาษีที่ดีที่สุดอยู่ที่ 10% และแม้จะอยู่ในช่วง 10%-20% ก็ยังถือว่ายอมรับได้
“สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคือ ไทยได้ข้อตกลงที่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน”
ไทยยังได้ปรับแผนการซื้อสินค้าสหรัฐ โดยเฉพาะพลังงานและเครื่องบินโบอิ้ง ให้ “เชิงรุก” มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทปิโตรเคมีของไทย อาทิ SCG Chemicals และ PTT Global Chemical ได้ให้คำมั่นจะนำเข้าเอทเทนจากสหรัฐฯ มากขึ้น ขณะที่บริษัท ปตท. ระบุว่า อาจซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากโครงการก๊าซในรัฐอลาสกา ปีละ 2 ล้านตัน เป็นระยะเวลา 20 ปี และบริษัทรัฐวิสาหกิจของไทยก็อยู่ระหว่างสำรวจความเป็นไปได้ในการร่วมพัฒนาโครงการดังกล่าว
สายการบินแห่งชาติอย่างการบินไทยยังแสดงความสนใจที่จะซื้อเครื่องบินโบอิ้งมากถึง 80 ลำในช่วงหลายปีข้างหน้า
การเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีถือเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการค้าจากแรงกดดันเพิ่มเติม โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงอยู่แล้วจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา ข้อตกลงที่ดีจะช่วยบรรเทาความกังวลของนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนทางการเมือง หลังจากศาลมีคำสั่งให้ระงับปฏิบัติหน้าที่ของนางแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย จากกรณีถูกกล่าวหาว่ามีความผิดจริยธรรมในการจัดการข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา
ทั้งนี้ การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี เพิ่มขึ้นประมาณ 15% ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากคำสั่งซื้อเร่งด่วนก่อนที่มาตรการขึ้นภาษีจะมีผลบังคับใช้ครบ 90 วัน
อ้างอิง : bloomberg.com