“จีน” ห้ามเจ้าหน้าที่ ก.พาณิชย์สหรัฐ ออกนอกประเทศ ส่อกระทบแผนซัมมิต “สี–ทรัมป์”
"จีน" ห้ามเจ้าหน้าที่ ก.พาณิชย์สหรัฐ ออกนอกประเทศ ส่อกระทบแผนซัมมิต “สี–ทรัมป์” เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้าและเทคโนโลยี ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากกรณีนี้ยืดเยื้อ
วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 21.17 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สื่อสหรัฐรายงานว่า จีนได้สั่งห้ามไม่ให้พลเมืองอเมริกันเชื้อสายจีนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเดินทางออกจากประเทศมาหลายเดือนแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนและสหรัฐกำลังพยายามจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ เพื่อหารือและคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้า
ตามรายงานของ Washington Post บุคคลดังกล่าวทำงานในสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐ (USPTO) และเดินทางมาเยี่ยมญาติในจีน แหล่งข่าวสี่รายระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้นี้ถูกออกคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ (exit ban) โดยไม่มีการเปิดเผยชื่อ ข้อกล่าวหาคือไม่ได้แจ้งในแบบคำขอวีซ่าว่าตนทำงานให้กับรัฐบาลสหรัฐ
รัฐบาลสหรัฐได้ส่งข้อความในระดับสูงมากไปยังจีนเพื่อขอให้ชายผู้นี้ได้รับอนุญาตเดินทางออกนอกประเทศ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของจีนและสหรัฐ ซึ่งรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้า หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราสูง และเพิ่งประกาศพักการเรียกเก็บบางส่วนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทรัมป์ยังแสดงความต้องการจัดประชุมร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อแก้ไขปัญหาทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งรวมถึงข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แร่หายาก และสถานะของไต้หวัน
เพื่อให้การประชุมเกิดขึ้นได้ ทรัมป์ได้ลดโทนคำพูดโจมตีจีนเกี่ยวกับการขาดดุลการค้าและการสูญเสียการจ้างงานในสหรัฐ โดยล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ นายมาร์โก รูบิโอ เปิดเผยหลังพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน นายหวัง อี้ ว่าทั้งสองฝ่ายมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้เกิดการพบปะระหว่างผู้นำ
คำสั่งห้ามเดินทางอาจกระทบซัมมิต
อย่างไรก็ตามความพยายามจัดประชุมอาจซับซ้อนขึ้น หากกรณีของเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐบานปลาย โดย South China Morning Post รายงานว่าชายผู้นี้เป็นอดีตทหารผ่านศึกของกองทัพสหรัฐ และถูกควบคุมตัวตั้งแต่มาถึงเมืองเฉิงตู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเมื่อเดือนเมษายน
รายงานระบุว่า เขาถูกห้ามเดินทางออกจากจีน เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ทางการจีนมองว่ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม และเขายังได้เดินทางไปยังกรุงปักกิ่งพร้อมกับเจ้าหน้าที่สหรัฐด้วย
สำนักงานที่เขาทำงานอยู่ (USPTO) มีภารกิจในการดูแลสิทธิบัตรและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสหรัฐ โดยระบุบนเว็บไซต์ว่ามีพันธกิจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของสหรัฐ
โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงปักกิ่ง กล่าวว่าความปลอดภัยของพลเมืองสหรัฐในต่างแดนคือ ภารกิจสูงสุดของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า “เราติดตามกรณีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และได้แสดงความกังวลต่อทางการจีนเกี่ยวกับผลกระทบของคำสั่งห้ามเดินทางโดยพลการต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี และเรียกร้องให้จีนอนุญาตให้พลเมืองอเมริกันที่ได้รับผลกระทบเดินทางกลับทันที”
คำสั่งห้ามเดินทางออกประเทศของจีน: จุดขัดแย้งเรื้อรัง
การใช้นโยบายห้ามเดินทางออกนอกประเทศของจีนเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เคยเตือนพลเมืองอเมริกันให้พิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนเดินทางไปจีน โดยให้เหตุผลว่าอาจเผชิญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างพลการ รวมถึงการถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศ
Wells Fargo & Co. ได้ระงับการเดินทางไปจีน หลังจากผู้บริหารด้านการเงินการค้าระหว่างประเทศระดับสูงของบริษัทคนหนึ่งถูกสั่งห้ามเดินทางออกจากจีน โดยผู้บริหารรายนี้คือ Chen-yue Mao ผู้บริหารในแอตแลนตา ซึ่งเกิดที่เซี่ยงไฮ้ และถูกห้ามออกจากประเทศหลังเดินทางกลับจีนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
กรณีนี้ตอกย้ำความกังวลของบริษัทข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจในจีน โดยเฉพาะในประเด็นความปลอดภัยของพนักงาน และข้อจำกัดด้านเสรีภาพในการเดินทาง
ในอดีต สื่อรายงานกรณีลักษณะเดียวกันหลายครั้ง เช่น
- ปี 2566 ผู้บริหารอาวุโสของบริษัท Kroll (บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงของสหรัฐฯ) ถูกห้ามเดินทางออกจากจีน
- ปี 2562 ผู้จัดการฝ่ายบริหารความมั่งคั่งของ UBS ถูกควบคุมตัวในจีนราว 3 เดือน ก่อนเดินทางกลับ
บทวิเคราะห์ทางวิชาการในปี 2565 ที่อิงข้อมูลจาก 6 ประเทศ ระบุว่ามีอย่างน้อย 128 กรณีที่พลเมืองต่างชาติถูกสั่งห้ามออกจากจีน โดยในจำนวนนั้น หนึ่งในสามเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางธุรกิจ และตามกฎหมายจีน บุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา หรือผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทบต่อความมั่นคงของชาติ อาจถูกห้ามออกนอกประเทศ โดยเฉพาะภายใต้กฎหมายจารกรรมฉบับใหม่ของจีนที่เข้มงวดมากขึ้น
อ้างอิง : bloomberg.com