พันธบัตรสหรัฐ 30 ปี ทะลุ 5% หุ้นร่วง-ดอลลาร์อ่อนค่า หลัง Moody’s หั่นเครดิตสหรัฐ
"พันธบัตรสหรัฐ" 30 ปี ทะลุ 5% หุ้นร่วง-ดอลลาร์อ่อนค่า หลัง Moody’s หั่นเครดิตสหรัฐ นักลงทุนจับตานโยบายภาษีของทรัมป์ หลังเตือนพันธมิตรที่ไม่เจรจาด้วยความสุจริตจะถูกเก็บภาษีสูงสุด
วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.31 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น หลัง Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตของรัฐบาลสหรัฐเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา
หุ้นยุโรปและเอเชียก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน หลังข้อมูลเศรษฐกิจจีนแสดงให้เห็นภาพผสมผสาน ทั้งยอดค้าปลีกที่ต่ำกว่าคาด และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว แม้จะดีกว่าที่กังวลไว้บ้าง ขณะเดียวกันทำเนียบขาวยังเดินหน้ากดดันทั้งประเทศคู่ค้าและบริษัทอเมริกันในเรื่องการค้าและภาษี
ความไม่มั่นใจเกี่ยวกับหนี้สาธารณะสหรัฐที่สูงถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์ ยิ่งทวีความรุนแรง หลังจากพรรครีพับลิกันใกล้ผ่านร่างกฎหมายลดภาษีครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มหนี้ใหม่อีก 3–5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า
จอร์จ ลากาเรียส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Forvis Mazars กล่าวว่า “สิ่งที่ Moody’s เห็นอย่างชัดเจนคือ รัฐบาลไม่แสดงท่าทีว่าจะควบคุมหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น …แผนลดภาษีขนาดมหึมาของรีพับลิกัน ก็ยิ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น”
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 7 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.510% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว 30 ปี ทะลุ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. ซึ่งเป็นวันที่ทรัมป์ประกาศ หยุดภาษีตอบโต้บางส่วนกับจีนเป็นเวลา 90 วัน
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวในรายการโทรทัศน์เมื่อวันอาทิตย์เพื่อลดความสำคัญของการปรับลดเครดิตของ Moody’s และเตือนพันธมิตรทางการค้าว่า จะได้รับภาษีขั้นสูงสุด หากไม่เจรจาอย่างสุจริตใจ (good faith)
เบสเซนต์มีกำหนดเดินทางไปร่วมการประชุม G7 สัปดาห์นี้ ขณะที่รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ พบกับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน เพื่อหารือด้านการค้าเมื่อวันอาทิตย์
ไมเคิล เฟโรลี นักเศรษฐศาสตร์จาก JPMorgan กล่าวว่า “ยังไม่ชัดเจนว่าอัตราภาษี 10% ที่ใช้ตอบโต้ ซึ่งไม่รวมแคนาดาและเม็กซิโก จะคงอยู่หรือลดลง หรือเพิ่มขึ้นสำหรับบางประเทศ” พร้อมประเมินว่าภาษีที่มีผลใช้อยู่ในปัจจุบันคิดเป็นภาระภาษีเทียบเท่า 1.2% ของ GDP สหรัฐ “นอกจากผลกระทบโดยตรงจากภาษีแล้ว ความไม่แน่นอนด้านนโยบายยังเป็นอีกแรงกดดันต่อการเติบโต”
ทั้งนี้สงครามภาษีทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง นักวิเคราะห์จึงจับตารายงานผลประกอบการจาก Home Depot และ Target สัปดาห์นี้ เพื่อดูแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ทรัมป์กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า Walmart ควรรับภาระภาษีเอง หลังจาก Walmart แจ้งว่าจะขึ้นราคาสินค้าบางรายการเนื่องจากต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 ลดลง 1.2% และ Nasdaq ลดลง 1.4% แม้สัปดาห์ก่อนเพิ่งดีดตัวแรงหลังทรัมป์ลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน
อ้างอิง : reuters.com