โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามยังไม่จบ! ย้อนรอยผลงานในอดีตของ ธปท.

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 03.39 น.

สงครามยังไม่จบ! ย้อนรอยผลงานในอดีตของ ธปท.

ใกล้เวลาเสนอชื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 22 มีบุคคลสำคัญในแวดวงเศรษฐกิจไทยออกมาให้ความเห็นการเสนอชื่อผู้ว่าการ ธปท. อย่างต่อเนื่อง

เริ่มต้นด้วย วันที่ 7 กรกฎาคม 2568นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ Facebook ชื่อ Sommai Phasee – – สมหมาย ภาษี โจมตีรัฐบาล กล่าวหา นักการเมืองกำลังจะตั้งผู้ว่าแบงค์ชาติที่ตนเองบงการได้ พร้อมระบุ “ถ้าเป็นเช่นนั้น ของดีเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่ในประเทศเราขณะนี้ก็จะถูกลากจูงไปสู่อาจมจนได้”

รุ่งขึ้น ดร.ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 18 ทำจดหมายเปิดผนึกถึง รมว. คลัง ปมเลือกผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เตือนสติเลือกผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ชี้ต้องไม่ทำให้ความน่าเชื่อถือต่อธนาคารกลางเสื่อมถอย ใจความท่อนหนึ่งในจดหมาย กล่าวว่า “ถ้าท่านเลือกผู้ว่าการที่ประสบการณ์การทำงานเดิมต้องสนองนโยบายของรัฐจนเป็นความเคยชิน จึงยากที่จะคาดหวังให้ทำหน้าที่ของผู้ว่าการอย่างเป็นอิสระ ที่จริงยังไม่ต้องทำนโยบายอะไร เพียงแค่ประวัติและประสบการณ์ที่ก่อให้เกิด Perception ว่าผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่เป็นคนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล และเคยสนองนโยบายของรัฐบาลมาตลอด ในฐานะผู้บริหารของธนาคารของรัฐ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อสถาบันนี้ก็จะเสื่อมถอยไปทันที ปัจจุบันนักลงทุนต่างประเทศก็เลือกไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว”

ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ โต้ ดร.ธาริษา ระบุไม่เห็นด้วย “ใกล้ชิดรัฐบาล = เสื่อมความเชื่อมั่น” ชี้เป็นการตั้งธงข้อสรุปล่วงหน้าโดยขาดหลักฐาน เหมารวมโดยไม่ยุติธรรม มองหลักความเป็นอิสระสามารถเดินร่วมรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องขัดแย้ง

ล่าสุด เช้าวันนี้ นายวรวงศ์ โพสต์ Facebook ชื่อ Varavongsa Ramangkura เติมอุณหภูมิศึกการสรรหาผู้ว่าการ ธปท. ให้ระอุยิ่งขึ้น โดยย้อนผลงานความผิดพลาดของแบงค์ชาติในอดีต ดังนี้

ธปท. กับความรับผิดชอบเชิงนโยบาย : มองย้อนผ่านเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจไทย

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวสารธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา ผมมองว่า ธปท. ไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับดูแลนโยบายการเงินหรือผู้รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ หากแต่เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นองค์กรที่แทบไม่เคยถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างจริงจัง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ธปท. มีทั้งผลงานที่ได้รับคำชื่นชม และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่นำไปสู่ความเสียหายระดับประเทศ หลายเหตุการณ์ควรได้รับการทบทวนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยืนยันว่าอิสระของธนาคารกลางนั้นไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่ไร้การตรวจสอบ แต่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อสาธารณะในระดับสูงสุด

1.วิกฤตต้มยำกุ้ง หรือ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยังหลอกหลอนประเทศไทยมาถึงปัจจุบัน ในขณะนั้น ธปท. ยืนยันที่จะตรึงค่าเงินบาทไว้ในช่วงแคบ ๆ มีเงินกู้จากต่างประเทศไหลเข้าจำนวนมหาศาล ผ่านช่องทาง BIBF ซึ่งเป็นนโยบายที่เปิดทางให้เอกชนกู้เงินต่างประเทศโดยง่าย โดยไม่มีเครื่องมือรองรับความเสี่ยงอย่างเพียงพอ

แม้ IMF จะส่งสัญญาณเตือนแล้ว แต่ธปท. กลับเลือกใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้การโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเงินสำรองแทบเกลี้ยง

ผลลัพธ์คือ GDP ปีถัดมาหดตัวกว่า 10% ค่าเงินบาทอ่อนค่าจาก 25 เป็นเกือบ 56 บาทต่อดอลลาร์ ตลาดหุ้นพังทลาย จาก 1,200 จุด เหลือ 200 กว่าจุด บริษัทเงินทุน 56 แห่งปิดกิจการ เดือดร้อนรัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF วงเงินกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ ทิ้งภาระหนี้ในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไว้กับภาครัฐ 1.4 ล้านล้านบาท โดยที่ ธปท. ไม่เคยชำระคืนเงินต้นแม้แต่บาทเดียว

2.โครงการผ้าป่าช่วยชาติ: น้ำมนต์ขันน้อยในตุ่มทุนสำรองของประเทศ

หลังวิกฤต 2540 หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เริ่มโครงการผ้าป่าช่วยชาติ เชิญชวนประชาชนบริจาคทองคำและเงินตราต่างประเทศเพื่อเติมทุนสำรองของประเทศ ภาพพระภิกษุสงฆ์ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กลายเป็นเครื่องสะท้อนว่า สังคมไทย “ไม่ไว้ใจ” นโยบายของ ธปท.

ภายหลัง กลุ่มศิษย์ของหลวงตาได้เคลื่อนไหวต่อต้านความพยายามรวมบัญชีทุนสำรอง ธปท. ด้วยรายชื่อประชาชนกว่า 50,000 คน แม้เหตุการณ์นี้จะเงียบหายไปในเวลาต่อมา แต่ก็เป็นหลักฐานชัดเจนว่า ความน่าเชื่อถือของธปท. ในบางช่วงนั้นลดต่ำจนประชาชนหมดศรัทธา จนต้องหันหน้าหาพระเถระเป็นที่พึ่งสุดท้าย

3.ธาริษา 100 จุด: มาตรการที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ

วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ธปท. ภายใต้การนำของ ดร. ธาริษา วัฒนเกส ออกมาตรการ capital control อย่างปุบปับ บังคับให้นักลงทุนต่างชาติฝากเงินไว้ 30% เป็นเวลา 1 ปี หากถอนก่อนจะถูกหัก 1 ใน 3 ทันทีที่ข่าวแพร่ออก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดิ่งลง 100 จุดในวันเดียว

แม้ ธปท. จะรีบออกมายกเว้นตลาดหุ้นในวันรุ่งขึ้น แต่นโยบายนี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของตลาดอย่างรุนแรงและทิ้งชื่อเหตุการณ์ “ธาริษา 100 จุด” ไว้เป็นบทเรียนทางนโยบายที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

สิ่งที่ควรตั้งคำถามไม่ใช่แค่ความผิดพลาดเชิงเทคนิค แต่คือกระบวนการภายในของ ธปท. ว่าเหตุใดองค์กรที่ถือว่ามีบุคลากรระดับประเทศ จึงออกนโยบายกระทบตลาดนับแสนล้านบาท โดยไม่มีระบบเตือนภัยภายในหรือการศึกษาผลกระทบล่วงหน้า

4.ขาดทุนสะสม จนส่วนทุนติดลบ: โครงสร้างที่ไร้การตรวจสอบ?

ตั้งแต่ปี 2549 ธปท. มีสถานะ “ส่วนของทุนติดลบ” 69,765 ล้านบาท และติดลบสูงขึ้นมากตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา โดย ณ สิ้นปี 2555 ส่วนของทุนติดลบ 530,892 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.3% ของสินทรัพย์ ตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีท่าทีจะหยุด โดยในปี 2564 ขาดทุนสะสมทะลุ 1 ล้านล้านบาท

แม้จะมีคำอธิบายว่าเป็นผลจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย หรือ นโยบาย Inflation targeting และภาระดอกเบี้ยจ่ายในประเทศสูงกว่าดอกเบี้ยรับต่างประเทศ (Negative Carry) จึงเกิดคำถามที่ประชาชนสงสัยคือ เหตุใดธนาคารกลางของประเทศจึงดำเนินนโยบายจนขาดทุนสะสมเช่นนี้? ใครคือผู้ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้? ถึงเวลาที่ควรมีการตรวจสอบจากภายนอกอย่างจริงจังแล้วหรือยัง?

5.กองทุน BSF: ความระมัดระวัง หรือความลังเล?

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ธปท. ได้รับอำนาจจาก พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 ให้ตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Stabilization Fund หรือ BSF) วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ที่มีพื้นฐานดีแต่ประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราวอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนที่ออกใหม่ แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าเป็นการขัดหลักการแหล่งเงินสุดท้ายของธนาคารพาณิชย์ หรือ Lender of last resort ของธนาคารกลางที่ไม่ควรเข้าไปช่วยภาคเอกชนโดยตรง โดยการแก้กฎหมาย จะเป็นการเปิดช่องให้มีการใช้ธนาคารกลางอย่าง ธปท. ไปในทางเอื้อต่อเอกชนบางรายอย่างไม่โปร่งใสได้ในอนาคต เพราะกฎหมายอนุญาตให้ ธปท. ใช้ดุลยพินิจในการให้ความอนุเคราะห์แก่บางรายและไม่ให้แก่บางราย โดยอ้างการจัดลำดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และเมื่อมีปัญหาเกิดการฟ้องร้อง ธปท. ก็จะต้องทำการฟ้องร้องบริษัทเอกชนโดยตรง ซึ่งจะทำให้เสียภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางได้ ประกอบกับ ธปท. สามารถจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยไม่ต้องเข้าไปดำเนินการเองโดยตรง ไม่ต้องแก้กฎหมายเพราะหลักการของกฎหมายเดิมดีอยู่แล้ว แต่ก็มีฝ่ายสนับสนุนเห็นว่ากองทุน BSF เป็นการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างสมเหตุสมผล

สุดท้าย ธปท. ไม่ได้ใช้กองทุนนี้ช่วยเหลือบริษัทรายใดเลย ทำให้เกิดคำถามว่า เพราะ “ระมัดระวังในการใช้อำนาจ” หรือ “ลังเลใจในทิศทางนโยบาย”

อิสระของธนาคารกลางต้องมาพร้อมการตรวจสอบได้

ในโลกที่สถาบันต่างๆ ถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง การดำรงอยู่ของธนาคารกลางที่ “เป็นอิสระจากรัฐบาล” แต่ “ปลอดจากการตรวจสอบของประชาชน” คือเรื่องที่ควรหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา

ธปท. มีอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราแลกเปลี่ยน ปริมาณเงินในระบบ หรือแม้แต่การควบคุมเงินทุนไหลเข้าไหลออก แต่กลับไม่มีพื้นที่ที่เพียงพอให้ประชาชนตั้งคำถาม หรือตรวจสอบบทบาทนั้นอย่างโปร่งใส

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
“เราจะทำอย่างไรให้ธนาคารกลางของไทยยังคงความเป็นอิสระ แต่ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดชอบต่อสาธารณะ?”

สุดท้ายนี้ขอยกคำกล่าวของมิตรสหายท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนผมเอง ทำนายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

“เส้นทางต่อไปจากนี้มี 2 ทาง

1.เราได้แบงก์ชาติที่ทำงานสอดคล้องกับรัฐบาล
2.เราได้รัฐบาลที่ทำงานสอดคล้องกับแบงก์ชาติ

…ซึ่งโดยสามัญสำนึกของคนทั่วไป รัฐบาลต้องมีส่วนในการเลือกแบงก์ชาติ (แม้แบงก์ชาติจะมีอิสระ แต่รัฐบาลใหญ่กว่าเพราะมาจากประชาชน)

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เมื่อมองดีๆ แบงก์ชาติไทยก็มีส่วนในการเลือกรัฐบาลอยู่ไม่น้อย เพราะถ้ารัฐบาลมีนโยบายไม่ถูกใจแบงก์ชาติ แบงก์ชาติสามารถใส่เบรกเศรษฐกิจจนความนิยมในรัฐบาลลดลง และคนจะเลือกรัฐบาลใหม่จนกว่าจะเป็นรัฐบาลที่ทำงานสอดคล้องกับแบงก์ชาติได้ในที่สุด”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามยังไม่จบ! ย้อนรอยผลงานในอดีตของ ธปท.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...