โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดแนวคิด ‘รุ่ง-วิทัย’ แก้หนี้-รับวิกฤติ ศก. ลุ้น ครม.เคาะผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 19.01 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

การคัดเลือกผู้สมัครผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่อยู่ในขั้นตอนสุดท้าย หลังจากคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการ ธปท.ที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็นประธาน เชิญผู้สมัครมาแสดงวิสัยทัศน์ และสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2568

รวมทั้งส่งชื่อให้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา 2 รายชื่อ โดย นายพิชัย จะเสนอชื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ 1 รายชื่อ ในวันที่ 15 ก.ค.2568 เป็นผู้ว่าการ ธปท.โดยรายชื่อที่เข้ารอบสุดท้าย 2 คน ประกอบด้วย

1.ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.มีประสบการณ์การทำงานที่ ธปท.เป็นส่วนใหญ่ เคยเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน และผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งมีส่วนร่วมสำคัญในการวางกลยุทธ์ของ ธปท.ผ่านมาตรการตลาดการเงิน และการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจการเงินทั้งในภาวะปกติ และภาวะวิกฤติ

ขณะเดียวกันมีประสบการณ์ในการทำงานกับธนาคารเอกชน โดยเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Global Business and Strategy ธนาคารกรุงไทยในช่วงปี 2560-2562

2.นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มีผลงานสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารออมสินเป็น Social Bank หรือธนาคารเพื่อสังคม พร้อมทั้งนำธนาคารออมสินเข้าสู่ธุรกิจ Non-Bank เต็มตัว โดยสนับสนุนแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด รวมทั้งผลักดันการเข้าช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น

นอกจากนี้ มีบทบาทสนับสนุนนโยบายการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะการผลักดันโครงการคุณสู้เราช่วย รวมถึงพร้อมดำเนินการนโยบายแฮร์คัตหนี้ให้ประชาชนที่รัฐบาลกำลังเตรียมการ ซึ่งธนาคารออมสินมีแผนยกหนี้หรือผ่อนปรนหนี้ให้ประชาชนที่มูลหนี้ไม่สูง

“กรุงเทพธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แคนดิเดตผู้ว่าการ ธปท.ทั้ง 2 คน เกี่ยวกับการสถานการณ์เศรษฐกิจรวมถึงปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน

“รุ่ง” มองปัญหาหนี้แบบครบวงจร

ดร.รุ่ง กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เป็นหนี้เร็ว และนานขึ้น รวมทั้งหลายคนในวัยเกษียณออกจากวังวนหนี้ไม่ได้ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดความรู้ด้านการเงิน และอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดที่บังคับให้หลายคนต้องเป็นหนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของ ธปท.ใช้หลักการ “แก้ปัญหาอย่างครบวงจร” โดยดูทั้งฝั่งรายได้ที่เติบโตช้า และกำกับดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อแบบมีความรับผิดชอบ

ทั้งนี้ ธปท.ผลักดัน “โครงการคุณสู้เราช่วย” เพื่อประคองลูกหนี้ที่ต้องการสู้ และแม้เฟสแรกช่วยลูกหนี้ได้ 50% ของยอดหนี้ ซึ่งบางส่วนอาจมองไม่สำเร็จ แต่ ธปท.พอใจเพราะโครงการนี้ต้องอาศัย “เจตจำนงของลูกหนี้” ที่ต้องการแก้ไขหนี้ตัวเองด้วย

“คุณสู้เราช่วย ชื่อบอกอยู่แล้วคุณต้องสู้ก่อน ไม่ได้ดีไซน์มาสำหรับทุกคน ถ้าสู้แปลว่ายังต้องผ่อนอยู่ แต่โครงการให้ผ่อน 50% ของงวดผ่อนเดิมช่วงปีแรก แล้วค่อยขยับเป็น 70%”

ส่วนโครงการคุณสู้เราช่วยระยะที่ 2 เริ่มจากการเห็นช่องโหว่ของระยะแรกที่มีลูกหนี้กว่า 2 ใน 3 ส่งคำขอเข้ามา แต่ไม่เข้าเงื่อนไขโครงการ ดังนั้นเฟสที่ 2 จะพิจารณาช่องโหว่เหล่านี้ให้ถี่ถ้วนขึ้น เช่น ลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 30 วัน

แนวคิดดอกเบี้ยกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

ขณะที่ความร่วมมือธนาคารพาณิชย์กับโครงการนี้ ดร.รุ่ง กล่าวว่า ช่วงแรกธนาคารพาณิชย์ร่วมมือไม่เท่ากัน เพราะลักษณะหนี้ต่างกันมีอัตราตอบรับเข้าร่วมต่างกัน เช่น ถ้าหนี้บ้านหยุดจ่ายไม่เกิน 3 เดือน มีอัตราตอบกลับเร็วมาก แต่พอเป็นหนี้เสีย 6 เดือนขึ้นไป อัตราการตอบรับลดลงขณะที่หนี้รถมีอัตราตอบกลับเข้าร่วมโครงการน้อยมาก ยิ่งเป็นหนี้รถที่เสียเกิน 6 เดือนแทบจะไม่ตอบรับ

อีกทั้งพอร์ตหนี้แต่ละธนาคารแตกต่างกัน อย่างธนาคารรัฐไม่มีพอร์ตรถยนต์เลย ดังนั้นอัตราการตอบรับเข้าโครงการคุณสู้เราช่วย สูงกว่าพอร์ตธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วนหนี้รถยนต์ในพอร์ตมากกว่า

“การตั้ง KPI ให้ธนาคารพาณิชย์รับลูกหนี้เข้าโครงการอาจยากในลักษณะสัดส่วนพอร์ตไม่เท่ากัน แต่ ธปท.มองที่ Best Effort หรือความพยายามสูงสุด คือในพอร์ตลักษณะของคุณ เราในฐานะผู้กำกับ ในฐานะผู้ผลักดันโครงการนี้ร่วมกับกระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานอื่น อยากเห็น Best Effort จากธนาคารพาณิชย์มากกว่า” ดร.รุ่ง กล่าว

ส่วนประเด็นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบ่งเบาภาระให้กับลูกหนี้อีกทางนอกจากโครงการคุณสู้เราช่วยหรือไม่ ดร.รุ่ง กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยช่วยแบ่งเบาภาระได้แน่นอน แต่หากมองเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่ ประเทศไทยอาจต้องการ “อะไร” มากกว่าแค่การเพิ่มสภาพคล่องให้ประชาชน

“การลดดอกเบี้ยเพิ่มสภาพคล่องสภาพคล่องเหมือนให้เลือด แต่มันไม่ทำให้คุณแข็งแรงขึ้น สิ่งที่เศรษฐกิจไทยต้องการมากกว่าในยามนี้คือ ธุรกิจในรูปแบบที่จะไปต่อได้ยั่งยืน และ Investment cycle ใหม่ที่เราไม่มีมาเป็นเวลาหลายสิบปี” ดร.รุ่ง กล่าว

แจง ธปท.ลดดอกเบี้ยแต่แบงก์พาณิชย์ไม่ลด

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2567 ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง แต่การส่งผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงค่อนข้างล่าช้า ดร.รุ่ง เห็นด้วยว่า เป็นความจริง สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะดอกเบี้ยของไทยอยู่ระดับต่ำหรือใกล้ Lower Bound

“จากประสบการณ์ทั่วโลก เวลาที่ดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำหรือเริ่มใกล้ lower bound การส่งผ่านโดยทั่วไปจะช้าลง เป็นสิ่งหนึ่งที่วงวิชาการหรือด้านนโยบายการเงินพูดกันว่าเมื่อดอกเบี้ยต่ำมากๆ ประสิทธิผลของมันจะเริ่มน้อยลง เป็นภาพสะท้อนว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ตอบสนองน้อยลงด้วย”

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับช่วงโควิด ดร.รุ่ง กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปี 2567 ธปท.ลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง transmission หรืออัตราการส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง ยังดีกว่าช่วงโควิดเล็กน้อย แต่ต้องยอมรับว่า transmission ไม่เยอะมาก และไม่พอที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริง สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะ Credit Risk หรือความกังวลที่ลูกหนี้จะไม่สามารถคืนหนี้ได้หรือกังวลว่าลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย

‘ข้อมูล’ หนุนแบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อ

ดร.รุ่ง กล่าวว่า ธปท.ทำโครงการ Your Data เป็นความร่วมมือหลายภาคส่วนในการสร้าง “ถึงข้อมูล” ให้ลูกหนี้เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยเมื่อลูกหนี้มีข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของตัวเองชัดเจน ธนาคารพาณิชย์จะกล้าปล่อยสินเชื่อขึ้น

รวมทั้ง ธปท.มีโปรแกรมแก้หนี้ DIY ให้ลูกหนี้กรอกข้อมูลลักษณะหนี้ และรายได้ จากนั้นจะคำนวณสถานะหนี้ว่าผ่อนไหวหรือเริ่มมีปัญหา รวมทั้งให้คำแนะนำเบื้องต้นว่าหนี้ก้อนไหนจะเข้าไปบริหารจัดการก่อน และจัดการอย่างไร เช่น ก้อนนี้ดอกเบี้ยสูง รวมทั้งจากข้อมูลที่ลูกหนี้กรอกเข้าไปจะทำเป็นจดหมายเพื่อการเจรจาเบื้องต้นให้เราได้ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นช่วยลูกหนี้ในการไปสานต่อกับสถาบันการเงิน

“วิทัย” ชี้ ธปท.อิสระแต่ต้องไม่โดดเดี่ยว

นายวิทัย กล่าวว่า แนวคิดสำคัญสำหรับบทบาท ธปท. “ต้องเป็นอิสระแต่ไม่โดดเดี่ยว” โดย ธปท.ต้องมีอิสระในการตัดสินใจแต่ต้องทำงานร่วมทุกภาคส่วนเพื่อเป้าหมายระยะยาว และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่นโยบายการเงินอย่างเดียวแก้ไม่ได้ และต้องทำงานร่วมกับนโยบายการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) , กระทรวงพาณิชย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกรับอานิสงส์บางส่วนจากการส่งออกที่เติบโตดีช่วง 3-4 เดือนแรก และจำนวนนักท่องเที่ยวเดือนม.ค.-มี.ค.แต่แนวโน้มครึ่งปีหลังน่ากังวลเพราะไม่แน่นอน เช่น ภาษีสหรัฐ สงครามยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนการเมืองในประเทศ

ทั้งนี้ ธปท.รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคได้ดี เช่น ดูแลอัตราเงินเฟ้อต่ำและทำให้สถาบันการเงินแข็งแกร่ง แต่บริบทเศรษฐกิจเผชิญปัจจัยภายนอกที่ซับซ้อนขึ้นอาจต้องเพิ่มบทบาทดูแลการเติบโตเศรษฐกิจมากขึ้น

"สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันหนักกว่าวิกฤติปี 2540 ที่ส่วนใหญ่กระทบคนรวย และสถาบันการเงิน แต่วิกฤติปัจจุบันกระทบคนส่วนใหญ่ ในขณะที่ไทยมีปัญหาขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาวทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว หนี้ครัวเรือนสูง และปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการแก้ปัญหาต้องคิดใหม่ทำใหม่ และมีความร่วมมือทุกภาคส่วน” นายวิทัย กล่าว

เปิดแนวคิด ‘รุ่ง-วิทัย’ แก้หนี้-รับวิกฤติ ศก. ลุ้นครม.เคาะผู้ว่า ธปท. คนใหม่

“คุณสู้เราช่วย” ผลลัพธ์ยังไม่ปัง

สำหรับโครงการ “คลินิกแก้หนี้” ไปจนถึง “คุณสู้ เราช่วย” บรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นแก้ปัญหาได้หมด โดยช่วยลูกหนี้ที่ได้รับอานิสงส์ และได้รับการแก้ไขหนี้แล้วหลายแสนคน แต่ยังมีลูกหนี้หลายแสนคนเข้าไม่ถึงโครงการ

ส่วนลูกหนี้ออมสินได้ดำเนินโครงการนี้ไปแล้ว 33% ของระบบสถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารพาณิชย์รวมกัน บางส่วนของโครงการทำงานได้ดี แต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่าช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

นโยบายแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินมีบทบาทต่างกัน โดยนโยบายการคลังออกได้เร็วยิงตรงเป้า และเห็นผลในเวลาสั้น ส่วนนโยบายการเงินเป็นภาพใหญ่ เช่น การลดดอกเบี้ย กว่าจะเกิดผล 6-12 เดือน แต่ 2 ส่วนต้องทำงานพร้อมกัน

“การลดดอกเบี้ย อัดฉีดเงินหรือลดภาษีอย่างเดียวแก้ไม่ได้หมด ต้องประสานระหว่างนโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการจากหน่วยงานกำกับอื่นไปทิศทางเดียวกัน และต่อเนื่อง และนโยบายการเงินควรชัดเจนและส่งสัญญาณเชิงรุกขึ้น”

นายวิทัย กล่าวว่า มุมมองแบงก์ที่ดูแลลูกค้ากลุ่มฐานราก การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ช้ากว่าที่ควรจะเป็น แต่การลดดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งที่ผ่านมา ช่วยบรรเทาได้ และสิ่งสำคัญอยู่ที่การส่งสัญญาณไปตลาดที่ชัดเจนว่าการลดดอกเบี้ยจะเป็นมาตรการต่อเนื่อง และระยะยาว

รวมถึงการส่งผ่านไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งเริ่มมีผลที่จำกัดต่างจากช่วยดอกเบี้ยขาขึ้นที่ปรับขึ้นได้เต็มที่ และรวดเร็ว

“สิ่งนี้อาจเป็นผลมาจากการที่ธนาคารต้องใช้เวลาวิเคราะห์ผลกระทบ และเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้นทำให้สถาบันการเงินระวังปล่อยสินเชื่อขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายสินเชื่อ แม้ดอกเบี้ยจะลดลง”

แนะ 3 แนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

นายวิทัย กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในทางปฏิบัติมี 3 แนวทาง ได้แก่

1.เศรษฐกิจต้องเติบโต ซึ่งหมายความว่าประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นหาก Nominal GDP เติบโต 4% ต่อเนื่อง 2-3 ปี จะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดได้

2.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยช่วยให้ลูกหนี้ตัดเงินต้นได้มากขึ้นแม้จ่ายเท่าเดิม ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ และทำให้สภาพเงินส่วนบุคคลดีขึ้น แล้วช่วยสะสม และลดหนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ลง

3.มาตรการอื่นที่ต้องเสริม เช่น การโอนหนี้ไม่มีหลักประกันที่ธนาคารสำรองหมดแล้วออกมาให้หน่วยงานอื่นดูแลในราคาถูก เช่น 3-7% แล้วนำมาปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว

นอกจากนี้ ต้องเสริมให้สถาบันการเงินขยายสินเชื่อง่ายขึ้น โดยขยายบทบาทบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อหลายประเภทขึ้น รวมถึงกลุ่ม non-banks และพิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ผู้ส่งออก และ SMEs ที่ถูกผลกระทบจากสินค้าต่างประเทศราคาถูก โดยทำให้ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น

ชั่งน้ำหนัก ลดดอกเบี้ย ก่อหนี้เพิ่ม

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.อาจกังวลว่าการลดดอกเบี้ยมากเกินไปจะทำให้ประชาชนก่อหนี้เพิ่ม อย่างไรก็ตามผู้ให้ข้อมูลเชื่อว่าโดยรวมแล้วประโยชน์ของการลดดอกเบี้ยเพื่อแก้หนี้มีน้ำหนักมากกว่า โดยการลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือสำคัญ และจำเป็นในการบรรเทาหนี้ครัวเรือน และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนสูง แต่ความสำเร็จแท้จริงเกิดขึ้นได้เมื่อส่งผ่านถึงดอกเบี้ยเงินกู้

ขณะที่เศรษฐกิจซบเซา และกังวลจะซึมลึกนาน โดยอัตราเงินเฟ้อต่ำ และปี 2568 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมาย 1% เป็นสภาวะ “เงินเฟ้อต่ำ การเติบโตต่ำ” (low inflation, low growth) ขณะที่เครื่องยนต์หลักอย่างท่องเที่ยว และส่งออกอาจไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักปี 2568-2569

“เศรษฐกิจตอนนี้เป็นความท้าทาย บางภาคส่วนดีมากอย่างสถาบันการเงินแข็งแกร่งมาก แต่ภาคส่วนอื่นที่เป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยดี”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...