"ทักษิณ" เปิดตัว "ThaiWORKS" ยกระดับ OTOP ไทย คอลแลปแบรนด์ชั้นนำระดับโลก
วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีในหัวข้อ “Crafting the Future: From OTOP to ThaiWORKS and Beyond“ ภายในงาน SPLASH soft power forum 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 กรกฎาคม 2568 พร้อมเปิดตัวโครงการ “ThaiWORKS” ซึ่งมีเป้าหมายต่อยอดโครงการ OTOP โดยเน้นการยกระดับสินค้าท้องถิ่นด้วยการออกแบบสมัยใหม่และการสร้างแบรนด์สู่ตลาดโลก
นายทักษิณ กล่าวว่า สมัยที่ตนเองไปอยู่เมืองนอก มีคนพานายปีเตอร์ อาร์แนลล์ นักออกแบบ และผู้บริหารแบรนด์ชาวอเมริกัน นักเขียน ช่างภาพ และผู้ก่อตั้ง Arnell Group มาพบตนเอง จึงได้ชักชวนมาทำ ThaiWORKS เพื่อต่อยอดงานโอท็อปของไทย ตอนนั้น ตนมองสินค้าไทยในภาพรวม มีโอท็อปเป็นฐาน และสินค้าของ SMEs ประกอบ ตนรู้ว่าโลกยุคนั้นต้องสร้างแบรนด์ แต่เป็นบริษัทเล็ก ๆ กันหมด ถ้าจะสร้างแบรนด์ต้องใช้เงินมากเพื่อนำไปสู่สากล
ตนจึงจะสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ขึ้นมา ให้มาเกาะปีกแบรนด์ไทยแลนด์ เมื่อแบรนด์ต่าง ๆ แข็งแรงแล้ว เขาก็สร้างแบรนด์ตัวเองได้ และอยากจะไปทำร้านในเมืองใหญ่ ๆ ในศูนย์ช้อปปิ้ง เพื่อเป็นโชว์รูมของประเทศไทย
ปรากฏว่าช่วงที่คิดเป็นช่วงปลายปี 2548 เป็นช่วงที่การเมืองเริ่มยุ่งแล้ว บ้านเราเสียเวลาเรื่องการเมืองที่ไร้สาระมากกว่าเรื่องที่มีสาระ เลยทำให้เรื่องมีสาระถูกละเลยเป็นประจำ พอดีมาเจอปีเตอร์ จึงอยากสานต่อแนวคิดเป็นสากล เขามาช่วยออกแบบอะไรต่าง ๆ จนใกล้จะถึงฝั่งฝันแล้ว
แต่ขณะนั้นเป็นช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ และมีการปฏิวัติเสียก่อน จึงต้องพักไป ตอนนี้กลับมาใหม่ เอาของเก่าที่ดีไซน์ไว้มารีเฟรชใหม่หมด และมาดูว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ
“จำไว้นะว่าผมเป็นรัฐบาล หรือไม่เป็นรัฐบาล ไม่มีเลิก ที่ทำทั้งหมดออกตังค์เองเพราะต้องการให้เป็นโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์ของคนไทย ไม่ใช่เป็นของการเมือง จะได้ทำให้การพัฒนาประเทศหรือการครีเอทีฟต่อเนื่องยาวนาน” นายทักษิณ กล่าว
นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นชาวบ้านให้ฟรีไปเลย แต่หากเป็นของธุรกิจ ก็อาจจะบริจาคเงินบางส่วน เพื่อใช้สำหรับหมุนเวียนและพัฒนาดูแลชาวบ้าน ซึ่งนอกจากให้ SMEs ขยายผล ตนยังอยากให้หมู่บ้านทุกหมู่บ้าน เป็นหนึ่งโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อผลิตสินค้า ที่ดีไซน์จากส่วนกลาง และเป็นทักษะของท้องถิ่น ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนท้องถิ่น
เมื่อถามว่า มีภูมิปัญญาพื้นบ้านแล้ว จะนำมาพัฒนาต่อแล้วจะกลับไปยังภูมิปัญญาดั้งเดิมได้อย่างไร นายทักษิณ กล่าวว่า เราเอาแนวคิดและดีไซน์มาปรับให้เป็นสากล แล้วออกแบบและตัวต้นแบบ เพื่อผลิตส่งออก มีซัพพลายที่ต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่เราจะปรับจากฝีมือชาวบ้านธรรมดาให้สู่สากลให้ได้ แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่ทิ้งดีไซน์ที่มีความเป็นไทย ไม่ทิ้งความเป็นสุนทรียะของไทย เป็นแกนหลักของสินค้า
เมื่อถามว่า กรณีที่ไม่มีคนรุ่นใหม่ส่งเสริมเรื่องนี้เท่าไร จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจ นายทักษิณ กล่าวว่า ต้องรีบทำให้สินค้า หรือดีไซน์แบบของไทยทำเงินได้ และเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเจนซี จะห่วงเรื่องการเงินของเขามาก ถ้าไม่มีช่องทางหารายได้เขาก็ทิ้ง ถ้าเขาทำเงินได้เมื่อไรเขาก็จะอยู่ต่อไป ไม่มีใครทิ้งสิ่งที่ทำเงินได้ ทุกอย่างเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่เราต้องทำให้ฟื้นตัว เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวทำอะไรก็ขายได้ สมัยที่ตนทำ OTOP ตอนนั้นเศรษฐกิจแก้ไขได้พอดี ทำให้ขายได้ เมื่อปี 2546-2547 ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับโทรศัพท์จากคนที่มาออกร้าน ว่า ขอเลี้ยงผู้ว่าฯหน่อยได้หรือไม่ เพราะในชีวิตเพิ่งได้กำเงินล้านครั้งแรก จากการไปขายของที่งาน OTOP ขายได้ล้านหนึ่ง จึงอยากเลี้ยงผู้ว่าฯที่เชิญให้เขาไปร่วมงาน เป็นสิ่งที่ฟังแล้วเป็นปลื้ม เพราะ OTOP ทำให้คนไทยมีรายได้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในวันนี้ยากกว่าสมัยก่อน เพราะหมักหมมมาเยอะมาก แต่ต้องแก้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว เมื่องาน Thai Works หรือ OTOP ขับเคลื่อนได้ คนรุ่นใหม่จะหันกลับมา จะเป็นช่องทางทำมาหากินอีกช่องทางหนึ่ง
ส่วนมีอะไรที่จะเสนอต่อกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เรื่องโครงการไทยเวิร์คหรือไม่ นายทักษิณ ตอบว่า อยู่ที่เรื่องการเอาจริงเอาจัง หากรัฐเอาจริงเอาจังข้าราชการก็ร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่ค่อยให้ความร่วมมือมาก่อน โดยวันนี้กระทรวงมหาดไทยต้องให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นตัวสำคัญที่จะนำนโยบายไปสู่ประชาชน คือ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน เขาอยู่ติดกับชาวบ้านที่สุด ซึ่งไทยเวิร์ค หรือ Soft Power เป็น Movement มันไม่ Move ถ้าไม่มีคนช่วย Move คนช่วย Move ที่สำคัญเป็นกลไกสำคัญคือ มหาดไทย ต้อง Move”
ส่วนสินค้าที่คาดว่า จะนำสินค้าไทยเวิร์คสู่ตลาดโลกได้นั้น นายทักษิณ ระบุว่า คือเรื่องผ้า ลายผ้า เพราะไทยมีความเก่ง ซึ่งสามารถนำผ้าไปทำได้หลายแบบ นอกจากนี้ยังมีเฟอร์นิเจอร์เนื่องจากประเทศไทยมีไม้หลายสายพันธุ์ หากนำมาดีไซน์ดี ๆ จะสามารถสร้างมูลค่าได้ ซึ่งภาครัฐ และเอกชนต้องร่วมมือกัน และมานั่งคิดกันว่าไทยเวิร์คจะไปช่วยแต่ละหมู่บ้านอย่างไร จะไปดูตลาดอย่างไร
นายทักษิณ กล่าวต่อว่า อะไรที่เจริญหูเจริญตาก็เริ่มดีทั้งนั้น ถ้าไปที่ไหนเห็นแต่กล่องสี่เหลี่ยมไม่ไหว ตนอยู่ที่ดูไบ ไม่ได้บอกว่าชอบมากกว่าประเทศไทย แต่เขาดีไซน์หลากหลายเอาสถาปนิกจากทั่วโลกมาออกแบบ ตึกก็มีรูปทรงที่ต่างกันและสวยงาม ตนลงเครื่องบินมาถึงประเทศไทยเจอแต่กล่องสี่เหลี่ยม ซึ่งเราไม่กล้าลงทุนในเรื่องดีไซน์ จริง ๆ แล้วเราเป็นประเทศที่มีความสวยงามอยู่แล้ว ขณะที่ตนชอบเรื่องศิลปะ และเทคโนโลยี
ในช่วงหนึ่ง นายทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ AI เก่งมาก เก่งจนตนกลัว และกลัวหนักว่าคนไทยจะไม่ยอมตามให้ทัน เพราะ AI แพลนได้หมด โดยไม่ต้องทำอะไร วันนี้ นายกฯ บอกว่า เราน่าจะทำ Virtual Training AI ให้กับประชาชน เรียนเสร็จแล้วค่อยให้โทเคน เรียนก่อนเพื่อไปใช้ สิ่งเหล่านี้จะมาช่วยเรื่องครีเอทีฟอีโคโนมี เราจะใช้ความเป็นยูนีกของคนไทยไปสู่โลกให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.แพทองธาร มีแนวคิด โดยในจังหวะนั้น นายทักษิณ ชี้มือไปที่ น.ส.แพทองธาร และบอกว่า “นายกฯ ก็นั่งตรงนี้” ก่อนที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นพิธีกร ทักว่า “เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเป็นนายกรัฐมนตรี”
เมื่อถามว่า แพลนของ Thai Works หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง จะมีโอกาสพัฒนาสินค้า OTOP เมื่อใด นายทักษิณ กล่าวว่า วันที่ 10 กรกฎาคม นายปีเตอร์จะมานั่งสรุปทั้งหมด และจะเอาแนวคิดนี้มาแยกว่า อะไรจะลงหมู่บ้านหรือชุมชน จะฝากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ช่วยกัน เรื่อง SME อาจจะขยายตัวได้ดี วันนี้ SME ของเรามีปัญหา เพราะโดนจีนเอาของถูกมาขาย ถ้าเราปรับปรุง SME ก็จะนำเรื่องนี้เข้า ตนอาจจะเชิญ SME มาคุยกัน ว่าใครจะทำอะไร ก็จะช่วยกัน ซึ่งมูฟเมนต์ของ Thai Works จะลงไป 2 ระดับ แต่ระดับที่จะเข้าสู่ตลาดโลก เราจะใช้ทีมของปีเตอร์ ที่มีความกว้างขวางในวงการตลาดโลก รู้จักแบรนด์ต่าง ๆ ว่าเราจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร นี่จะเป็นเรื่องต่อไปรอให้นายกรัฐมนตรีกลับได้กลับไปทำงานร่วมกัน
นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ตนเป็นคนใจร้อน เพราะตอนนี้ก็ 76 แล้วไม่รู้จะอยู่ได้อีกกี่ปี ต้องรีบ ๆ ทำ
เมื่อถามว่าอยากจะเห็นวงการภาพยนตร์ไทยพัฒนาอย่างไร นายทักษิณ กล่าวว่า ตนเป็นคนประเภทที่ทำมาทุกอย่าง ผ่านมาเยอะทำหนังก็ทำมาแล้ว สมัยก่อนหนังไทยสร้างหยาบ ๆ ดี ๆ ก็มี เรื่องไหนดีก็ได้ตุ๊กตาทอง แต่ไม่ได้ตังค์ก็สร้างดีไป แต่หนังหยาบ ๆ กลับได้ตังค์ คนเดินสายหนังภาคเหนือ ล้มลุกคลุกคลาน วงการหนังกู้แบงก์ไม่ได้ ต้องแลกเช็คเพราะแบงก์ไม่เชื่อถือ เป็นธุรกิจ 50-50 จะเจ๊งหรือจะรวยก็ไม่รู้
ส่วนวันนี้เรื่องภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะระบบ AI แปลภาษาได้ดี และละเอียดมากเพราะฉะนั้นสามารถไปฉายได้หลายประเทศก็ต้องเปิดตลาดทางลัด โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมต่างประเทศจะต้องเจรจาคุยกันว่าแลกเปลี่ยนหนังซึ่งกันและกัน แต่ภาพยนตร์ของเราเชื่อหรือไม่ เป็นสคริปต์ที่คนในระดับฮอลลีวูดเริ่มซื้อไปแปลไปดัดแปลง “เพราะคนไทยเขียนนิยายเก่ง โดยเฉพาะการเมืองเนี่ยนิยายน้ำเน่าเยอะมาก”