ประกันสะสมทรัพย์ รับเงินคืนสูงทุกปี คุ้ม 3 ต่อ “ออม-คุ้มครอง-ลดหย่อนภาษี”
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม (ฉบับที่ 510)
บริษัทประกันชีวิตส่งแบบ ประกันสะสมทรัพย์ เน้นประโยชน์ 3 ต่อ ออมเพิ่มผลตอบแทน- คุ้มครองชีวิต-ลดหย่อนภาษี จ่ายเงินคืนทุกปีสูงสุด 20% ของทุนประกันภัย แนะนำพิจารณาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีความผันผวน แบบประกันสะสมทรัพย์ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดสรรพอร์ตการลงทุน เพราะเป็นเครื่องมือการออมที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ การออมในรูปแบบประกันสะสมทรัพย์จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับผู้เอาประกันภัย เมื่อทำประกันแล้วผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ เช่น ความคุ้มครองชีวิตและเงินคืนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ตกลงไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าเศรษฐกิจมีความผันผวนหรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดจะลดลงก็ตาม
แนะ 6 ปัจจัยมือใหม่ ประกันสะสมทรัพย์
[caption id="attachment_136842" align="aligncenter" width="1024"]
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต[/caption]
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในครึ่งแรกของปี 2567 แบบประกันสะสมทรัพย์ยังคงเป็นที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าในภาพรวมของภาคธุรกิจประกันชีวิต โดยมีสัดส่วนการขายอันดับหนึ่งของเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) เนื่องจากแบบประกันสะสมทรัพย์เหมาะสำหรับลูกค้าที่มองหาความต้องการด้านความมั่นคงทางการเงิน มีความเสี่ยงต่ำ ต้องการเก็บออมเงินเพื่อเป้าหมายในอนาคต รวมถึงการมองหาตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีพร้อมได้รับความคุ้มครองชีวิต
นางนุสรากล่าวว่า อีกหนึ่งจุดเด่นของประกันสะสมทรัพย์เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ คือความคุ้มครองชีวิต ซึ่งหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เงินสินไหมที่ได้รับจากความคุ้มครองชีวิตจะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้กับครอบครัว นอกจากนี้ แบบประกันสะสมทรัพย์สามารถนำเบี้ยประกันไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 100,000 บาท ทำให้สามารถช่วยผู้ถือกรมธรรม์บริหารจัดการภาษีประจำปีได้อีกด้วย
โดยในการวางแผนทางการเงินกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เพราะในกรมธรรม์ประกันชีวิตจะมีการระบุผลประโยชน์ที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับตามเงื่อนไขของกรมธรรม์เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน แต่หากอนาคตอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ผลตอบแทนที่ได้รับจากการประกันชีวิตที่ได้รับความคุ้มครองไว้ก่อนหน้าอาจมีโอกาสได้รับผลตอบแทนไม่สอดคล้องสถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้นในขณะนั้น ดังนั้น ในการวางแผนทางการเงินที่ดีจะช่วยสร้างสมดุลได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
นางนุสราแนะนำว่า สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการวางแผนสำหรับการประกันชีวิต ควรพิจารณาใน 6 ปัจจัยก่อนเลือกซื้อประกันสะสมทรัพย์ที่เหมาะสม ดังนี้
ปัจจัยที่ 1 เป้าหมายทางการเงิน การตั้งเป้าหมายการออมเงินที่ชัดเจน จะช่วยทำให้คุณเลือกแบบประกันสะสมทรัพย์ที่เหมาะสมได้ เช่น เพื่อเป็นทุนศึกษาบุตร ซื้อบ้าน ท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี หรือเก็บเงินเพื่อส่งต่อให้ครอบครัวกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ปัจจัยที่ 2 ระยะเวลาความคุ้มครองและผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยเลือกแบบประกันที่มีระยะเวลาความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการ เช่น 10 ปี, 15 ปี หรือ 20 ปี รวมถึงพิจารณาผลประโยชน์ที่จะได้รับในแต่ละปีให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ตัวอย่างเช่น
- นาย A ต้องการทำประกันสะสมทรัพย์ที่ลดหย่อนภาษีได้ และมีเงินคืนเพื่อนำไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ต่อในทุกปี ควรเลือกแบบประกันที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ตามหลักเกณฑ์ตามที่กรมสรรพากรกำหนดสำหรับการลดหย่อนภาษี รวมทั้งมองหาแบบประกันมีเงินคืนสูงในแต่ละปีเพื่อนำไปลงทุนต่อได้
- นาย B ต้องการหาที่พักเงินในระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ควรเลือกแบบประกันที่มีความคุ้มครองระยะสั้น 3-5 ปี ซึ่งอาจจะเลือกแบบที่มีเงินคืนระหว่างสัญญาทุกปี หรือรับคืนเป็นเงินก้อนเมื่อครบกำหนดสัญญา ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เลือก
- นาย C ต้องการเก็บเงินตั้งแต่บุตรยังเล็ก เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้บุตรไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ควรเลือกแบบประกันที่มีความคุ้มครองระยะสั้น 15-20 ปี และมีจำนวนเงินเอาประกันภัยที่สูง เพื่อให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของบุตรในอนาคต
ปัจจัยที่ 3 เบี้ยประกันภัยที่สามารถชำระไหว โดยคำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือรายปี ที่คุณสามารถจ่ายได้โดยไม่เป็นภาระในอนาคต เลือกแบบประกัน และจำนวนเงินเอาประกันภัย ที่มีเบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยของคุณ
ปัจจัยที่ 4 ความคุ้มครองชีวิต โดยควรพิจารณาผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตที่ได้รับให้เพียงพอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้ครอบครัวหากขาดเสาหลักผู้หารายได้หลักของครอบครัวไป
ปัจจัยที่ 5 ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ ควรเลือกซื้อประกันจากผู้ที่มีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ และให้บริการลูกค้าอย่างเป็นมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลที่ดีในระยะยาว
ปัจจัยที่ 6 บริการหลังการขาย พิจารณาการให้บริการหลังการขาย เช่น การให้คำปรึกษา การให้บริการที่รวดเร็ว และความสะดวกในการติดต่อหากมีปัญหาหรือข้อสงสัย รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติม
นางนุสรากล่าวว่า สำหรับในช่วงปลายปี ประกันสะสมทรัพย์ ที่เป็นที่นิยมของคนวัยทำงาน คือ ประกันสะสมทรัพย์ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยบริษัทได้นำเสนอประกันชีวิตสะสมทรัพย์ โอเชี่ยนไลฟ์ ออมสบาย 10/5 สำหรับกลุ่มลูกค้าอายุ 30-50 ปี ชำระเบี้ยประกัน 5 ปี ระยะเวลาความคุ้มครอง 10 ปี เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 30,000 บาท รับเงินคืน ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-6 ปีละ 20% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 7-9 รับปีละ 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10 รับอีก 140% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย รวมผลประโยชน์ตลอดสัญญาสูงถึง 560% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
ส่วนกลุ่มลูกค้าอายุ 45-60 ปี ที่ต้องการลดหย่อนภาษี นำเสนอแบบประกันโอเชี่ยนไลฟ์ เมคชัวร์ 10/1 ชำระเบี้ยประกันภัยเพียงครั้งเดียว ระยะเวลาความคุ้มครอง 10 ปี จำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น 50,000 บาท รับเงินคืนทุกปี 1.75% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-10 ครบกำหนดกำหนดสัญญา รับเงินคืน 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย และรับความคุ้มครองชีวิต 105% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ระหว่างปีกรมธรรม์ที่ 1-10
ขณะที่กลุ่มลูกค้าอายุ 35-50 ปี บริษัทนำเสนอแบบประกันโอเชี่ยนไลฟ์ สมาร์ท โกล 12/5 (2) จ่ายเบี้ยประกัน 5 ปี คุ้มครอง 12 ปี จำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น 50,000 บาท รับความคุ้มครองชีวิต สูงสุดถึง 505% ระหว่างปีกรมธรรม์ที่ 5-12 รับเงินคืนปีละ 4% ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-5 รับเงินคืนปีละ 5% ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 6-11 เงินครบกำหนดสัญญา 555% รวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญา 605%
รับเงินคืน 2-10% ต่อปี
[caption id="attachment_136841" align="aligncenter" width="667"]
นางสาวณัฐเนตร พงศ์พิพัฒไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แผนกผลิตภัณฑ์และพัฒนาธุรกิจประกันสุขภาพ บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต[/caption]
นางสาวณัฐเนตร พงศ์พิพัฒไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แผนกผลิตภัณฑ์และพัฒนาธุรกิจประกันสุขภาพ บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประกันสะสมทรัพย์ มีความหลากหลายทั้งในเรื่องของระยะเวลาความคุ้มครองและการชำระเบี้ยฯ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละบุคคล โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการในเรื่องวางแผนการออมเงินและการวางแผนเพื่อลดหย่อนภาษี รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง และต้องการจัดสรรเงินออมให้มีประสิทธิภาพ การวางแผนด้วยประกันสะสมทรัพย์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่ดี เพราะจะช่วยในการกระจายความเสี่ยงการออมและการลงทุนแบบไม่เสี่ยง ส่วนกลุ่มพนักงานเงินเดือน เป็นโอกาสสร้างวินัยในการออมเพื่ออนาคต พร้อมทั้งได้ผลประโยชน์จาการออม และการลดหย่อนภาษีด้วย
ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากในอนาคตความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยจะมีผลกระทบกับผลตอบแทนที่ได้รับ ประกันสะสมทรัพย์มีความเหมาะสมในการวางแผนทางการเงินเป็นอย่างยิ่ง เพราะการซื้อประกันแบบออมทรัพย์ก็เสมือนเป็นการวางแผนสะสมเงินออมและรับความคุ้มครองชีวิต ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองและครอบครัวในกรณีฉุกเฉิน เช่น การเสียชีวิตหรือการเจ็บป่วย ทำให้ครอบครัวไม่ต้องกังวลหรือดึงเงินสำรองฉุกเฉินเอามาใช้
“การออมเงินผ่านประกันสะสมทรัพย์ยังช่วยให้บริหารการใช้เงินในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะการทำในรูปแบบประกันจะมีสภาพคล่องที่น้อยกว่าในรูปแบบออมทรัพย์ ช่วยให้แผนการออมเงินสามารถบรรลุตามเป้าหมายของผู้เอาประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทราบผลตอบแทนได้ตั้งแต่วันแรกที่สมัครเอาประกันภัย และเป็นไปตามแบบประกันที่เลือก”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจุดประสงค์หลักของการทำประกันสะสมทรัพย์คือ ผลตอบแทน แต่การวางแผนด้วยประกันแบบสะสมทรัพย์อาจจะมีผลตอบแทนที่คงที่และอาจไม่สูงนัก ถ้าเปรียบเทียบในช่วงที่ตลาดการลงทุนเป็นขาขึ้น สินทรัพย์อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงมากกว่าก็อาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งอาจจะทำให้ผู้เอาประกันเสียโอกาสในการได้ผลตอบแทนในสินทรัพย์อื่นๆ แต่ในทางกลับกันการออมในรูปแบบประกันสะสมทรัพย์ก็มีความเสี่ยงต่ำ โดยความเสี่ยงที่จะสูญเงินต้นก็จะมีโอกาสที่น้อยกว่าเนื่องจากบริษัทประกัน มีการการันตีผลตอบแทนในตลอดสัญญาตั้งแต่ต้น
นางสาวณัฐเนตรแนะนำว่า สำหรับมือใหม่ที่ต้องการวางแผนทางการเงินกับประกันชีวิตสะสมทรัพย์ ควรพิจารณาเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบ บนความสามารถในการจัดสรรเงินออมและค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยก่อนอื่นผู้เอาประกันต้องเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการทางการเงินของตนเอง โดยพิจารณาจากระยะเวลาที่ต้องการจะใช้เงินออมก้อนนี้ในอนาคต และระยะเวลาการชำระเบี้ยฯ เพื่อให้จำนวนเงินในการชำระเบี้ยฯ มีความเหมาะสมกับความสามารถในการชำระเบี้ยฯ ของผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างต้องการ
ทั้งนี้ บริษัทจึงได้นำเสนอ ผลิตภัณฑ์ไลฟ์ ซุปเปอร์ เซฟ 14/5 (ชนิดไม่มีเงินปันผล) ผ่านช่องทางออนไลน์ รับประกันตั้งแต่อายุ 1 เดือนถึง 70 ปี ชำระประกัน 5 ปี รับความคุ้มครองถึง 14 ปี รับเงินคืนตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1 สูงสุดถึงปีละ 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย และมีเงินคืนก้อนใหญ่เมื่อครบสัญญาอีก 548% ซึ่งเมื่อรวมผลประโยชน์สูงสุดตลอดสัญญาจะสูงถึง 608% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย นอกจากนี้ แบบประกันนี้ยังสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดด้วย
ตัวอย่าง เพศชาย-หญิง อายุ 50 ปี และอายุ 60 ปี ตัดสินใจทำประกันไลฟ์ ซุปเปอร์ เซฟ 14/5 (ชนิดไม่มีเงินปันผล) สำหรับเพศชาย-หญิง ทุกช่วงอายุ ระยะเวลาชำระเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 14 ปี ชำระค่าเบี้ยประกันภัยรายปีเริ่มต้น 50,000 บาท/ปี ทั้งนี้ ค่าเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยในแต่ละบุคคล
ชูออมทรัพย์ระยะสั้น
[caption id="attachment_136839" align="aligncenter" width="1024"]
นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าที่บริหาร บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต[/caption]
นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าที่บริหาร บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต เปิดเผยว่า ประกันสะสมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงิน โดยการออมเงินควบคู่ไปกับความคุ้มครองชีวิต และต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน ความเสี่ยงต่ำ รวมถึงผู้ที่ต้องการสร้างวินัยในการออมเงิน เนื่องจากประกันสะสมทรัพย์มีการกำหนดความคุ้มครอง เบี้ยประกันภัย ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย และระยะเวลาเอาประกันภัยที่ชัดเจน หากเลือกระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไป ยังสามารถนำเบี้ยประกันภัยไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
อีกทั้งความหลากหลายของแบบประกันชีวิต ทำให้สามารถเลือกซื้อแบบประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านต่างๆ อาทิ เป้าหมายการออมเงินเพื่อสะสมความมั่งคั่ง การศึกษาของบุตร การวางแผนภาษีเงินได้ การได้รับเงินปันผลที่แน่นอนระยะยาว และเป้าหมายการเงินขนาดใหญ่ของแต่ละคน ซึ่งผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงในด้านผลตอบแทนได้บ้าง ยังสามารถเลือกซื้อประกันสะสมทรัพย์ชนิดที่มีส่วนร่วมในเงินปันผล ที่มีผลตอบแทนรับรองการจ่ายส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินปันผล ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทเป็นหลัก
นายโชนกล่าวว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของประกันสะสมทรัพย์คือมีความคุ้มครองชีวิต หรืออาจมีความคุ้มครองอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตในระยะยาว ดังนั้น การตัดสินใจเลือกทำประกันชีวิตจึงไม่ขึ้นกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา แต่ขึ้นกับปัจจัยและเป้าหมายส่วนบุคคลที่มีอยู่
โดยประกันสะสมทรัพย์มีความแตกต่างจากประกันชีวิตแบบอื่นๆ ในด้านการออม เพื่อสะสมความมั่งคั่ง ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ให้ตนเองหรือครอบครัวบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินทางเลือกในการวางแผนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประกันสะสมทรัพย์จะเป็นการออมเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย และระยะเวลาเอาประกันภัย จะถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัยตามที่กำหนดตลอดระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย และอยู่จนครบกำหนดสัญญา หากไม่สามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้ตามที่กำหนด หรือมีการยกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบกำหนดสัญญา อาจได้รับเงินคืนน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง และเสียโอกาสในการออมเงินด้วย
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายทำประกันชีวิตสะสมทรัพย์ เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีสูงสุดปีละ 100,000 บาทนั้น ต้องมั่นใจว่าสามารถชำระเบี้ยประกันได้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เพราะหากยกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี อาจถูกเรียกคืนภาษีที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนไปแล้วพร้อมค่าปรับ เนื่องจากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดได้
ดังนั้น สำหรับมือใหม่ที่ต้องการวางแผนทางการเงินกับประกันชีวิตสะสมทรัพย์ ที่ต้องพิจารณาอันดับแรกคือ ควรทราบเป้าหมายทางการเงินของตนเอง เช่น ออมเพื่อการเกษียณ ออมเพื่อการศึกษาบุตร เป็นต้น เพื่อให้ทราบระยะเวลาในการออมที่เหมาะสม และสำรวจตนเอง เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย ความแน่นอนของรายได้ ความสามารถในการออมอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการรับความเสี่ยง ความต้องการด้านความคุ้มครอง ความต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นต้น
“สิ่งที่สำคัญคือ การวางแผนการเงินให้ชัดเจน ก่อนจะเลือกผลิตภัณฑ์ ซึ่งในส่วนนี้สามารถใช้บริการจากตัวแทนประกันชีวิต หรือที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ เพื่อช่วยให้การวางแผนการเงิน และการเลือกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแผนการเงินของตนเองทำได้โดยง่าย และมีประสิทธิภาพ”
นายโชนกล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้มีรายได้ที่ต้องเสียภาษีในช่วงปลายปี บริษัทจึงได้นำเสนอประกันสะสมทรัพย์สำหรับช่องทางออนไลน์ บีแอลเอ ฟาสต์ รีเทิร์น 10/2 รับประกันตั้งแต่อายุ 20-70 ปี ชำระเบี้ยประกันเพียง 2 ปี รับความคุ้มครอง 10 ปี จำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท ปีกรมธรรม์ที่ 3 รับเงินคืน 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ครบกำหนดสัญญา รับเงินคืนอีก 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
กรณีเสียชีวิต รับผลประโยชน์ 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือ 102% ของเบี้ยประกันภัยสะสมตามจริง หักด้วยผลประโยชน์เงินคืนที่รับไปแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รับผลประโยชน์เพิ่ม 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาโดยทั่วไป สำหรับวัย 30 ปี ถือเป็นวัยที่สุขภาพยังแข็งแรง ทำงานมาได้ระยะหนึ่ง เริ่มมีรายได้มากขึ้น และมีระยะเวลาที่ยังมีรายได้อีกนาน ซึ่งมีโอกาสนำเบี้ยประกันภัยไปลดหย่อนภาษีได้ หรือบางส่วนอยู่ในช่วงเริ่มสร้างครอบครัว แต่ยังมีภาระทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หากตัดสินใจทำประกันสะสมทรัพย์ อาจพิจารณาแบบที่มีสัดส่วนความคุ้มครองสูง ระยะเวลาคุ้มครองและระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยยาว
ตัวอย่างเช่น เลือกแบบประกัน กรุงเทพ สุดคุ้ม ซึ่งเป็นการออมเงิน โดยได้รับผลตอบแทนเมื่อครบกำหนดสัญญา พร้อมทั้งมีความคุ้มครองชีวิต รับความคุ้มครองเพิ่มเติมกรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ มีทางเลือกระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย 9 ปี 12 ปี และ 15 ปี โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัย 15 ปี 18 ปี และ 21 ปี ตามลำดับ เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียงเดือนละ 200 บาท เป็นต้น
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัย 50-60 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงท้ายของวัยทำงาน หรือเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว ภาระทางการเงินเริ่มลดลง แต่อาจไม่มีรายได้ในอนาคต บางส่วนเริ่มมีปัญหาสุขภาพบ้าง อาจพิจารณาเลือกแบบประกันที่ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยสั้น มีสัดส่วนการออมเงินมากขึ้น มีเงินคืนระหว่างสัญญาเพื่อเสริมสภาพคล่อง
ตัวอย่างเช่น อายุ 50-60 ปีทำประกัน แฮปปี้ เซฟวิ่ง 15/7 ชำระเบี้ย 7 ปี คุ้มครอง 15 ปี มีเงินคืนระหว่างสัญญาทุกปี ปีละ 7% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย และรับเงินก้อน 727% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเมื่อครบกำหนดสัญญา รวมผลประโยชน์ตลอดสัญญาทั้งสิ้น 825% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นปีละ 49,950 บาท เป็นต้น
“สำหรับข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น สำหรับการพิจารณาเลือกแบบประกัน และเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ เป้าหมายและแผนการเงินของแต่ละบุคคล ไม่มีคำตอบตายตัว ดังนั้น จึงควรเริ่มต้นจากการวางแผนการเงินก่อนเสมอ”
กำหนดเป้าหมายก่อนซื้อ
[caption id="attachment_136840" align="aligncenter" width="714"]
นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการพาณิชย์ บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย)[/caption]
นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการพาณิชย์ บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การทำประกันสะสมทรัพย์ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความเหมาะสมมาก เพราะเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่แน่นอน มีความคุ้มครองชีวิต สามารถเป็นเครื่องมือทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินในสภาพเศรษฐกิจแต่ละช่วงเวลา มีแบบประกันให้เลือกหลากหลายที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงิน และงบประมาณของผู้ทำประกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อรับผลตอบแทนที่แน่นอน
โดยการทำประกันสะสมทรัพย์ สามารถช่วยสร้างผลตอบแทนที่แน่นอน และมีการคุ้มครองชีวิตควบคู่กัน แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันภัย และถือครองกรมธรรม์จนครบกำหนดสัญญา เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญา
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เหมาะกับประกันสะสมทรัพย์ อาทิ ผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายในระยะสั้น เช่น การซ่อมแซมบ้าน การซื้อรถ หรือการท่องเที่ยว, ผู้ที่ต้องการการออมระยะยาวเพื่อเป้าหมายในอนาคต เช่น การซื้อบ้าน หรือการศึกษาของบุตร, ผู้ที่มีเป้าหมายในการคุ้มครองชีวิตและให้ความมั่นคงทางการเงินแก่ครอบครัวในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด, ลูกค้าที่ต้องการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำควบคู่กับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อกระจายการลงทุน เช่น หุ้นหรือกองทุนรวม โดยใช้ประกันสะสมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารความเสี่ยง, กลุ่มวัยทำงานที่มองหาช่องทางการออมเงินที่ปลอดภัย และต้องการใช้สิทธิเพื่อการลดหย่อนภาษี
นายดอนแนะนำว่า สำหรับผู้ที่เริ่มต้นวางแผนออมเงินกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ต้องทราบรายละเอียดของประกันสะสมทรัพย์นั้นเป็นอย่างไร และต้องเข้าใจว่าประกันสะสมทรัพย์แตกต่างจากการเงินออมในธนาคาร ประกันสะสมทรัพย์เป็นสัญญาตกลงระยะยาว เมื่ออยู่ครบสัญญาจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าการหยุดชำระเบี้ยประกันภัยและเวนคืนกรมธรรม์ อีกทั้งเบี้ยประกันภัยที่ชำระจะไม่สามารถเบิกถอนได้ตลอดเวลาเหมือนกับเงินฝาก และควรพิจารณาประเด็นเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ ดังนี้
1. ทำความเข้าใจรายละเอียดของประกันสะสมทรัพย์นั้นเป็นอย่างไร รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ของกรมธรรม์
2. เบี้ยประกันภัย เลือกแผนที่มีเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม และความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย ว่าสามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้อย่างสม่ำเสมอ ตลอดระยะเวลาของกรมธรรม์ การจ่ายเบี้ยประกันที่สูงเกินไป อาจสร้างภาระการเงินในอนาคต
ตัวอย่าง สำหรับเพศชายและหญิงอายุ 30 ปี ที่ต้องการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว วางแผนเพื่อการหากเกษียณ บริษัทแนะนำแบบประกันสะสมทรัพย์ พรูอินฟินิตี 888 เอ็กซ์ตร้า ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย 8 ปี ระยะเวลาคุ้มครองถึงอายุครบ 88 ปี จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท เบี้ยประกันภัยสำหรับเพศชายอายุ 30 ปี ปีละ 164,100 บาท และเบี้ยประกันภัยสำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปี ปีละ 162,900 บาท ได้รับเงินคืนทุกปี ปีละ 20,000 บาท ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1-อายุครบ 87 ปี
และรับเงินก้อน 1,600,000 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญา ณ อายุครบ 88 ปี รวมผลประโยชน์ตลอดสัญญาทั้งสิ้น 2,740,000 บาท หรือหากเสียชีวิตทุกรณีรับสูงสุด 1,600,000 บาท และหากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรับเพิ่มสูงสุด 5,600,000 บาท
ตัวอย่าง สำหรับเพศชายและหญิงอายุ 50 ปี และ 60 ปี ที่ต้องการวางแผนการเกษียณและเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้กับคนที่รัก กับแบบประกันสะสมทรัพย์ พรูอินฟินิตี 888 เอ็กซ์ตร้า จ่ายเบี้ยประกันภัยสั้น รับความคุ้มครองยาว พร้อมส่งต่อความมั่งคั่งให้กับคนที่คุณรัก ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย 8 ปี ระยะเวลาคุ้มครอง ถึงอายุครบ 88 ปี จำนวนเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท
- เบี้ยประกันภัยสำหรับเพศชายอายุ 50 ปี ปีละ 917,500 บาท และเบี้ยประกันภัยสำหรับเพศหญิงอายุ 50 ปี ปีละ 893,000 บาท หากอยู่จนครบกำหนดสัญญา ณ อายุครบ 88 ปี รับผลประโยชน์รวม 11,700,000 บาท หรือหากเสียชีวิตทุกกรณีรับสูงสุด 8,000,000 บาท และหากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรับเพิ่มสูงสุด 28,000,000 บาท
- เบี้ยประกันภัยสำหรับเพศชายอายุ 60 ปี ปีละ 995,000 บาท และเบี้ยประกันภัยสำหรับเพศหญิงอายุ 60 ปี ปีละ 970,000 บาท หากอยู่จนครบกำหนดสัญญา ณ อายุครบ 88 ปี รับผลประโยชน์รวม 10,700,000 บาท หรือหากเสียชีวิตทุกกรณีรับสูงสุด 8,000,000 บาท และหากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรับเพิ่มสูงสุด 28,000,000 บาท
นายดอนกล่าวว่า การวางแผนทางการเงินกับประกันชีวิตสะสมทรัพย์จุดเด่นคือ เรื่องของผลตอบแทนที่แน่นอน และมีความคุ้มครองชีวิตที่การลงทุนแบบอื่นไม่มี เป็นทางเลือกการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ และประกันชีวิตยังสามารถนำเบี้ยประกันภัยมาหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ จะมีข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาที่ถือครองกรมธรรม์ หรือหากมีการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนด อาจทำให้สูญเสียผลตอบแทนบางส่วน และไม่ได้รับเงินคืนเต็มจำนวนที่ชำระเบี้ยประกันภัยไปแล้ว อีกทั้งหากเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าเงินในอนาคตอาจลดลง ทำให้มูลค่าที่แท้จริงจากการทำประกันลดลงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2567 ฉบับที่ 510 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/