โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ดักเก็บ 10 หุ้น “บลูชิพ” ราคาต่ำบุ๊ก-พีอีต่ำ ลุ้นเด้งแรง! ติดโผ “แบงก์-พลังงาน”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 10 ส.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ภาวะตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2567 จนถึงปัจจุบันอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากดัชนี SET ปรับตัวลงกว่า 100 จุด จากระดับ 1,433.38 จุด(2 ม.ค.67) และลงมาอยู่ที่ระดับ 1,296.25 จุด(8 ส.ค.67) หรือลดลง 9.56% และหลุดระดับ 1300 จุด หลายครั้งในปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลภาวะสงครามในตะวันออกกลางยดเยื้อ และสงครามทางการค้าสหรัฐ-จีนกดดัน อีกทั้งกังวลทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) รวมทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศ และงบประมาณปี 67-68 ที่เบิกจ่ายล่าช้า

อีกทั้งในช่วงนี้นักลงทุนรอศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยนายกฯในวันที่ 14 ส.ค. และนักลงทุนจับตาการประชุมเฟดในเดือนก.ย. เนื่องจากคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงในการประชุมครั้งนี้ โดยจากข้อมูลล่าสุด FedWatch Tool ของ CME บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 86% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ชั้นนำของไทยมองว่าหากการเมืองในสัปดาห์หน้าชัดเจนและออกมาในทิศทางที่ดี บวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง 2567 โดยเฉพาะการแจกเงินดิจิตอล 1 หมื่นบาทคาดจะมีผลในช่วงพ.ย.67 และเฟดมีการปรับลดดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์ คาดว่าตลาดจะตอบรับปัจจัยดังกล่าวและคาดว่า Fund Flow จะเข้ามาหนุนตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

ดังนั้น “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้น SET50 มานำเสนอเพื่อให้เห็นทิศทางและโอกาสเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่งเข้าพอร์ตหลังช่วงที่ผ่านมาอ่อนตัวลงแรงเกินพื้นฐาน โดยเป็นการคัดเลือกจากราคาหุ้นต่ำบุ๊ก หรือ มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น และ P/BV ไม่เกิน 1 เท่า อีกทั้ง P/E ต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์ (SET) ณ วันที่ 8 ส.ค.67 อยู่ที่ 16.68 เท่า โดยกลุ่มหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวคัดเลือกมา 10 ตัวประกอบด้วย BCP, TOP, BBL, KTB, KBANK, SCB, TLI, PTT, TTB ดังตารางประกอบ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP พบว่าค่า P/E อยู่ที่ 3.57 เท่า, ค่า P/BV อยู่ที่ 0.61 เท่า ขณะที่ราคาหุ้น ณ 8 ส.ค.67 อยู่ที่ 33.50 บาท โดยต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชีอยู่ที่ระดับ 54.86 บาท

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2567 มีกำไร 1,823.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 298.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 25% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 158,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เทียบไตรมาสก่อน และมากกว่า 100% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งแรกปี 2567 บางจากฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 293,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น EBITDA รวม 26,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 4,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.91 บาท

ทั้งนี้ จากการเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพสูง และการสร้าง Synergy ระหว่างกันภายในกลุ่มบริษัทบางจาก ส่งผลให้รับรู้ Synergy จากผลการดำเนินงานต่อเนื่อง มียอดสะสมกว่า 3,000 ล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2567 บรรลุเป้าหมาย EBITDA Synergy ไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท ในปี 2567 แล้ว ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย EBITDA Synergy 3,000 ล้านบาทต่อปี ในปีต่อ ๆ ไป

โดยช่วงที่เหลือของปี 2567 คาดว่าค่าการกลั่นมีแนวโน้มเข้าสู่ระดับที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จากอุปสงค์ที่จะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งบริษัทจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างรากฐานที่มีเสถียรภาพและมั่นคงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP พบว่าค่า P/E อยู่ที่ 5.27 เท่า, ค่า P/BV อยู่ที่ 0.64 เท่า ขณะที่ราคาหุ้น ณ 8 ส.ค.67 อยู่ที่ 49.00 บาท โดยต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชีอยู่ที่ระดับ 76.45 บาท

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2567 บริษัทมีรายได้จากการขาย 119,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,172 ล้านบาท เมื่อเทียบงวดเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 5,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 396% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขาย 233,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,467 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 11,410 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 101% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยไตรมาส 2/2567 กลุ่มไทยออยล์มีกําไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามัน (Accounting GIM) อยู่ที่ 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และด้วยปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มอยู่ที่ 3.1 แสนบาร์เรลต่อวัน ทำให้กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ขณะที่รอบ 6 เดือนของปีนี้ กลุ่มไทยออยล์มีกําไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามัน (Accounting GIM) อยู่ที่ 8.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ ช่วง 6 เดือนของปีนี้ยังมีผลกําไรจากสต๊อกนํ้ามัน 1,477 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนจากสต๊อกนํ้ามัน 5,268 ล้านบาท ใน 6 เดือนของปี 2566 และมีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือนํ้ามันดิบและนํ้ามันสําเร็จรูป 89 ล้านบาท ลดลง 104 ล้านบาท จาก 6 เดือนแรกปี 2566 เมื่อรวมกําไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ 307 ล้านบาท (รวมเฉพาะรายการที่เกิดจากการป้องกันความเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์) ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA 19,822 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,022 ล้านบาท อีกทั้งกลุ่มไทยออยล์มีผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงิน 333 ล้านบาท และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,106 ล้านบาท และมีกําไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 1,163 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นในช่วงครึ่งหลังของปี มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ทั้งในช่วงฤดูกาลขับขี่ของสหรัฐฯ การเดินทางทางอากาศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความต้องการใช้น้ำมันเพื่อทำความร้อน ทั้งนี้ค่าการกลั่นยังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังที่แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปี

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL พบว่าค่า P/E อยู่ที่5.95 เท่า, ค่า P/BV อยู่ที่ 0.45 เท่า ขณะที่ราคาหุ้น ณ 8 ส.ค.67 อยู่ที่ 131.00 บาท โดยต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชีอยู่ที่ระดับ 291.05 บาท

โดย BBL รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิ 11,806.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11,293.52 ล้านบาท และงวดครึ่งแรกของปี 67 มีกำไรสุทธิ 22,330.48 ล้านบาท โต4.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2111,293.52 ล้านบาท

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB พบว่าค่า P/E อยู่ที่ 6.54 เท่า, ค่า P/BV อยู่ที่ 0.59 เท่า ขณะที่ราคาหุ้น ณ 8 ส.ค.67 อยู่ที่ 17.60 บาท โดยต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชีอยู่ที่ระดับ 29.85 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ถึงผลประกอบการไตรมาส 2/67 ของ KTB ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 5% และฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 8% โดยกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่เนื่องจากมีกำไรจากเงินลงทุน (FVTPL) เข้ามาช่วยสนับสนุนจำนวน 1.5 พันล้านบาท จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท ทั้งนี้ มากกว่าที่ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท ประกอบกับมีส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มากกว่าคาดการณ์มาอยู่ที่ 3.41% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 3.37% จากการรุกธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น

ขณะที่สินเชื่อรวมมีการปรับตัวลดลง 0.6% เนื่องจากสินเชื่อรายใหญ่และธุรกิจ SME ลดลง ขณะที่สินเชื่อภาครัฐเพิ่มขึ้นได้ดีถึง 6% ซึ่งมองว่าเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำและรองรับกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้เพราะเป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องมีการตั้งสำรองฯ

ทั้งนี้ KTB ยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิตามคาดการณ์อยู่ที่ 5.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่ลดลง 5% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมาจากธุรกิจกองทุนรวมและธุรกิจบัตรเครดิตที่เติบโตได้ดี ส่วนการสำรองฯกลับมาตั้งอยู่ที่ระดับปกติตามคาดการณ์อยู่ที่ 8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่หนี้เสีย (NPL) มีการปรับตัวลดลงได้ดีมาอยู่ที่ 3.12% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 3.14% โดยมีการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ (write-off) อีกราว 7.5 พันล้านบาท จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 8.6 พันล้านบาท ขณะที่มีอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Coverage ratio) ลดลงเล็กน้อย โดยยังอยู่ในระดับสูงที่ 181% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 182% ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์ได้ปรับคำแนะนำขึ้น “ซื้อ” จากเดิมที่ให้ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 21.00 บาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK พบว่าค่า P/E อยู่ที่ 6.74 เท่า, ค่า P/BV อยู่ที่ 0.56 เท่า ขณะที่ราคาหุ้น ณ 8 ส.ค.67 อยู่ที่ 128.50 บาท โดยต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชีอยู่ที่ระดับ 2.31.38 บาท

โดย KBANK รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 12,652.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.09% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 10,994.27 ล้านบาท เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 67 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 26,138.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.26% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 21,735.33 ล้านบาท

ด้านบล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 67 ของ KBANK คิดเป็น 58% จากประมาณการทั้งปี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรจาก FVTPL ซึ่งประมาณการค่อนข้างยาก ส่งผลให้ทางฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 67 อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จากสำรองฯ ที่ลดลงเป็นหลัก

ขณะที่คาดการณ์กำไรไตรมาส 3/67 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จากสำรองฯที่ลดลง แต่มีโอกาสลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เพราะฐานกำไรจากเงินลงทุนที่สูงในไตรมาสก่อนและ NIM ลดลง โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” KBANK ในราคาเป้าหมายที่ 155.00 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...