โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สำรวจ TSMC หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี AI ทั่วโลก

Wealthy Thai

อัพเดต 20 ก.พ. 2568 เวลา 06.42 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2567 เวลา 02.23 น.

ถ้าพูดถึงบริษัท TSMC หรือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) คงแทบจะไม่มีนักลงทุนสายเทคฯ คนไหนที่ไม่รู้จักบริษัทนี้ เนื่องจาก TSMC เป็นบริษัทผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลก
ซึ่งตามรายงานสำนักข่าว CNN ชิปที่ผลิตโดยบริษัทมีสัดส่วนถึง 90% ของชิปที่ถูกผลิตทั่วโลก โดยมีลูกค้าหลักคือ AMD, Apple, ARM, Broadcom, Marvell, MediaTek Qualcomm และ Nvidia และในไตรมาส 3/67 TSMC เพิ่งจะประกาศงบออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน แตะ 23,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่รายได้สุทธิ และ กำไรต่อหุ้น (EPS) โตขึ้น 54.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ด้านกำไรขั้นต้น (gross profit margin หรือ GM) อยู่ที่ 57.8% แถมบริษัทยังปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้รวมทั้งปี 2567 ด้วย โดยคาดว่าจะโตขึ้น 30% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 20%
ดังนั้นหุ้นต่างประเทศสัปดาห์นี้ Wealthy Thai จึงอยากพาทุกท่านมาศึกษามุมมองการลงทุน และแนวโน้มการเติบโตในระยะถัดไปของ TSMC ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด มองงบ TSMC ดีทุกมิติ เช่น (1) รายได้เติบโตทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ HPC (High Performace Computing) (+67%), สมาร์ทโฟน (+20%), IoT (+10%) และ ยานยนต์ (+32%) (2) กําไรเติบโตได้ดีทั้ง EPS และ GM สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการผลิตที่สูง และ (3) ความต้องการชิป AI แข็งแกร่ง เห็นได้จาก ยอดขายชิป 3 นาโนเมตร ที่รายได้ทั้งหมดที่คิดเป็น 20% ของรายได้เวเฟอร์และมีสัดส่วนยอดขายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 71%
โดยในระยะถัดไป คาดว่า TSMC ยังจะได้แรงหนุนจากปัจจัยต่างๆ เช่น

1.ความต้องการชิป AI ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากการพัฒนาเทคฯ AI การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของกลุ่มเทคฯ เช่น PC AI และ Smartphone AI และการลงทุนใน Data center ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวโน้มนี้ทําให้ TSMC ปรับคาดการณ์รายได้จาก AI สำหรับปี 2567 ขึ้นเป็น 15% จากเดิมที่ 10%
2.กําไรขั้นต้นที่สูง จากประสิทธิภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่ดี โดยอัตราการใช้กําลังการผลิต (UTR) สูงถึง 100%
3.การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะการมุ่งพัฒนาชิป 2 นาโนเมตร ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลดีกว่าและประหยัดพลังงานมากกว่าเมื่อเทียบกับชิป 3 นาโนเมตร และการลงทุนในปี 2566 ที่สูงราว 30,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2567 ก็น่าจะทำให้บริษัทเติบโตได้ดีขึ้นในระยะถัดไป
4.การขยายกําลังการผลิตไปยังต่างประเทศเพิ่มเติม โดยมีแผนสร้างโรงงานในยุโรปที่เน้นตลาดชิป AI นอกเหนือจากโรงงานในญี่ปุ่น อริโซนนา และ เยอรมันที่กำลังก่อสร้างอยู่
5.ราคาชิปขั้นสูงปรับเพิ่ม โดยมีแนวโน้มเพิ่มราคาชิป 3 นาโนเมตร และ 5 นาโนเมตร ประมาณ 5-10% ในปี 2568 เพื่อเพิ่มผลกําไร
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน มองว่าแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังประกาศผลประกอบการไปแล้วพอสมควร แต่คาดว่าในระยะถัดไป บริษัทมีแผนการปรับปรุงต้นทุน เพิ่มราคาชิป และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งมีโอกาสทำให้ทําให้กำไรมีแนวโน้มเติบโตในระดับสูง
ประกอบกับรายได้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น จึงแนะนำให้ลงทุนในช่วงที่ราคาย่อตัว ทั้งนี้ Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 226.1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมี Upside ประมาณ 10% จากราคาปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...