โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. เห็นสัญญาณ ภาคการเงินตึงตัว จับตาคุณภาพหนี้สินเชื่อครัวเรือน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ก.ย 2567 เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 05.00 น.

เปิดรายงานการประชุม กนง. เห็นสัญญาณภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและครัวเรือนบางกลุ่ม สะท้อนจากสินเชื่อชะลอลงและคุณภาพสินเชื่อที่ปรับด้อยลงโดยเฉพาะสินเชื่อครัวเรือน เกาะติดหนี้ทิศทางคุณภาพหนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 4/2567 โดยกรรมการที่เข้าร่วม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ประธาน) นางอลิศรา มหาสันทนะ (รองประธาน) นางรุ่ง มัลลิกะมาส นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายรพี สุจริตกุล นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส นายสันติธาร เสถียรไทย

ทั้งนี้ระบุว่า

ภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะตลาดการเงินโลก

เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มขยายตัว โดยมีแรงส่งหลักจากภาคบริการ ขณะที่ภาคการผลิตอยู่ในทิศทางฟื้นตัวแม้ชะลอลงบ้าง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวจากการบริโภคเป็นสำคัญ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจในตลาดแรงงาน โดยการจ้างงานและอัตราการว่างงานเดือนกรกฎาคม 2567 ออกมาแย่กว่าคาด

ด้านเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อและเป็นปัจจัยฉุดรั้งกำลังซื้อในประเทศ ส่วนการผลิตและการส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มฟื้นตัวตามวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

ราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวผันผวน จากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยผู้ร่วมตลาดเพิ่มคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีนี้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯปรับลดลง และเริ่มมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดพันธบัตรในภูมิภาคมากขึ้น ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับลดลงตามพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

ภาวะเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจาก

(1) ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น และ (2) การบริโภภาคเอกชนที่มีแรงส่งต่อเนื่อง แม้จะชะลอลงหลังขยายตัวสูงในช่วงก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้านการลงทุนภาคเอกชนหดตัวในไตรมาสที่ 2 สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่โน้มลง

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็นกลุ่มฟื้นตัวดีและมีแนวโน้ม ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการส่วนใหญ่ อาทิ หมวดการค้า และการบริการสาธารณูปโภค ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และประมาณร้อยละ 44 ของจำนวนแรงงาน และกลุ่มที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของ GDP และประมาณ ร้อยละ 56 ของจำนวนแรงงาน โดยประกอบด้วย

(1) กลุ่มที่ฟื้นตัวช้าในช่วงก่อนหน้าแต่ปัจจัยเชิงวัฏจักรเริ่มคลี่คลาย อาทิ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และภาคก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากการเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้าในช่วงที่ผ่านมา

และ (2) กลุ่มที่ฟื้นตัวช้าอีกทั้งยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงวัฏจักร อาทิ (2.1) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ซึ่งหดตัวจากการปรับเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เร็วกว่าคาด อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ลดลง รวมถึงความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อของสถาบันการเงิน และ (2.2) ธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากจีน อาทิ สินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ ต้องติดตามการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไป ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่โน้มลดลง ประกอบกับรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและฐานะการเงินของครัวเรือนบางกลุ่มที่ยังเปราะบางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2567 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับลดลงจากที่ประเมินไว้จาก

(1) ราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มชะลอลงตามผลผลิตที่ขยายตัวดีจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และ (2) ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ราคาหมวดพลังงานและอาหารสดในระยะข้างหน้าไม่เร่งสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต ประกอบกับการแข่งขันที่สูงขึ้นโดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีน โดยมูลค่าสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้านำเข้าจากจีนมักต่ำกว่าราคาสินค้านำเข้าจากประเทศอื่น ปัจจัยข้างต้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการขยายมาตรการช่วยเหลือราคาพลังงานของภาครัฐในระยะต่อไป

ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้นบ้าง ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนผ่านธนาคารพาณิชย์และตลาดตราสารหนี้ทรงตัวใกล้เคียงเดิม แต่ธุรกิจ SMEs และครัวเรือนบางกลุ่มมีภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นสะท้อนจากสินเชื่อที่ชะลอลงและคุณภาพสินเชื่อที่ปรับด้อยลงโดยเฉพาะสินเชื่อครัวเรือน ส่วนหนึ่งจากความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ปรับลดลงจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า และบางส่วนมาจากลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือทางการเงินที่ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วง COVID-19 แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้

ทั้งนี้ ประเมินว่าสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้านสินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมทรงตัว แต่สินเชื่อในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์หดตัวส่วนหนึ่งจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัวจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น

ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการฯ อภิปราย

  • คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวตามที่ประเมินไว้ โดยเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะขยายตัวสมดุลขึ้นจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและภาคต่างประเทศ อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในบางภาคส่วนโดยเฉพาะ (1) การบริโภคภาคเอกชนที่แรงส่งอาจชะลอกว่าที่ประเมินไว้จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น รายได้แรงงานมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลง โดยเฉพาะลูกจ้างภาคการผลิตและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในกลุ่มครัวเรือนรายได้ปานกลางถึงต่ำที่ปรับลดลงรวมทั้งคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนบางกลุ่มที่ปรับด้อยลง และ (2) การส่งออกและภาคการผลิตในกลุ่มที่ฟื้นตัวช้าและมีแนวโน้มถูกกดดันต่อเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไป และอาจมีนัยสำคัญต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

  • คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทยอยกลับสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี2567 และมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ใกล้เคียงขอบล่างของกรอบเป้าหมาย ส่วนหนึ่งจากปัจจัยเชิงโครงสร้างเช่น การส่งผ่านผลของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นจากการมีลูกจ้างอิสระและแรงงานต่างด้าวที่สามารถกลับเข้ามาเป็นลูกจ้างนอกภาคเกษตรได้ จึงทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานจำกัด ประกอบกับการนำเข้าสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำไม่ได้สะท้อนภาวะเงินฝืด (deflation) และมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยที่เผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยมีสัดส่วนการบริโภคในหมวดอาหารที่สูงกว่า ประกอบกับการปรับราคาของสินค้าราคาถูกมักเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ราคาแพงกว่า

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 1-3 มีส่วนช่วยยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางได้ดีและมีความยืดหยุ่นเพียงพอในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น การปรับขึ้นของราคาพลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไม่สูงค้างนานจากปัจจัยดังกล่าว

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของราคาที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานรวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ยืดหยุ่นจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลาง

คณะกรรมการฯ ตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาคเศรษฐกิจและภาคการเงิน (macro-financial linkages) คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนชะลอลงโดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและเช่าซื้อ อีกทั้งเห็นสัญญาณ ของการด้อยคุณภาพที่เริ่มกระจายจากครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยไปยังกลุ่มรายได้ที่สูงขึ้น จึงเห็นควรให้ติดตามผลกระทบของคุณภาพสินเชื่อที่อาจส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อในภาพรวมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและการขยายตัวของสินเชื่อในภาพรวม

รวมทั้งส่งผลต่อเนื่องไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน และจะย้อนกลับมากระทบคุณภาพสินเชื่ออีกครั้ง โดยต้องเฝ้าระวังวงจรสะท้อนกลับเชิงลบระหว่างภาคเศรษฐกิจและภาคการเงินดังกล่าว (adverse feedback loop)

กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่โน้มเข้าสู่ศักยภาพและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน โดยพิจารณาว่า (1) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ และ (2) หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง กระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ (debt deleveraging) ควรเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรรมการจะติดตามผลกระทบของคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงต่อภาวะการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมอย่างใกล้ชิด รวมถึงนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ขณะที่กรรมการ 1 ท่านเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเห็นว่า (1) เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น (2) มีส่วนช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดในการปรับตัวจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และ (3) มีความกังวลว่ากลุ่มที่มีความเปราะบางอาจขยายฐานกว้างขึ้น

การดำเนินนโยบายการเงิน

คณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี โดย 1 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปีคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวตามที่ประเมินไว้จากการท่องเที่ยวและอุปสงค์ใน

ประเทศ ขณะที่การส่งออกโดยรวมฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการส่งออกสินค้าบางกลุ่มยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

ทั้งนี้ เศรษฐกิจในแต่ละภาคส่วนยังฟื้นตัวแตกต่างกัน โดยรายได้แรงงานในภาคการผลิตและผู้ประกอบอาชีพอิสระมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่ากลุ่มอื่น ด้านอัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับลดลงกว่าที่ประเมินไว้ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2567

ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้นบ้าง คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรติดตามผลกระทบของคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงต่อต้นทุนการกู้ยืมและการขยายตัวของสินเชื่อในภาพรวม รวมถึงนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจคณะกรรมการฯ ตระหนักถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จึงสนับสนุนมาตรการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวเช่น มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ รวมทั้งยังสนับสนุนนโยบายของ ธปท. ที่ให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและมีส่วนช่วยให้กระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ (debt deleveraging) เกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้

เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและภาวะการเงินที่มีความเชื่อมโยงกัน โดยจะพิจารณานโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยังไม่ลดดอกเบี้ย! มติ กนง. 6 ต่อ 1 คงดอกเบี้ย 2.50% โดย 1 เสียงให้ลดดอกเบี้ย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...