โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Apple หลัง Berkshire ของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เทกระจาดหุ้นเกือบครึ่งพอร์ต

Thairath Money

อัพเดต 06 ส.ค. 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2567 เวลา 13.06 น.
ภาพไฮไลต์

สร้างแรงกระเพื่อมไม่น้อยหลัง Berkshire Hathaway เผยแพร่รายงานผลประกอบการไตรมาสองของเมื่อวันเสาร์ที่ (3 ส.ค.) ระบุว่า บริษัทขายหุ้น Apple ออกไปถึง 49.4% ในช่วงไตรมาสสองที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากขายออกไป 13% ในไตรมาสแรกปีนี้ ทำให้บริษัทมีเงินสดสำรองในบัญชีเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.77 แสนล้านเหรียญ หรือราว 9.77 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้มูลค่าการถือหุ้นใน Apple อยู่ที่ 8.42 หมื่นล้านเหรียญ ณ สิ้นไตรมาส ทั้งนี้หุ้นจำนวน 390 หุ้นที่ขายออกไปรวมแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของพอร์ต มีมูลค่าทั้งสิ้น 7.55 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 2.66 ล้านล้านบาท จาก 790 ล้านหุ้น ทำให้ปัจจุบันเหลือ 400 ล้านหุ้น โดย Apple ยังเป็นหุ้นที่ถือครองมากที่สุดอยู่ดี แม้จะขายออกไปจำนวนมาก

ตุนเงินสด รับมือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว

“Apple ยังคงเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นหนึ่งในหุ้นที่กลุ่มบริษัทถือหุ้นอยู่ โดยจะรวมหุ้นนี้ไว้ในรายชื่อการลงทุนระยะยาวหลักๆ รวมถึง Coca-Cola และ American Express”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Apple ถือเป็นการลงทุนในหุ้นที่สำคัญที่สุดของ Berkshire Hathaway และยังเป็นหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนให้ตลาดโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น แม้บริษัทยังย้ำถึงความเชื่อมั่นในรูปแบบธุรกิจ และการบริหารจัดการของ Apple แต่ระหว่างการประชุมประจำปีของบริษัทในเดือนพฤษภาคมปีนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กล่าวถึงการลดสัดส่วนหุ้น Apple ครั้งแรกด้วยเหตุผลด้านภาษี

โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าการขายหุ้น Apple จำนวนเล็กน้อยในปีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น Berkshire ในระยะยาว หากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการเพิ่มภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นในอนาคต บัฟเฟตต์ ยังชี้ให้เห็นถึงกำไรจากการขายหุ้นที่อาจสูงขึ้นในปีต่อๆ ไปว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาอาจขายหุ้นบางส่วนออกไป

แม้ว่าบัฟเฟตต์จะขายหุ้นที่เขาถืออยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามการขายหุ้น Apple นับเป็นการลดสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ที่สะท้อนทิศทางบางอย่าง นอกจากนี้บริษัทไม่ได้ขายแค่หุ้น Apple แต่ยังขายหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองอย่าง Bank of America รวมมูลค่า 3,800 พันล้านเหรียญ ติดต่อกัน 12 วันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ตามการคำนวณ Financial Times ระบุว่า การขายหุ้น Apple และหุ้นอื่นๆ ก่อให้เกิดกำไรหลังหักภาษี 4.72 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากพอสมควร

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า Berkshire Hathaway ได้รับประโยชน์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี ทำให้ไตรมาสที่สองนี้บริษัทมีรายได้จากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็น 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่ารายได้เงินปันผลจากพอร์ตหุ้นที่ 5.4 พันล้านเหรียญ

ดังนั้น การขายทำกำไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับพอร์ตสัดส่วนหุ้นในตลาดสหรัฐฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสดในกระเป๋า อาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล กอปรกับสัดส่วนของหุ้นที่ขายออกไปยังบ่งชี้ว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจมากกว่าแค่เรื่องภาษี เพราะ ภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกตอนนี้กำลังปรับฐานครั้งใหญ่เพื่อรับมือแนวโน้ม Recession

แล้ว Apple จะเป็นอย่างไรต่อไป?

ทั้งนี้หากพิจารณาที่สัดส่วนการถือหุ้น ณ เดือนเมษายน 2024 หุ้นของ Apple เกือบ 60% ถือโดยนักลงทุนสถาบัน ตามข้อมูลของ Techopedia ในปี 2024 ผู้ถือหุ้นสถานบันรายใหญ่ 3 อันดับแรกของ Apple ได้แก่

อันดับที่หนึ่ง Vanguard Group บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่อันดับสองของโลก คือ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Apple ในบรรดานักลงทุนสถาบัน จำนวน 1,317,966,471 หุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2023 ซึ่งคิดเป็น 8.47% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท

อันดับที่สอง BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของ Apple จำนวน 1,043,713,019 หุ้น ซึ่งคิดเป็น 6.7% ของบริษัท

อันดับที่สาม Berkshire Hathaway บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่มีทำให้ Apple กลายเป็นหุ้นยอดนิยม ปัจจุบัน Berkshire อยู่ในอันดับที่สาม จำนวน 905,560,000 หุ้น คิดเป็น 5.8% ของของบริษัท

การได้แบ็คอัพจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ลงทุนในหุ้น Apple ตั้งแต่ปี 2016 นับเป็นการรับรองในชื่อเสียงของ Apple ในฐานะหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีการบริหารจัดการที่มั่นคง ผลกำไรและแบรนด์ดิ้งที่แข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของเขา

Berkshire Hathaway กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของ Apple ในปี 2020 หลังจาก Tim Cook เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งทำให้มูลค่าตลาดของบริษัไต่อันดับแตะ 1 ล้านล้านเหรียญในปี 2018 และพุ่งสูงขึ้นเป็น 3 ล้านล้านเหรียญในปี 2022

แม้ว่าสัดส่วนเป็นอันดับสาม ณ ปัจจุบันเหลือเพียง 400 ล้านหุ้นหลังการขายออกครั้งล่าสุด จะไม่สร้างกระทบต่อ Apple มากนัก แต่การเทกระจาดในครั้งนี้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เป็นสายลงทุนระยะยาวและเน้นมูลค่า อีกทั้งยังเชียร์ Apple มาอย่างยาวนาน อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ยึดถือหลักการตาม และนำไปสู่การขายหุ้นออกตามอย่างต่อเนื่อง

เพราะไม่ว่าบริษัทจะแข็งแกร่งเพียงใด ปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ความรู้สึกของตลาด แรงกดดันด้านกฎระเบียบ ความกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค และการแข่งขันที่สูง สามารถส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้ สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าสองเดือนที่ผ่านมา Apple จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและบวนผู้ใช้ จากการเปิดตัว Apple Intelligence พร้อมตัวเลขคาดการณ์ของยอดขายที่ดันให้หุ้นของ Apple พุ่งอย่างต่อเนื่อง

แม้กระนั้นก็เป็นที่รู้ดีกันว่าช่วงที่ผ่านมา กลุ่มสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรายได้ของ Apple อาจเผชิญกับความอิ่มตัว ทำให้การเติบโตมีความท้าทายมากขึ้น และกำลังถูกแย่งสัดส่วนในตลาดจากคู่แข่งตลาดสมาร์ทโฟน Samsung ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในจีน ตลอดจนผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งการตลาดและผลกำไรของบริษัท

Apple รับมือกับอุปสรรคสารพัดต่อ เหมือนยังไม่ออกจากปีชง

มาดูกันที่ความท้าทายที่ Apple ต้องรับมือ ไม่ว่าจะเป็น ความล่าช้าในการพัฒนา Generative AI ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การถูกจับตาเรื่องการต่อต้านการผูกขาดในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป อาจก่อให้เกิดความท้าทายต่อแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจ และการครองตลาดของ Apple รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องถึงผลการดำเนินงานของหุ้น

ทว่า Apple จะเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย นักวิเคราะห์ยังมอง Apple เป็นบวกและยังคงสถานะบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเป็นอันดับสองที่ 3.3 ล้านล้านเหรียญ

โดยปัจจัยที่ทำให้ Apple ยังเป็นที่เชื่อมั่น อันดับแรก คือ พื้นฐานของผลประกอบการที่พิสูจน์ให้เห็นว่ารายรับรวมยังคงแข็งแกร่ง สอง คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Apple ยังคงสร้างสรรค์นวัตกรรมและเปิดตัวผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการใหม่ๆ

ยกตัวอย่าง บริการทางการเงิน Apple Card และ Apple Pay รวมถึงกลุ่มบริการของ Apple ได้แก่ Apple Music, Apple TV+, iCloud และ App Store กลายเป็นสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่ม โดยมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตต่อไปได้ ต่อเนื่องด้วยเรื่องของ ฐานลูกค้าที่ภักดีซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลกยังเปิดกว้างกับผลิตภัณฑ์ของ Apple อย่างสม่ำเสมอ สรุปแล้วปัจจัยข้างต้นทำให้ Apple สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต้องรอดูต่อไปว่า ความแข็งแกร่งของ Apple ต้านแรงสั่นสะเทือนนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แม้หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวหุ้นของ Apple ร่วงลงเกือบ 8% ในการซื้อขายทั่วไปก่อนเปิดตลาดอยู่ที่ 219.86 ดอลลาร์สหรัฐ ดันให้มูลค่าตลาด Apple ทะยานแซงหน้า Microsoft ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบริษัทเทคฯที่มีมูลค่าสูงสุดที่โลก ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2024

อ้างอิง CNBC1 , CNBC2, Forbes , Financial Times , Nasdaq

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Apple หลัง Berkshire ของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เทกระจาดหุ้นเกือบครึ่งพอร์ต

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...