โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา แก้โจทย์ใหญ่ "ราคาอาหาร" ขาขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ม.ค. 2565 เวลา 04.07 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 03.35 น.
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

สัมภาษณ์พิเศษ

ปีนี้ไทยมุ่งหวังที่จะรักษาการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งออกอาหารให้ได้ 8.4% หรือมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท จากปี 2564 ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบต่อเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า การตรวจสอบการส่งออกเข้มข้น ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นทุกด้าน การรักษาการเติบโตของอุตสาหกรรมจะฝ่าแรงต้านเหล่านี้ได้อย่างไร

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถึงทิศทางอุตสาหกรรมท่ามกลางความท้าทายว่า

5 หมื่นโรงงานอาหารปรับตัว

ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารของไทยมี 50,000-60,000 โรงงาน เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม 80-90% และขนาดใหญ่กว่า 10-15% แต่หากคิดเป็นกำลังการผลิตรายใหญ่จะผลิตสัดส่วนมากกว่า 80% โดยโครงสร้างการผลิตมีทั้งอาหารทั่วไป และอาหารนวัตกรรม ช่วงหลังอาหารที่มีนวัตกรรมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป มีการเติบโตให้เห็น

“อย่างก่อนหน้านี้เราทำข้าวขาวเป็นสัดส่วนเยอะ แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่ปรับว่าควรมาเพิ่มข้าวที่มีคุณภาพสูง เรามาถึงจุดนี้ที่ถอยหลังไปไม่ได้ เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ๋ย ยา แรงงาน เราสูงกว่าเพื่อนบ้านหมด จะแข่งขันเรื่องของราคาเป็นไปไม่ได้แล้ว”

ความท้าทายอุตฯอาหาร

ความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน เกิดจากความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของตลาดโลก นอกจากความไม่นิ่งของสถานการณ์โควิดที่ยังไม่จบ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เรื่องที่ 2 คือ สิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นประเด็นที่ค่อนข้างรุนแรงในช่วงนี้ แม้ว่าเราจะมีเวลา 30-40 ปี ในการเลิกปล่อยก๊าซคาร์บอนในปี 2065

แต่ว่าเมื่อมีนโยบายเหล่านี้ออกมา ประเทศต่าง ๆ จะพยายามจำกัดการนำเข้า หามาตรการที่สอดคล้องกับนโยบายโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้การส่งออกสินค้ายากขึ้น เพราะเขาเองก็เจอปัญหาเศรษฐกิจด้วย ต้องดูแลในเรื่องของดุลการค้าด้วยเช่นกัน นี่เป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า กฎเกณฑ์ กฎระเบียบต่าง ๆ จะผิดระเบียบ WTO หรือไม่ และเราจะสามารถเจรจาได้อย่างไร

ยกตัวอย่างเรื่อง traceability (การตรวจสอบย้อนกลับน่าจะสูงสุด) แม้ว่าจะยังไม่ประกาศชัดเรื่องที่มาของอาหาร แต่คงไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่มีเรื่องความปลอดภัย เช่น หมู ไก่ วิธีเลี้ยงเป็นอย่างไร ตรวจสอบเชื้อโรคเป็นอย่างไร

ช่วงนี้ที่ออกมาเยอะ คือ “วิธีการส่งสินค้า” ไปยังประเทศต่าง ๆ ต้องขึ้นทะเบียน เช่น จีน ทุกสินค้าต้องขึ้นทะเบียนในระบบออนไลน์ การวางระบบการตรวจสอบ zero COVID 100% อินเดียก็ออกกฎคล้ายกัน จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนแล้ว นี่เป็นวิธีการเริ่มเปลี่ยนไป ยังไม่นับรวมเรื่องมาตรฐานเฉพาะประเทศที่มีมานานแล้ว นอกจากพื้นฐานต้อง GMP ขยับขึ้นมามี HACCP และยังมีอีกประเทศที่พัฒนา เช่น อังกฤษ ต้องมี BRC (บริติช รีเทล คอนซอร์เตี้ยม) ของสมาคมค้าปลีกอังกฤษ เป็นต้น

ต้นทุนพุ่งทุกด้าน

“ปีนี้เหนื่อยหนักเพราะต้นทุนมาทุกด้าน ต้นทุนเรื่องมาตรฐานเป็นเรื่องของพื้นฐานที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการ และเรายังต้องมีต้นทุนด้านอื่นที่เพิ่มเข้ามาตลอด ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็ชัดเจนแล้วว่าต้นทุนพื้นฐานการขนส่งเพิ่มขึ้น กว่าจะส่งสินค้าไปถึงปลายทางถ้าเฟรตปรับเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันขยับขึ้นเป็นผลของต้นทุนในแง่ของพลังงานทุกด้านที่ทยอยเข้ามา ทำให้บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามมา อาหารสำเร็จรูปจะใช้กระป๋อง กล่อง ฉลากสินค้าที่เป็นกระดาษ ทุกอย่างขึ้นมาหมดเลย กระป๋องหนักสุดเพราะขึ้นมาจากเหล็กที่ขึ้นมาจากทั่วโลก”

ต้นทุนเรื่องพลังงานเป็นพื้นฐานที่ทำให้ทุกอย่างเพิ่มขึ้นหมดเลย และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนที่ทำให้เพิ่มขึ้นที่ผิดจากปกติ คือ ต้นทุนจากโควิด เช่น การทำ factory sandbox การฉีดวัคซีน

“ต้นทุนการได้มาซึ่งแรงงาน เพาะอุตสาหกรรมอาหารจำนวนไม่น้อยที่ต้องการแรงงานต่างด้าว ซึ่งการขึ้นทะเบียนแรงงานแพงมาก ก็ยังหาทางออกไม่เจอ ถ้านำแรงงานเข้ามาใหม่ต้องมีการกักตัว ต้นทุนก็เป็นของผู้ประกอบการทั้งหมด แต่ถ้าไม่ยอมรับคอสต์ที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่มีแรงงานใช้ในอุตสาหกรรม ปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการ SMEs เมื่อมีการรับแรงงานเข้ามาคือแรงงานมาทำงานอยู่ระยะสั้น 1-2 เดือน ก็ลาออกไปแล้ว ซ้ำยังมีต้นทุนที่ต้องหาแรงงานใหม่อีกด้วย”

“ต้นทุนจะขยับขึ้นเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น วัตถุดิบก็ขยับขึ้น ปศุสัตว์ก็เพิ่มขึ้นจากเรื่องการดูแลเรื่องโรคต่าง ๆ วัคซีน ยาฆ่าเชื้อ พวกอาหารทะเลที่นำเข้าก็มีในเรื่องของต้นทุน ในเรื่องการนำเข้าพืชผักก็เจอปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ทำให้ปริมาณผลผลิตน้อย และไม่พอกับความต้องการ ระดับราคาก็ปรับเพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้ ต้นทุนเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ปรับขึ้นทุกด้าน โดยเหล็กหนักสุด กรมการค้าต่างประเทศตั้งภาษีเอดีเรียบร้อย แม้ว่าตอนนี้ผ่อนผันให้ 6 เดือน แต่พอตั้งกฎหมายแล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการยกเลิกได้จะดีที่สุด เพราะการตั้งเอดีมีประโยชน์กับ 2 กิจการในประเทศไทยก็จริง แต่ทั้ง 2 รายนั้นมีกำลังการผลิตมีเพียง 50% อีก 50% ก็ยังต้องนำเข้าอยู่ดี ก็จะเป็นเรื่องของต้นทุนในระยะยาว

“หากเทียบกันปัจจัยเรื่องต้นทุนน่ากลัวที่สุด ส่วนเรื่องการตรวจสอบเข้มงวดขึ้น เราเจอมาโดยตลอดอยู่แล้ว ที่ผ่านมามี 20 ขั้นตอน ปีนี้เพิ่มมาอีก 5 ขั้นตอน สัดส่วนอาจจะ 5-10% เรื่องนี้ผู้ประกอบการรายเก่าทำได้ แต่รายใหม่ที่จะเข้ามาใหม่จะลำบาก เพราะมาถึงต้องกระโดดไป 25 ขั้นตอนเลย จะทำให้โอกาสที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเข้ามายากขึ้น คนที่จะเข้ามาได้ก็จะต้องมีความพร้อมทุกด้านจริง”

ทิศทางราคาอาหารขาขึ้น

คิดว่าในระยะสั้นยังอยู่ในขาขึ้น เพราะว่าการแข่งขันยังไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ได้ จากต้นทางยังติดขัดหลายอย่าง สถานการณ์ COVID ทำให้สถานการณ์ติดขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงาน ดินฟ้าอากาศทั้งแล้ง-น้ำท่วม และต้นทุนหลายอย่างที่ยังต้องนำเข้า เช่น ปุ๋ย พืช หรืออาหารทะเล

ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเรามีปัญหา ปกติไทยใช้วัตถุดิบในประเทศ 75% นำเข้า 25% แต่วัตถุดิบนำเข้าเป็นต้นทุนหลักในบางอุตสาหกรรม เช่น ปลากระป๋องต้องนำเข้ามาเกือบ 100% อาหารสัตว์ต้องนำเข้าถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง เพราะประเทศไทยปลูกไม่พอ

“เรื่องราคาอาหารเราคาดหวังว่าอยากให้เป็นช่วงสั้น เพราะความจริงอุตสาหกรรมอาหารไม่ได้คาดหวังจะขึ้นราคาสูงมาก ๆ สุดท้ายจะเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะไปแข่งขันกับตลาดโลกไม่ได้ หากประเทศอื่นที่สามารถทำให้ต้นทุนถูกกว่าจะแข่งขันลำบาก เมื่อราคาน้ำมันลดลง สินค้าก็จะค่อย ๆ ขยับลง และแรงงาน หากกลับมาทำงานปกติ สภาพการแข่งขันก็จะกลับเข้ามาระดับราคาต่าง ๆ ก็จะขยับลงมาตามกลไกของตลาด”

เสริมแกร่งไทยครัวโลก

ข้อแรกต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพื้นฐานการผลิตพื้นฐานเดิม ๆ ไม่ใช่เลิกไป แต่ต้องมีตัวใหม่ ๆ หรือขยับเรื่องนวัตกรรม การเพิ่มมูลค่า สินค้าต้องปรับเปลี่ยนไปในเชิงของคุณภาพมากขึ้น หรือไปในเชิงที่ตลาดมีความต้องการมากขึ้น คือ ต้องเน้นเรื่องคุณภาพ เรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆต้องมีวิธีการสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงได้

ส่วนรายใหญ่ลงทุนทำแล้ว เขารอไม่ได้แม้ว่าการลงทุนสูง แต่ปัจจุบันด้วยความที่ไม่มีแรงงาน เขาจึงต้องลงทุนไปเลยดีกว่าต้องหยุดกิจการ โควิดเป็นตัวเร่ง รายใหญ่สามารถระดมทุนได้ และนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาช่วยอำนวยความสะดวกเลือกการขึ้นทะเบียน เรามี infrastructure ที่ดี อาจต้องสร้างแรงจูงใจบ้าง ซึ่งมันคือการใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างโอกาสมหาศาลให้ประเทศ

นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับผลกระทบชัด ๆ จากผลกระทบที่ถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สับปะรดเราเสียตลาดให้ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ภาษียังเป็นตัวกำหนด เราต้องใช้เวลานานกว่าจะตลาดน้ำสับปะรดไป EU ดึงกลับมาได้

“ถ้าเราไม่มีตัวช่วยในเรื่องของภาษี การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) การแข่งขันของไทยก็อาจจะเหนื่อย ตอนนี้หวังว่าการเตรียมพร้อมเรื่อง CPTPP จะได้ข้อสรุป และต้องมีการเยียวยาผู้ที่แข่งขันไม่ได้ต้องมีกองทุนเอฟทีเอมาช่วย แต่หากเราไม่มีการปรับตัวก็จะต้องเจอเรื่องนี้ในกรอบอื่น ๆ เนื่องจากจะเริ่มเป็นกติกาโลกเข้าไปทุกที ซึ่งในระหว่างนี้ไทยต้องใช้ประโยชน์ความตกลงอาร์เซปให้ได้มากที่สุดไปก่อน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...