โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เรือนจำคลองเปรม’วางมาตรการเข้ม! ดูแลคุมขังความปลอดภัย‘ทักษิณ’

แนวหน้า

เผยแพร่ 09 ก.ย 2568 เวลา 17.00 น.

"เรือนจำกลางคลองเปรม"วางมาตรการเข้ม! ดูแลคุมขังความปลอดภัย"ทักษิณ" พร้อมมอบหมายผู้ต้องขังประพฤติดีเป็นบัดดี้ประกบช่วยเหลือ ส่วนหลังครบกักโรคต้องพิจารณาแยกแดนให้เหมาะสม ป้องกันเหตุต่างขั้วการเมืองประสงค์ร้าย แย้ม"ทักษิณ"เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ อาจแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเรือนจำในงานต่างๆ ขณะที่พบรถตู้เบนซ์"ครอบครัวชินวัตร"โผล่เข้าเรือนจำ

จากกรณีวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไว้คุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย โดยให้จำคุก 1 ปี ต่อมาในช่วงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมราชทัณฑ์ กำหนดให้เป็นเรือนจำศูนย์ระหว่างการพิจารณาคดี (HUB) ได้ดำเนินการย้ายนายทักษิณ ไปควบคุมยังเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากเป็นนักโทษเด็ดขาด เพื่อแยกการปฏิบัติตามประเภทของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (10 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ว่า มีสื่อจากหลากหลายสำนักปักหลักติดตามทำข่าวการนอนเรือนจำคืนแรกของนายทักษิณ และการเยี่ยมของทนายความ ขณะที่ช่วงเช้าวันนี้ พบว่ามีรถตู้ยี่ห้อ Mercedes-Benz สีเทา ทะเบียน ธห 1155 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถตู้ประจำครอบครัวชินวัตร ได้เลี้ยวเข้ามาบริเวณภายในวงเวียนเรือนจำกลางคลองเปรม แต่ไม่ได้หยุดจอด หรือพบว่ามีบุคคลเดินทางโดยสารมาด้วยแต่อย่างใด

ด้านแหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยภาพรวมเกี่ยวกับการคุมขังนายทักษิณ ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็น 1 ใน 5 แห่งเรือนจำความมั่นคงสูงของไทย ว่า สำหรับสาเหตุที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ต้องย้ายนายทักษิณ ไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องด้วยเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถูกกำหนดให้เป็นเรือนจำสำหรับรองรับการควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี (Hub) ทุกประเภท ทำให้เรือนจำฯ ต้องย้ายผู้ต้องขังที่คดีเด็ดขาดแล้วไปควบคุมยังเรือนจำ/ทัณฑสถานต่างๆ ทราบว่าทุกวันนี้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีการคุมขังนักโทษเด็ดขาดเพียง 10% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี อีกทั้ง นายทักษิณ คือผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว จึงต้องย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม แทน โดยเมื่อเข้าไปในเรือนจำแห่งใหม่แล้ว เจ้าหน้าที่เรือนจำจะต้องมีการรับตัว ตรวจสอบความถูกต้องว่าเป็นบุคคลตามชื่อที่ปรากฏในหมายจำคุก พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติ ตรวจค้นตัวตามมาตรฐานการตรวจค้นและการป้องกันสิ่งของต้องห้าม และดำเนินการตรวจสุขภาพ จัดการเกี่ยวกับสิ่งของที่ติดตัวมาของผู้ต้องขัง พร้อมชี้แจงระเบียบ ข้อบังคับ และส่งตัวไปยังแดนแรก ณ ห้องกักโรคโควิด-19 ระยะเวลา 5 วัน (9 ก.ย. - 13 ก.ย.) เพื่อรอการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังไปคุมขังยังแดนที่เหมาะสม

รายงานข่าวภายในกรมราชทัณฑ์ เผยอีกว่า สำหรับรอยต่อระหว่างทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กับเรือนจำกลางคลองเปรม ถือว่ามีความใกล้ชิดกัน เพราะอยู่ติดกัน และส่วนหนึ่งของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็เป็นพื้นที่ของเรือนจำกลางคลองเปรมเก่า เพียงแค่ว่าถูกคั่นไว้ โดยจะเห็นได้ว่าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ถือเป็นจุดไข่แดง พอเลยขึ้นไปก็เป็นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ส่วนตรงวงเวียนจะเป็นเรือนจำกลางคลองเปรม จึงเป็นกรณีที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างสะดวก

***

รายงานข่าวภายในกรมราชทัณฑ์ เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่เป็นผู้ต้องขังคดีรายสำคัญเช่นนี้ การเข้าไปคุมขังภายในเรือนจำก็จะต้องได้รับการดูแลความปลอดภัยอย่างสูงสุด โดยเฉพาะการมอบหมายให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยพนักงานเรือนจำฯคอยดูแลและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งผู้ต้องขังรายดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดีอยู่แล้ว จึงจะได้เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่เรือนจำ การดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องขังถือว่าเป็นมาตรฐานสากล แต่หากเป็นผู้ต้องขังสำคัญเช่นนี้ ก็จะต้องมีมาตรการเข้มข้นเข้มงวด เพราะหากเกิดอันตรายใดเกิดขึ้นระหว่างที่ผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ ก็จะเป็นปัญหาและอุปสรรคความรับผิดชอบที่ปฏิเสธไม่ได้ของเรือนจำดังกล่าวที่คุมขังอยู่ อีกทั้งหากมองเรื่องทางการเมืองก็จะต้องระวังในส่วนของคนที่ไม่ได้ชอบด้วย เพราะในเรือนจำกลางคลองเปรมทราบว่ามีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองอยู่จำนวนหนึ่ง มีทั้งกลุ่มพรรคพวกเดียวกัน และคนละกลุ่มการเมืองกัน นอกจากนี้ เมื่อนายทักษิณครบกำหนดการกักโรคโควิด ก็จะต้องได้รับการพิจารณาจำแนกแยกแดน ซึ่งแดนขังที่มีความเป็นไปได้ อาทิ แดน 6 แดนแรกรับ/ผู้ต้องขังป่วย/ผู้ต้องขังชรา คุมขังผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษไม่เกิน 50 ปี หรือแดน 7 แดนการศึกษาและพัฒนาจิตใจ

รายข่าวภายในกรมราชทัณฑ์ เผยด้วยว่า ส่วนกรณีโครงการพักการลงโทษนั้น ด้วยความที่นายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี ซึ่งตามหลักการจะต้องจำคุกมาแล้ว 1 ใน 2 จึงจะเข้าโครงการพักโทษได้ ดังนั้น ในกรณีของนายทักษิณ คือ เมื่อรับโทษมาแล้ว 6 เดือน ก็จะได้พักโทษกลับไปคุมประพฤติที่บ้านตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนายทักษิณ อายุ 76 ปี ก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีเหตุพิเศษได้ แต่ก็ต้องรับโทษตามที่เงื่อนไขกำหนดก่อน นอกจากนี้ ที่น่าจับตาเช่นกัน คือ ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ หรือ ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 ซึ่งมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่จะเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาไม่ว่าจะเป็นเหลือโทษต่ำกว่า 4 ปี , มีอัตราโทษต่ำกว่า 4 ปี , เป็นการรับโทษจำคุกครั้งแรก เป็นต้น ก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาไปคุมขังนอกเรือนจำ

สำหรับกรณีของนายทักษิณ หากเราดูคุณสมบัติที่มีโทษจำคุกตามคำสั่งศาลศาลฎีกาฯบังคับโทษ 1 ปี ก็ถือว่าเข้าเกณฑ์ ซึ่งการเข้าเรือนจำครั้งแรก นายทักษิณจะได้รับการจัดลำดับชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลางก่อน และในทุก ๆ 6 เดือน เรือนจำก็จะมีการปรับเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง นอกจากนี้ นายทักษิณถือเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ทางเรือนจำฯ อาจจะมีการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยในงานด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลืองานในเรือนจำได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยฝ่ายบรรณารักษ์ ห้องสมุด ผู้ช่วยงานสถานพยาบาล เพราะได้ภาษาอังกฤษ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ระเบียบดังกล่าวยังติดขัดปัญหาเรื่องการจัดสรรจัดหากำไล EM และยังไม่ได้มีการนำร่องใช้กับผู้ต้องขังเรือนจำใด เพราะตอนนี้มีจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศที่เข้าข่ายที่มีโทษต่ำกว่า 5 ปี ก็มีประมาณ 20,000-30,000 รายแล้ว ซึ่งถ้าหากเรือนจำใดมีการพิจารณาคัดกรองรายชื่อเรียบร้อยแล้วว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ รายชื่อเหล่านั้นก็จะต้องถูกนำเสนอไปยังชั้นของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานพิจารณา ซึ่งขณะนี้กำไลEM ก็ยังไม่มีความเพียงพอกับจำนวนคนที่จะต้องออกไปคุมขังนอกเรือนจำ

- 006

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...