โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กว่าจะมาเป็นมินิบอนไซ! พาย้อนประวัติศาสตร์การกำเนิดของบอนไซในญี่ปุ่น

conomi

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2566 เวลา 00.00 น. • conomi.co

หนึ่งในวัฒนธรรมที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมายาวนานและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็คือ “บอนไซ” ซึ่งเดิมทีเป็นวัฒนธรรมชองชนชั้นสูงระดับขุนนางไปจนถึงโชกุนที่ถูกเผยแพร่ถึงบุคคลทั่วไปในเวลาต่อมา และถูกพัฒนากลายเป็นมินิบอนไซที่กลายเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

บอนไซมีความเป็นมาอย่างไร

บอนไซ

เมื่อพูดถึง “บอนไซ” แล้วมักจะให้ภาพลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมจริงไหมคะ? บอนไซถูกมองว่าเป็นงานอดิเรกชั้นสูงที่เหมาะกับคนญี่ปุ่นที่มีความละเอียดอ่อนและเก่งเรื่องงานฝีมือที่แสดงถึงความประณีตและอ่อนช้อย เพราะบอนไซต้องอาศัยการดูแลรักษาอย่างระมัดระวังมาก ทว่าแท้จริงแล้วนั้นบอนไซมีประวัติอยู่คู่ประเทศญี่ปุ่นมายาวนานตั้งแต่ก่อนสมัยเอโดะแล้ว! โดยหากย้อนถึงที่มาที่แท้จริง เราจะพบว่าบอนไซมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน! อีกทั้งยังเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี

ศิลปะบอนไซเกิดขึ้นหลังจากที่มีการพัฒนาการปลูกพืชและการเกษตร สามารถอ้างอิงได้จากภาพเขียนและบันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีนที่มีการกล่าวถึงการเพาะปลูกทั้งพืชไร่และข้าว โดยจะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ของชาวจีนนั้นมีประวัติการอยู่คู่การปลูกพืชมานมนานตั้งแต่ช่วงราชวงศ์ฮั่น (ค.ศ. 25 – 220) เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 969 – 1279) ก็เริ่มมีการปลูกต้นไม้ลงกระถางเพื่อความเพลิดเพลินแพร่หลายมากขึ้นทั้งในหมู่ราชวงศ์และคนทั่วไป

บอนไซเริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นได้อย่างไร

บอนไซ

แน่นอนว่าประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้รับอิทธิผลมาจากประเทศจีนในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงการปลูกพืชกระถางก็เช่นกัน แม้จะไม่สามารถระบุได้ว่าบอนไซนั้นเริ่มนำเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ตอนไหน เพราะไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัด แต่ในช่วงปลายสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794 – 1185) ก็มีหลักฐานอยู่ในม้วนภาพวาดอันเก่าแก่ถึงภาพของขุนนางที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับพืชกระถางอยู่ในสวนหลงเหลือเอาไว้อยู่ด้วย

หลักฐานภาพวาดทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ม้วนภาพวาดของไซเงียว” ที่ระบุเอาไว้ช่วงกลางสมัยคามะคุระ(ค.ศ. 1185 – 1333) โดยจะมีภาพวาดของไม้ประดับที่ชัดเจนว่าเป็นบอนไซกับหินก้อนใหญ่ถูกวาดเอาไว้

หลังจากนั้นมีหลักฐานว่าบอนไซกลายเป็นที่นิยมที่เด่นชัดมากขึ้นจากม้วนภาพวาดสมัยปลายสมัยคามะคุระ ของคุณทาคะชินะ ทาคาคาเนะ (高階隆兼) เจ้าของผลงานผู้เป็นจิตรกรในพระราชสำนักของจักรพรรดิฮานะโซโนะที่ 95 (ค.ศ. 1308 – 1318) โดยในภาพวาดจะมีภาพของต้นบอนไซที่ถูกจัดอย่างสวยงามท่ามกลางทรายและหินซึ่งถือเป็นศิลปะที่งดงาม

บอนไซ

กล่าวกันว่าเหล่าโชกุนหลังจากยุคของโชกุนโทคุงาวะ อิเอยาสุเป็นต้นมาต่างก็ชื่นชอบบอนไซเป็นงานอดิเรกเช่นกัน โดยในปัจจุบันบอนไซต้นสนห้าเข็มของโชกุนโทคุงาวะ อิเอมิสึที่มีอายุกว่า 550 ปี ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ในพระราชวังอิมพีเรียลอีกด้วย

ต่อมาในสมัยเอโดะนั้นเรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของบอนไซเลยก็ว่าได้ เพราะบอนไซไม่ใช่แค่งานดิเรกในหมู่ขุนนาง โชกุนและชนชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นงานอดิเรกในหมู่คนทั่วไปอีกด้วย

จากบอนไซที่เขียนด้วยคันจิสู่ “BONSAI” ในระดับสากล

บอนไซ

บอนไซเริ่มแพร่หลายไปยังต่างประเทศในช่วงหลังปี ค.ศ. 1990 ทำให้คำว่าบอนไซที่เคยเขียนด้วยอักษรคันจิ 盆栽 ถูกเรียกทับศัพท์และใช้เป็นคำเป็นภาษาสากลแทน จึงถูกเขียนด้วยอักษรภาษาอังกฤษว่า “BONSAI” ค่ะ

หลังจากที่บอนไซได้เผยแพร่ไปถึงประเทศแถบยุโรป ก็กลายเป็นที่นิยมชมชอบในประเทศอังกฤษอย่างมาก นอกจากนี้ที่ประเทศฝรั่งเศสเองก็ได้มีการตีพิมพ์นิตยสารบอนไซขึ้นมา ส่วนอิตาลีมีการเปิดเป็นโรงเรียนสอนการทำบอนไซเลยทีเดียว!

ต้นกำเนิดของมินิบอนไซ

บอนไซ

เมื่อบอนไซกลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขึ้นในรูปแบบของต้นไม้จิ๋วหรือ “มินิบอนไซ” เพื่อให้ผู้คนที่ไม่มีพื้นที่สวนหรือผู้ที่อาศัยอยู่ตามอพาร์ทเมนท์ได้เพลิดเพลินกับบอนไซได้ด้วยเช่นกัน ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัด, เคลื่อนย้ายสะดวก, ดูแลง่ายและยังสามารถหาซื้อได้ง่ายนี้ ทำให้ความนิยมไม่ได้อยู่แค่ในเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คนวัยหนุ่มสาวก็ให้ความสนใจและชื่นชอบบอนไซจนกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไปไปแล้ว

โดยสรุปแล้วแม้บอนไซจะมีที่มาจากประเทศจีนแต่คนทั่วไปก็มักคุ้นเคยกับบอนไซญี่ปุ่นกันเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามบอนไซก็เป็นทั้งศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญและเก่าแก่ของทั้งสองประเทศซึ่งได้รับการสืบทอดต่อมาจนกลายเป็นที่นิยมในยุคสมัยใหม่นี้ พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วมีใครอยากลองเลี้ยงบอนไซดูบ้างไหมคะ

สรุปเนื้อหาจาก : magokoro-bonsai.sakura.ne.jp , bonsaimyo.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...