ไข่มุกพลิกชะตา
นิยาย Dek-D
อัพเดต 11 ต.ค. 2566 เวลา 04.13 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2566 เวลา 04.13 น. • 吴风华 (อู่เฟิงฮวา)ข้อมูลเบื้องต้น
ไข่มุกพลิกชะตา
เขียนโดย 吴风华 • อู่เฟิงฮวา
วาดปก LIP'sBALM
อ่านฟรีจนจบเรื่อง
หมายเหตุ : มีการติดเหรียญให้อ่านตอนล่วงหน้า (ซึ่งไม่ใช่การซื้อตอนอย่างถาวร) หากไม่ต้องการซื้อตอนสามารถรอเวลาเปิดให้อ่านฟรีได้ ขอขอบคุณทุกการสนับสนุนล่วงหน้าค่ะ*
ใครบอกว่าเกิดเป็นองค์หญิงแล้วจะแสนสบาย สำหรับองค์หญิงเก้า 'ฉู่จิวอิง' ไม่ได้ถูกปูพรมด้วยกลีบบุปผาตั้งแต่แรก ถูกพระมารดาเลี้ยงทารุณกรรม ใช้เป็นเครื่องมือเรียกร้องความสนใจจากฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดา โดยไม่เคยรับรู้เลยว่าบิดาที่พระมารดาเลี้ยงต้องการให้แลเหลียวมีหน้าตาเป็นอย่างไร กลายเป็นองค์หญิงเก้าผู้มีสภาพร่างกายอ่อนแอเพื่อเหนี่ยวรั้งให้โอรสสวรรค์มาเยือนที่ตำหนัก
กระทั่งวันหนึ่งเหมือนได้รับกระแสความอบอุ่นโอบกอดเด็กหญิงผู้เริ่มแตกสลายอย่างช้าๆ เด็กน้อยไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร เหตุใดต้องกระทำเหมือนสิ่งของราวกับไม่ใช่คน ความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีเริ่มกลายเป็นความชินชา สำหรับเด็กห้าหนาวแล้วนี่คือชะตากรรมที่นางต้องอยู่อย่างทรมานต่อไปจนไม่มีวันได้สัมผัสความสุขอย่างนั้นหรือ แล้วความอบอุ่นนั้นก็มาเยือน…
นางหงส์ผู้เป็นทั้งอ้อมกอดที่เด็กน้อยโหยหาจากมารดา แสงสว่างของชีวิต และการที่ถูกใครสักคนรักพร้อมฉุดขึ้นมาให้องค์หญิงเก้ารับรู้ว่า…ตัวเองไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่พระมารดาเลี้ยงใช้เป็นเครื่องมือและตราหน้าเอาไว้!
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
⚠️!Trigger Warning!⚠️
abuse / physical abuse มีการใช้ความรุนแรงกับเหยื่อทางกาย
mental abuse ใช้ความรุนแรงกดดันจนเกิดบาดแผลทางใจ
domestic violence ความรุนแรงในครอบครัว blood มีเลือด cutting ใช้ของมีคม
child abuse ใช้ความรุนแรงกับเด็ก
depression โรคซึมเศร้า/มีอาการซึมเศร้า
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
อนึ่ง สถานที่ ตัวละคร สถานการณ์ทั้งหมด ไม่มีอยู่จริง เป็นเรื่องสมมติทั้งหมด
ใครที่เคยอ่านนิยายที่ไรท์เขียนด้วยนามปากกานี้ หากไม่ชอบ กดข้ามไปได้เลยค่า~
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
ฝากกด
หากชอบ ถ้าใช่อย่าลืมกดใส่ชั้นหนังสือกันด้วยนะคะ
หากมีคำแนะนำเพิ่มเติมหรืออยากให้กำลังใจสามารถคอมเมนต์ได้ (รบกวนขอแบบสุภาพ ไม่หยาบ และเซฟจิตใจไรท์นิดหนึ่งค่ะ)
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
สงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนเฉพาะของนักเขียนเท่านั้น
ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2558 (ฉบับเพิ่มเติม)
ผลงานนี้มีลงให้อ่านเฉพาะ Dek-D และreadAwrite เท่านั้น!
บทนำ องค์หญิงในกรงทอง
บทนำ
องค์หญิงในกรงทอง
เพียะ!
เสียงหวดฟาดกระทบผิวหนังดังขึ้นต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ไม้เรียวยาวตวัดสูงหลายต่อหลายครั้ง ไม่ปรานีเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งยืนนิ่งแผ่นหลังตรงผิดกับวัยของนางอย่างสงบ ทว่าใบหน้ากลมป้อมแดงก่ำอาบฉ่ำหยาดเหงื่อใสหลั่งรินที่ต้องอดทนต่อการลงโทษไร้ซึ่งความเมตตา ดวงตากลมโตต่อให้มีหยาดน้ำคลอแทบจะทะลักทลายลงมาก็ไม่แม้จะสามารถร่ำร้องวิงวอนสิ่งใด
ยิ่งร่ำไห้ไปยิ่งถูกลงทัณฑ์หนักหนาสาหัสกว่าเดิม สิ่งที่เด็กตัวน้อยทำได้ดีที่สุดคืออดทนไม่ร้องไห้ออกมา นางต้องกลั้นเสียงของตัวเองด้วยการขบกัดริมฝีปากทุกครั้งที่เรียวไม้กระทบแผ่นหลังของตัวเองจนห้อเลือด รอจนกว่าการลงทัณฑ์ครั้งนี้จะสิ้นสุดลง
“ข้าเคยบอกกับเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าห้ามปรากฏตัวต่อหน้าฝ่าบาท! เจ้าควรอยู่แต่ในเรือนของเจ้าเงียบๆ เสีย! หากเจ้าไม่อยากเดือดร้อนหรือเจ็บตัว หรือเจ้าริอ่านคิดอยากยกตัวเองขึ้นมาเสมอตัวข้าผู้เป็นเจ้าของตำหนักกัน!?”
เสียงแหลมคมกรีดลึกตอกย้ำความไร้ค่าของเด็กหญิงวัยสี่หนาว ต่อให้เสื้อผ้าฉีกขาดจากการถูกไม้เรียวหวดฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีหยาดโลหิตสีแดงเข้มไหลซึมเต็มแผ่นหลังก็ไม่อาจระงับโทสะหรือขอความเมตตาจากคนเบื้องหน้า
นางกำนัลหรือขันทีพากันก้มหน้าไม่รับรู้ถึงการลงทัณฑ์ระหว่างเจ้านาย โดยเฉพาะหงเต๋อเฟยไม่เคยผ่อนแรงมือจากการหวดไม้เรียวใส่องค์หญิงเก้าฉู่จิวอิง หากเด็กหญิงร้องไห้หรือกรีดร้องสักนิดคงสาแก่ใจผู้ครองตำหนักไม่น้อย กลับกลายเป็นว่าเด็กหญิงนิ่งเฉยเสียยิ่งกว่าหินผาอันแข็งแกร่ง เหมือนเด็กน้อยรู้ดีว่าร้องไปก็ไม่มีความหมายอะไร
นับตั้งแต่มารดาของฉู่จิวอิงซึ่งมีตำแหน่งเพียงแค่กุ้ยผินจากไป หงเต๋อเฟยผู้นี้ถึงได้รับนางมาเลี้ยงดูหวังเอาใจฮ่องเต้ว่านางมีความเมตตาปรานีต่อธิดาจากสนมขั้นต่ำศักดิ์ ถึงนางจะเป็นเพียงเด็กสี่หนาวยังรู้อยู่แก่ใจว่าทุกครั้งที่นางถูกลงทัณฑ์จนต้องจับไข้หนาวสั่น กลับถูกใช้เป็นข้ออ้างให้ฝ่าบาทเสด็จมายังตำหนักเต๋อเฟย
ฮ่องเต้ที่เด็กน้อยไม่เคยรับรู้ว่าคนผู้นั้นเป็นพระบิดา ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไม่เคยแม้แต่จะพบปะพูดคุยเหมือนพระโอรสหรือพระธิดาองค์อื่นๆ ฉู่จิวอิงเข้าใจมาตลอดว่านางเป็นเพียงบ่าวคนหนึ่งในตำหนักเต๋อเฟย ไม่ว่าจะนางกำนัลก็ดีขันทีก็ช่าง คนเหล่านั้นไม่เคยดูแลนางในฐานะองค์หญิงเก้า แล้วตัวเด็กหญิงก็ไม่เคยรับรู้อะไรนอกเหนือจากนี้นอกจากเป็นสนามอารมณ์ของคนงามใจทรามอย่างหงเต๋อเฟยเท่านั้น
เมื่อไม้เรียวกำลังจะหวดลงฟาดมาที่กลางหลังอีกครั้ง เด็กน้อยหลับตาแน่นอีกครา มือเล็กกำชายกระโปรงของตัวเองเอาไว้แน่น คิดเอาไว้ว่าครานี้ตัวเองต้องถูกหวดเต็มแรงอีกสักห้าหกทีส่งท้ายก่อนหงเต๋อเฟยจะปล่อยองค์หญิงน้อยไป
เพียะ!
มันไม่ใช่เสียงฟาดแผ่นหลังอันบอบบางของเด็กหญิงอีกต่อไป เมื่อเสียงนั้นเป็นเสียงของฝ่ามือกระทบเข้ากับแก้มนวลอย่างแรง จนร่างอรชรของหงเต๋อเฟยถลาล้มไปกับพื้นอยู่ข้างๆ เด็กหญิงซึ่งหลับตาแน่นไม่รู้เรื่องราวใดๆ ทั้งนั้น จึงไม่รับรู้ว่าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ขันทีและนางกำนัลในตำหนักเต๋อเฟยหมอบกราบร้องขอชีวิตกับการมาเยือนกะทันหันของนางหงส์
“ใครกัน!?”
“ข้าเอง!” หยางฮองเฮาเอ่ยเสียงเย็น พยักหน้าให้กูกูคนสนิทพาตัวองค์หญิงเก้าออกไป
ทันทีที่เสิ่นกูกูแตะต้ององค์หญิงน้อยเพียงแผ่วเบา เด็กน้อยพลันสะดุ้งโหยงอย่างหวาดผวาทรุดหมอบกราบขอร้องอย่างที่เคยทำเป็นประจำ กรีดร้องตื่นกลัวเหมือนว่าตัวเองกำลังจะถูกลากไปลงทัณฑ์ที่หนักหนากว่าการถูกไม้เรียวตี
“ขะ…ข้าจะไม่ปรากฏตัวที่ไหนอีกแล้ว ขะ…ข้าจะอยู่ในเรือนเงียบๆ ข้าจะ…จะทำงานทุกอย่าง อย่าเอาข้าไปขังให้เจอน้ำท่วมอีกเลย…”
หยางฮองเฮากับเสิ่นกูกูแทบไปไม่เป็นกับคำหวาดผวาสั่นกลัวที่สารภาพจนสิ้นเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กหญิงเผชิญมา บวกกับแผ่นหลังซึ่งมีร่องรอยไม้เรียวและแผลปริแตกยิ่งทำให้พวกนางสะท้อนใจกับสิ่งที่เด็กเพียงสี่หนาวเจอ
“จิวอิง…”
น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก ฉู่จิวอิงเคยได้รับน้ำเสียงอบอุ่นเต็มไปด้วยความเมตตาของหงเต๋อเฟยล่อลวงมาก่อน เจ้าตัวน้อยยิ่งสั่นกลัวหวาดผวาเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับตัวเอง เวลามีประโยชน์นางมักเหมือนนางฟ้านางสวรรค์มาโปรด แต่เมื่อไม่ได้ดั่งใจหรือหมดเรื่องจะใช้งานเมื่อไรกลับถูกทุบตีด่าทออยู่ร่ำไป นั่นคือสิ่งที่เด็กหญิงเผชิญมาทั้งชีวิตที่อยู่ตำหนักนี้
หยางฮองเฮาเห็นความหวาดกลัวของเด็กน้อย ยิ่งรู้สึกอดสูยิ่งนัก แม้เด็กคนนี้จะเป็นเพียงพระธิดาเกิดจากกุ้ยผิน เด็กยังไม่สามารถปกป้องตัวเองได้กลับตกอยู่ในความดูแลของเต๋อเฟย สวามีของนางตามืดบอดยิ่งยอมส่งบุตรในอุทรของตนให้นางมารร้ายเลี้ยงดูจนกลายเป็นเด็กแบบนี้ไปแล้วหรือ!?
“คำสั่ง!”
หยางฮองเฮาเสียงดังกร้าวมองหงเต๋อเฟยซึ่งไม่กล้าแม้เพียงลุกขึ้นมาเผชิญหน้า เมื่อรู้ว่าใครเป็นคนตบหน้าตัวเอง
“องค์หญิงเก้าฉู่จิวอิง นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะอยู่ในความดูแลของข้า! หงเต๋อเฟยทำร้ายพระธิดาในฮ่องเต้ จับนางกำนัลและขันทีที่เกี่ยวข้องส่งไปที่แดนลงทัณฑ์ของวังหลัง! ยึดตราพระสนมขั้นเต๋อเฟยคืน!”
“ฮองเฮา ฮองเฮาจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ!?”
“หุบปากของเจ้าเสีย ก่อนข้าจะสั่งตัดลิ้นเจ้า! กักบริเวณนางเอาไว้ จนกว่าจะสืบสวนเรื่องที่นางทำร้ายพระธิดาองค์ที่เก้าของฝ่าบาทเสร็จสิ้น!”
“ฮองเฮา!”
“หากสืบจนได้ความเมื่อใด เจ้าเตรียมรับโทษได้เลย เพราะองค์หญิงเก้าคือหลักฐานที่มีชีวิตที่เจ้าจะต้องชดใช้ให้สาสมกับสิ่งที่เจ้าทำกับนาง”
หยางฮองเฮาไม่เอ่ยมากกว่านี้ เดินทรุดตัวอุ้มองค์หญิงเก้าซึ่งยังหมอบกราบตัวสั่น ยามถูกเนื้อต้องตัวก็ผวาน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสารจนนางหงส์ยังต้องปวดใจ
“ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าไปอยู่กับข้าเถอะนะ…”
“…ขะ…ข้าไม่ใช่”
“หืม?”
“ไม่ใช่องค์หญิง” ฉู่จิวอิงผู้ไม่รู้ความน้ำตาหลั่งรินหลบสายตาหยางฮองเฮา ไม่กล้าเรียกร้องหรือขอความเมตตาใดๆ ทั้งนั้น หากย้ายไปอยู่กับหญิงงามผู้นี้เด็กน้อยยังจะถูกทุบตีหรือไม่
“ใครบอกว่าเจ้าไม่ใช่องค์หญิง?”
“…” น้ำเสียงดุของหยางฮองเฮาทำให้เด็กน้อยเม้มปากแน่น พอเหลือบไปทางหงเต๋อเฟยเห็นนางถลึงตาใส่ก็เผลอสะดุ้งตกใจหมอบหน้าซูบตอบของตัวเองหนีจากสายตามาดร้ายบนลาดไหล่บอบบางของนางหงส์อย่างหวาดผวา
“ไม่เป็นไร มีข้าอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครหน้าไหนกล้าทำอะไรเจ้าแน่นอน” หยางฮองเฮาปลอบประโลมเด็กน้อย ลูบศีรษะให้นางลดอาการขวัญผวาลง ระมัดระวังไม่ให้มือสัมผัสบาดแผลบนหลังบอบบางของนาง
เมื่อเห็นว่าฉู่จิวอิงสติเตลิดผวาหวาดกลัว นัยน์ตาหงส์สบกับเสิ่นกูกู ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหรือคำสั่งใดๆ นางกำนัลอาวุโสเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหงเต๋อเฟยก่อนฟาดฝ่ามือใส่นางสนมผู้ชอบเอาอารมณ์ไปลงใส่ผู้อ่อนแอกว่าทันที
เพียะ!
“นี่เจ้า!”
เพียะ!
“นะ…”
เพียะ!
เสิ่นกูกูไม่ออมแรงแม้แต่น้อย ต่อให้คนเบื้องหน้าเป็นพระสนมขั้นเต๋อเฟยแล้วอย่างไร อำนาจวังหลังยังขึ้นตรงอยู่ในมือของฮองเฮาอยู่วันยังค่ำ เต๋อเฟยผู้นี้ยกตนข่มท่านใส่ผู้อื่นมาเนิ่นนาน หากจับไม่ได้คาหนังคาเขาก็ยากจะเอาผิดนางได้ คงลำพองใจว่าตระกูลหงได้รับความโปรดปรานจากโอรสสวรรค์ แต่ความโปรดปรานหรือจะยั้งยืน
สิ่งที่แน่นอนคืออำนาจและความมั่นคงของตัวเองในวังหลวงแห่งนี้ต่างหากที่สามารถเป็นเกราะป้องกันและโจมตีผู้ปองร้ายได้ ทำตัวเป็นไม้ใหญ่ไปรั้นแต่จะโค่นล้มเสียเปล่าๆ สู่ไหวเอนเป็นต้นไผ่ไปตามกระแสอำนาจย่อมปลอดภัยกับตนถึงจะดีที่สุด
“ระวังปากของเจ้าเอาไว้ให้ดี เจ้าเป็นเพียงพระสนมหาใช่คุณหนูใหญ่ตระกูลหง ที่นี่คือวังหลวงหาใช่จวนตระกูลหงของเจ้าไม่ ที่นี่มีกฎเกณฑ์ที่เจ้าควรปฏิบัติ หากละเมิดก็ต้องรับโทษทัณฑ์ ไม่มีใครหน้าไหนสะเออะมารับโทษแทนเจ้าที่ก่อเรื่องเอง อย่าคิดว่าที่นี่จะมีบิดามารดาของเจ้าคอยปกปิดเรื่องที่เจ้าทำผิด เจียมตัวเอาไว้ด้วย หงเต๋อเฟย!”
หยางฮองเฮากล่าวเสียงทรงอำนาจ หมุนตัวเดินออกจากตำหนักเต๋อเฟยไประคนรังเกียจสถานที่อัปมงคลแห่งนี้ เพียงพ้นแผ่นหลังบอบบางของนางหงส์ไม่กี่ก้าว เสียงกรีดร้องไม่ยินยอมพร้อมเสียงข้าวของแตกกระจายดังไล่หลังขึ้นมาติดๆ นางทำเพียงถอนหายใจเหนื่อยหน่ายกับสตรีในวังหลังเสียเหลือเกิน
หญิงสาวซึ่งอายุไม่สาวแล้วนั้นลูบศีรษะเด็กหญิงตัวน้อยที่ร้องไห้เสียงเงียบจนผล็อยหลับไปเพราะหมดแรง เสิ่นกูกูเห็นเช่นนั้นจึงมีแววตาอ่อนลงและรู้สึกสงสารองค์หญิงน้อยยิ่งนัก
“หากไปช้ากว่านี้ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรนะเพคะ”
“ใช่…ข้าระแคะระคายมาตั้งนานเรื่ององค์หญิงเก้าประชวรบ่อยๆ ข้าเห็นว่าฝ่าบาทเสด็จไปที่ตำหนักเต๋อเฟยบ่อยปานนั้น กลับไม่เคยกล่าวถึงพระธิดาองค์นี้เลย ไม่รู้ว่าได้เจอหรือไม่ หรือไปเห็นแค่ตอนนางป่วยแล้วห่มผ้าอยู่กันแน่”
“นางร้ายกาจขนาดปิดพระเนตรจนมาถึงเดี๋ยวนี้ หากไม่ถูกจับได้จนดิ้นไม่หลุด นางคงมีข้ออ้างหรือให้หมอหลวงสักคนสร้างหลักฐานเท็จเรื่ององค์หญิงทรงประชวรแน่นอนเพคะ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” หยางฮองเฮานัยน์ตาอับแสงลงเรื่อยๆ มองเด็กน้อยในอ้อมกอด ซึ่งยามนี้ฉู่จิวอิงเป็นองค์หญิงคนสุดท้องของราชวงศ์
หากถามว่ามีพระสนมอื่นตั้งครรภ์ยามนี้หรือไม่ แน่นอนย่อมมี เพียงแต่ครรภ์พวกนางจะอยู่รอดปลอดภัยจนเด็กได้ลืมตาดูโลกหรือไม่นั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ชะตาฟ้าลิขิตแต่อย่างใด มันขึ้นอยู่กับการชิงดีชิงเด่นของเหล่าพระสนมในวังหลัง ให้กำเนิดพระโอรสอย่างน้อยก็ช่วยให้ฐานะของมารดามั่นคงระดับหนึ่ง หากได้พระธิดา…คงกลายเป็นมารดาไร้ค่าและรอวันถูกลืมเลือนเท่านั้น อย่างเช่นพระธิดาพระองค์นี้ที่ไม่มีใครแลเหลียวหรือให้ความสำคัญ นอกจากถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียกร้องความสนใจจากโอรสสวรรค์ ยิ่งกับพระธิดาที่มารดาเสียตอนคลอด แล้วถูกผู้อื่นนำไปชุบเลี้ยงเป็นเพียงสิ่งของต่อรองหาใช่มนุษย์คนหนึ่ง เหมือนนางไม่มีชีวิตจิตใจช่างเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเหลือคณา
พระธิดามีประโยชน์แค่นี้…
กับหยางฮองเฮานั้นไม่ใช่ จะเป็นพระโอรสหรือพระธิดาก็ช่าง อย่างไรเด็กก็ยังเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์เท่านั้น จะถูกหล่อหลอมขึ้นมาเช่นไรขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยากดูท่าไม่เกินความจริงสำหรับเรื่องนี้ หากปล่อยให้องค์หญิงน้อยอยู่กับหงเต๋อเฟยต่อไป ไม่รู้เลยว่าโตมาจะกลายเป็นคนบิดเบี้ยวหรือไม่
นางพยายามยื่นมือไปหาองค์หญิงเก้าให้มาอยู่ในความปกครองของตัวเองอย่างสุดความสามารถ ต่อให้มีตำแหน่งเป็นมารดาของแผ่นดิน นางยังต้องรักษากฎระเบียบและความขลังของมันเอาไว้ นางต้องไม่ละเมิดกฎเอง ด้วยพระโอรสพระธิดาที่ต้องสูญเสียมารดาไป ไม่ว่าจะด้วยตกเลือดก็ดีหรือถูกวางยาให้มีอันเป็นไปก็ช่าง หากพระโอรสหรือพระธิดาคนใดได้พระสนมที่สามารถดูแลได้ดีก็แล้วไปเถิด จะเสี้ยมสอนอย่างไรก็เป็นเรื่องของพวกนาง
ทว่าหากเอาเด็กมาเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์หรือใช้เพื่อขอความสงสารเห็นใจอย่างต่ำทราม หยางฮองเฮาไม่ลังเลที่จะหาช่องโหว่แทรกแสร้งและจัดการลงโทษ ถึงอย่างนั้นหงเต๋อเฟยเป็นพระสนมขั้นเฟยชั้นสอง อย่างไรก็ต้องไว้หน้าฝ่าบาทอยู่ไม่น้อย ตระกูลของนางมีอิทธิพลไม่ด้อยไปกว่าตระกูลหยาง ฉะนั้นนี่เป็นการสร้างจุดแตกร้าวเล็กๆ เริ่มต้นจากให้หญิงชั่วคนนั้นทำร้ายเลือดเนื้อเชื้อไขของโอรสสวรรค์ก่อน ดูสิว่าระหว่างขุนนางผู้หนุนนำบัลลังก์กับบุตรในสายโลหิต ใครจะสำคัญ…
เชื่อว่าฝ่าบาทคงเลือกอย่างแรกมากกว่า ฉะนั้นนางหงส์ต้องรีบนำลูกหงส์ตัวนี้มาเลี้ยงดูอุ้มชูเอง แล้วมาดูกันว่าลูกหงส์ที่นางเลี้ยงดูจะเติบใหญ่อย่างไร ในเมื่อนางมีพระโอรสสองพระองค์กับพระธิดาอีกหนึ่งพระองค์เป็นพี่ชายพี่สาวให้เด็กคนนี้ เด็กคนนี้ไม่มีใครหนุนหลังหรือปกป้อง หยางฮองเฮาจะกางปีกปกป้ององค์หญิงน้อยผู้นี้เอง ให้มันรู้กันไปว่าตระกูลหงคิดเหิมเกริมท้าทายอำนาจของนาง ดูสิว่าพันธมิตรอย่างถังเสียนเฟยกับจางซูเฟยที่นางสู้อุตส่าห์ผูกมิตรและเห็นความน่าเบื่อหน่ายในวังหลังมาเนิ่นนานจะสามารถทำอะไรหงเต๋อเฟยที่ชอบทำตัวบอบบางได้บ้าง
“อื้อ…”
เสียงครางขององค์หญิงเก้าฉู่จิวอิงฉุดให้หยางฮองเฮาออกจากภวังค์ พระนางก้มมองดูเจ้าก้อนแป้งเนื้อตัวไม่ค่อยนุ่มนิ่มสมวัยกำลังหลับขมวดคิ้วคล้ายเจ็บปวดอยู่ในที
“เสิ่นกูกู พอถึงตำหนักแล้วเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการขององค์หญิงที แล้วจัดเตรียมแม่นมรวมถึงนางกำนัลกับขันทีให้เด็กคนนี้ด้วย”
“เพคะ”
“คนของเราเท่านั้น ใครที่พยายามเสนอตัวขันอาสาข้าไม่ต้องการ”
“หม่อมฉันจะรีบจัดการให้โดยเร็วเพคะ”
พูดคุยกับไรท์ได้ที่
เพจ Leticia อู่เฟิงฮวา-吴风华
ทวิตเตอร์ หัวไชโป๊
>>>ยังไม่ได้ตรวจคำผิดหรือเรียบเรียงเนื้อเรื่องนะคะ<<<
บทที่ 1 หยางฮองเฮาผู้เมตตา
บทที่ 1
หยางฮองเฮาผู้เมตตา
ช่วงสี่ห้าวันที่ผ่านมาฉู่จิวอิงไข้ขึ้นสูงจากแผลไม้เรียว ไม่มีทีท่าว่าพิษไข้จะลดทอนแม้แต่น้อย แม่นม ขันทีและนางกำนัลซึ่งถูกคัดเลือกให้ดูแลองค์หญิงน้อยต้องคอยวิ่งวุ่นเปลี่ยนน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัว มีหมอหลวงและผู้ช่วยหมอหลวงหญิงคอยป้อนโอสถในยามเด็กน้อยไม่รู้สึกตัว ทุกครั้งให้นางดื่มโอสถทีไรมีแต่อาเจียนออกมาจนใบหน้าเล็กซูบผอมหน้าดำหน้าแดงด้วยความทรมาน
“มา…เดี๋ยวข้าป้อนยาให้องค์หญิงเอง”
หยางฮองเฮาไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ไข้ของเด็กน้อยไม่มีทางลดลงแน่ หมอหลวงและผู้ช่วยจึงต้องถอยให้นางหงส์นั่งลงบนตั่งนอนขององค์หญิงเก้า เสิ่นกูกูหันไปรับถ้วยยาใบใหม่จากผู้ช่วยหมอยื่นส่งให้อย่างรู้หน้าที่
“เด็กดี ดื่มยาหน่อยเถิด”
เสียงหวานปลอบโยนเด็กน้อยซึ่งถูกจัดแจงให้นอนอยู่ในอ้อมกอดของมารดาแผ่นดินอย่างทะนุถนอม เด็กหญิงซึ่งตัวร้อนเป็นไฟซ้ำมีอาการปวดหัวอย่างหนักครางเสียงแผ่วคล้ายละเมอ
“แม่…”
“…”
“อึก…”
หยางฮองเฮาเม้มปากแน่น ทั้งที่องค์หญิงเก้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตามารดาบังเกิดเกล้าของตัวเอง แต่กลับร้องเรียกอย่างโหยหา ทำให้พระนางมีนัยน์ตาแดงก่ำจากความสะเทือนใจ
“แม่…”
“แม่อยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรแล้วนะ คนเก่งของแม่ดื่มยาจะได้ไม่ปวดหัว”
“อือ…” เด็กวัยสี่หนาวครางรับอย่างไร้เรียวแรง ยามขอบถ้วยยาแตะปากจิ้มลิ้ม พร้อมกลิ่นฉุนทำให้ใบหน้าดวงน้อยยับยุ่งยิ่ง
“เด็กดีดื่มยาแล้วเจ้าจะได้หายไวๆ”
เสียงของหยางฮองเฮาราวน้ำทิพย์ปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำขององค์หญิงน้อย เด็กน้อยเม้มปากแน่น หน้าตาเหยเกจากกลิ่นเหม็นของยายอมเป็นเด็กดีตามคำชมที่นางไม่เคยได้รับ เผยอปากดื่มยาทีละนิด ส่งเสียงครางดุจลูกแมวน้อยงอแงทั้งที่ไม่ลืมตา
“ขม…”
“คนเก่งอีกนิด ฝืนใจหน่อยเถิด เจ้าจะได้หายไวๆ”
“งือ…” ถึงเด็กน้อยจะงอแงเพราะพิษไข้ แต่ก็เชื่อฟังเสียงหวานอย่างดี ไม่ได้มีอาการอาเจียนเหมือนอย่างที่หมอหลวงกับผู้ช่วยหมอหญิงพยายามให้เด็กน้อยดื่มยา
ในที่สุดของเหลวสีขุ่นคลั่กพลันหมดถ้วย หยางฮองเฮารีบเอาก้อนน้ำตาลป้อนเข้าปากและซับเช็ดคราบยาให้อย่างนุ่มนวล พอจะวางองค์หญิงเก้าให้นอนพักผ่อนลงดีๆ กลับถูกเด็กตัวน้อยกอดเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ราวกับพระนางเป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวในยามนี้ เป็นคนที่มอบความรู้สึกปลอดภัยและความอบอุ่นที่นางโหยหามานาน ไม่อาจจะปล่อยให้ความอบอุ่นนี้หลุดมือไปอย่างเด็ดขาด
“ฮองเฮาเพคะ”
“วันนี้ข้าจะนอนกับองค์หญิงเก้าที่นี่”
“แต่ว่าพระองค์อาจประชวรได้นะเพคะ”
เสิ่นกูกูกล่าวอย่างกังวล ยังช้าเกินไปเพราะนางหงส์แทรกตัวเองอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกับเจ้าตัวเล็ก มือเรียวก็ตบอกน้อยๆ กล่อมให้คนป่วยนอนหลับพักผ่อนอย่างสงบโดยไม่สนคำทัดทานใด สตรีผู้สูงวัยจำต้องปล่อยให้นางหงส์ทำตามใจตัวเอง โชคดีเรือนภายในตำหนักคุนหนิงซึ่งจัดเตรียมไว้ให้องค์หญิงเก้าพักอาศัยไม่ได้คับแคบประการใด กอปรกับเตียงใหญ่พอให้นอนได้ถึงสามสี่คน สิ่งที่เหลือคือต้องใช้เครื่องห่มผืนใหญ่กว่านี้เพราะมีหญิงสาวนอนกับลูกเลี้ยงคนใหม่อย่างเอาแต่ใจ
หยางฮองเฮายกเลิกพบปะนางสนมช่วงเช้าไปสักพัก กลับเรียกพบองค์ชายใหญ่ องค์ชายสามและองค์หญิงห้าซึ่งเป็นพระโอรสพระธิดาของตนพบเป็นการส่วนตัว ยามบุตรมังกรทั้งสองและลูกหงส์เพียงหนึ่งมาถึงก็ทำความเคารพพระมารดาอย่างนอบน้อมก่อนเจ้าของตำหนักจะเอ่ยเรื่องสำคัญให้สามพี่น้องรับรู้เอาไว้
“หยางหลง ลู่เทียน หนิงอัน นับจากนี้ไปพวกเจ้าจะมีน้องสาวเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ช่วยกันดูแลแล้วก็ปกป้องน้องเล็กของพวกเจ้าด้วย”
องค์ชายทั้งสองมีสีหน้าประหลาดใจ กำลังสงสัยว่าเสด็จแม่ของพวกเขาตั้งครรภ์มีน้องตั้งแต่เมื่อไรกัน หรือเพราะพวกเขามัวแต่เรียนมัวแต่ฝึกวรยุทธจนไม่รับรู้อะไรเลยกันแน่ แต่มันไม่น่าจะใช่ ขณะเดียวกันองค์หญิงหนิงอันที่กำลังจะกลายเป็นพี่หญิงใหญ่ให้กับน้องน้อย จะไม่ได้เป็นน้องน้อยของพวกพี่ๆ แล้ว นางไม่ได้รู้สึกว่ากำลังจะถูกพรากตำแหน่งสำคัญ กลับกำลังดีใจและตื่นเต้นอย่างมากที่จะมีน้องเป็นของตัวเอง ซ้ำเป็นน้องสาวเสียด้วย ถึงจะมีน้องสาวน้องชายก็เถอะ แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นบุตรธิดาจากสนมนางอื่นไม่ใช่พวกหวังดีอะไร
“เสด็จแม่ แล้วน้องสาวของลูกตอนนี้อยู่ไหนหรือเพคะ?”
“องค์หญิงสำรวมกิริยาด้วยเพคะ”
องค์หญิงหนิงอันหน้าบูดบึ้งขึ้นมาทันทีที่ถูกเสิ่นกูกูตำหนิ แต่ไม่ได้เคืองขุ่นอะไรมากนัก เพราะนางโดนเป็นประจำอยู่แล้ว “ขออภัยด้วยเพคะเสด็จแม่”
“ไม่เป็นไร ตอนนี้น้องของเจ้าป่วยอยู่ รอให้หายก่อนเดี๋ยวแม่พาพวกเจ้าไปพบกับน้องเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่แม่อยากบอกให้รู้เกี่ยวกับน้องสาวผู้นี้ รู้แล้วอย่าไปทำอะไรให้ใครลำบากใจ บางเรื่องเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ปล่อยให้แม่เป็นคนจัดการเอง สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำคือดูแลน้อง สั่งสอนเรื่องที่เหมาะสมและปกป้องน้อง เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”
องค์ชายหยางหลง องค์ชายลู่เทียนและองค์หญิงหนิงอันรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ หลังจากนั้นหยางฮองเฮาก็เล่าเกี่ยวกับองค์หญิงเก้าจิวอิงให้บุตรทั้งสามรับรู้ ตอนแรกพวกเขาก็เฉยๆ พอรู้ว่าเป็นพระธิดาที่เกิดจากนางสนมตำแหน่งกุ้ยผิน แต่หลังจากนั้นแววเนตรของพวกเขาเริ่มแข็งกร้าวและกำหมัดแน่น ยิ่งรับรู้ว่าน้องคนเล็กสุดในยามนี้ต้องเจออะไรมาบ้างและถูกใช้เป็นเครื่องมือราวกับไม่ใช่มนุษย์ พวกเขายิ่งมีโทสะแทบอยากพุ่งไปจัดการคนที่ลงมือกับเด็กตัวเล็กๆ
ความจริงพวกเขาไม่เคยรู้ถึงตัวตนขององค์หญิงเก้าแม้แต่น้อย ปกติเมื่อองค์ชายองค์หญิงย่างเข้าสู่วัยสี่หนาวจะเริ่มเตรียมตัวเรียนกันแล้ว อีกทั้งอาจารย์ที่มีหน้าที่สั่งสอนความรู้ให้แก่องค์ชายองค์หญิงในวัยสี่หนาวถึงหกหนาวมักเอ่ยถึงลูกศิษย์ในทางติชมหรือไม่ก็อ่อนอกอ่อนใจกันไป ไม่เคยเอ่ยถึงองค์หญิงเก้าใดๆ ทั้งนั้น นั่นเท่ากับว่าเด็กคนนี้ไม่เคยมีตัวตนทั้งในห้องเรียน การพบปะกันระหว่างองค์ชายองค์หญิงในวัยไล่เลี่ยกัน หรือปรากฏตัวพักผ่อนในสวนหรือตำหนักที่ตัวเองพักอาศัย นางไม่ได้รับสิทธิ์ที่ควรจะได้รับในฐานะองค์หญิงตั้งแต่นางอายุเข้าย่างสี่ขวบจนตอนนี้ นี่มัน…
“โหดร้าย…หงเต๋อเฟยผู้นั้น!”
“อันอันสงบสติอารมณ์ของตัวเองก่อน แม่บอกแล้วอย่างไรว่าปล่อยเรื่องนี้ให้แม่จัดการเอง เจ้าเป็นองค์หญิงใหญ่ก็จริง แต่ต้องมีสติเข้าใจหรือไม่?”
“สะ…เสด็จแม่…”
“ถึงจะเป็นพระธิดาของฮองเฮา แต่เจ้าต้องอยู่ในขอบเขตของกฎระเบียบไปก่อน ถ้าเจ้าถูกแต่งตั้งเป็นกู้หลุนกงจู่[1]ก็ว่าไปอย่าง แม่จะไม่ห้ามเจ้าเลย”
“เข้าใจแล้วเพคะ”
องค์หญิงหนิงอันเข้าใจความหมายของพระมารดาดี ถึงจะเป็นองค์หญิงใหญ่แต่ก็มีอำนาจเทียบเท่าองค์หญิงพระองค์อื่น ต่อให้เป็นองค์หญิงในฮองเฮาก็ยังไม่มีอำนาจมากพอที่จะสั่งลงโทษใครโดยไม่ระมัดระวัง ซ้ำเวลาทำอะไรต้องคิดถึงด้วยว่าการกระทำและความเอาแต่ใจของตัวเองจะทำให้พระมารดาเดือดร้อนหรือไม่ ช่างเป็นเรื่องยุ่งยากและวุ่นวาย ไหนต้องอดทนและวางตัวเป็นองค์หญิงแบบอย่างที่เหมาะสมไม่ทำให้พระมารดาต้องเสื่อมเสีย
ใครว่าเป็นองค์หญิงแล้วจะสุขสบายหรือมีความสุข นางแทบอยากกู่ร้องว่าการออกจากกำแพงสูงใหญ่แต่ละครั้งต้องขอพระราชทานอนุญาตจากพระบิดา ต้องมีขบวนคนติดตามและองครักษ์คอยประกบติด ไม่ว่าจะแอบไปอย่างสามัญชนหรือไปอย่างทางการ อย่างไรคนติดตามก็เยอะอยู่ดี ไม่สามารถกระทำสิ่งใดอย่างใจปรารถนานึก คิดด้วยซ้ำว่าอยากมีอิสระไม่ต้องอยู่ในกฎระเบียบหรือต้องคำนึงถึงหน้าตาผลประโยชน์ของราชวงศ์
“ช่วงนี้พวกเจ้านิ่งเฉยไว้ก่อน เกิดอะไรขึ้นก็เฉยๆ เอาไว้ อย่าเก็บคำพูดของผู้อื่นมาใส่ใจให้มาก เรื่องไหนที่เจ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจก็มาถามแม่ เพราะเราไม่รู้ว่าผู้อื่นเขาแต่งเรื่องอะไรให้น้องสาวของพวกเจ้าเสียหายมากกว่านี้หรือไม่ แต่ก็…”
“เสด็จแม่ ใครพูดจาวาร้ายเชื้อพระวงศ์โดยไม่มีมูลความจริง ลูกจะเป็นคนกันตัวพวกเขาเอาไว้เป็นพยาน โดยคนพวกนั้นไม่สามารถทำอะไรได้เองพ่ะย่ะค่ะ คนภายในตำหนักหายไปสักคนสองคน พระสนมเหล่านั้นย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว” องค์ชายหยางหลงขันอาสารับผิดชอบเรื่องนี้เอง
“แต่เพื่อไม่ให้พยานถูกใส่ร้ายว่าเป็นพยานเท็จหรือถูกขู่ให้เอ่ยออกมา ลูกคิดว่าควรหาคนของเสด็จพ่อสักคนมาช่วยยืนยันว่าเราไม่ได้บังคับพวกเขาให้ใส่ร้ายบรรดาพระสนม น่าจะปลอดภัยและรับประกันว่าเสด็จแม่ไม่ได้ทำเกินหน้าที่ ซ้ำเป็นการปกป้องเชื้อพระวงศ์ด้วย” องค์ชายลู่เทียนเสนอความคิดเห็น
“เสด็จแม่ มีคนคนหนึ่งสามารถเป็นพยานรับรองให้กับพยานที่เรากันออกมาได้เพคะ คนคนนี้ทำงานแค่ภายใต้คำสั่งเท่านั้น นอกเหนือจากนี้หากไม่ใช่เรื่องที่เสด็จพ่อรับสั่งเขาก็ไม่ปริปากบอก น่าจะสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ให้กับเราได้เพคะ” ทางองค์หญิงรีบเสนอถึงผู้ที่ช่วยในเรื่องนี้ได้ทันที
ทุกคนต่างพากันมององค์หญิงหนิงอันอย่างสงสัยใคร่รู้ จนกระทั่งผู้ที่อีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่นแล้วพลันเอ่ยออกมา
“หลัวกงกงเพคะ”
“จริงด้วย”
เหมือนทุกคนเพิ่งคิดออกว่ากงกงอาวุโสคนนี้มีหน้าที่ควบคุมดูแลขันทีในวังหลัง เป็นหัวหน้าขันทีอาวุโสก็จริง แต่ไม่ค่อยชอบข่าวลือหรือยุ่งยากกับเรื่องแก่งแย่งของพระสนม จะยุ่งด้วยก็ต่อเมื่อคนใต้อาณัติมีความผิดหรือถูกร้องเรียน กงกงผู้นี้เคยถึงขั้นบุกตำหนักพระสนมนางหนึ่งเพื่อเอาตัวขันทีคนสนิทของพระสนมผู้นั้นมาลงโทษอย่างไม่ไว้หน้า ต่อให้ถูกชี้หน้าว่าเขาเป็นเพียงขี้ข้าหาใช่มีอำนาจมาจับกุมขันทีภายในตำหนักไปลงโทษได้ หลัวกงกงจึงฟาดกลับด้วยกฎระเบียบและสิ่งที่ขันทีควรกระทำ ต่อให้พระสนมอยากปกป้องคนของตัวเอง กฎก็ว่าไปตามกฎ พระสนมมีหน้าที่เพียงผลิตทายาทให้โอรสสวรรค์เท่านั้น จะมาละเมิดกฎของขันทีได้อย่างไร ขันทีทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ อยากเรียกร้องความยุติธรรมให้ขันทีตัวเองก็จงไปฟ้องฝ่าบาทสิ ถึงวันนั้นหลัวกงกงค่อยพิจารณาตัวเองว่ายังเหมาะสมเป็นหัวหน้าขันทีหรือไม่ เพราะเขาเองก็มิใช่ไม่มีคนหนุนหลัง ในเมื่อคนเบื้องหลังก็คือฮ่องเต้เอง
นั่นคือวีรกรรมอันสะเทือนเลื่อนลั่นของหลัวกงกง ทำให้รู้ว่าไม่ว่าขันทีหรือนางกำนัลจะไปรับใช้อยู่ในตำหนักใดก็ตาม เมื่อขันทีหรือนางกำนัลผู้นั้นกระทำความผิด จะถูกหัวหน้าขันทีหรือหัวหน้านางกำนัลลากไปจัดการโดยไม่ต้องแจ้งความผิดของผู้กระทำให้เจ้านายรู้ เดี๋ยวฮองเฮาก็มาจัดการแจกแจงความผิดให้พระสนมผู้ปกครองบ่าวคนนั้นรับรู้เอง ส่วนใหญ่หากขันทีหรือนางกำนัลทำผิด หมายความว่าพระสนมผู้นั้นกระทำความผิดบางประการโดยให้คนใต้อาณัติเคลื่อนไหวแทนตัวเอง
จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรว่าทำไมหยางฮองเฮาไม่ค่อยเปลืองแรงเกี่ยวกับการจัดการพระสนม แม้เป็นผู้ปกครองวังหลังก็ต้องเคารพกฎระเบียบของแต่ละฝ่ายด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น
“แม่ลืมไปเสียสนิทเลย”
“ช่วงนี้ไม่ค่อยมีขันทีหรือนางกำนัลก่อเรื่อง คงเกรงหัวหน้าขันทีกับหัวหน้านางกำนัลไม่น้อย ถ้าจับไม่ได้จะๆ เหมือนที่เสด็จแม่ไปเห็นหงเต๋อเฟยทำกับน้องเก้าคงไม่มีประโยชน์เพคะ คนทำผิดอย่างไรก็ต้องหลบเลี่ยงสายตา ยิ่งรู้ว่าทำผิดแล้วต้องโดนอย่างไรพวกนางยิ่งระมัดระวังตัว ยิ่งกระทำในตำหนักของตัวเองย่อมไม่มีใครวิ่งโร่มาแจ้งเรื่องแน่นอน เพราะถูกเจ้าของตำหนักข่มขู่”
“นั่นสิ อีกอย่างตอนแม่ไปรับน้องมา มีแค่คนของแม่กับคนของนางเท่านั้น เช่นนั้นก่อนอื่นต้องกันตัวพยานผู้ใส่ความน้องเก้าของเจ้าก่อน แล้วให้พวกเขารับสารภาพที่สร้างข่าวลือเสียหายโดยมีหลัวกงกงเป็นพยานซึ่งเป็นคนของฝ่าบาท”
“แล้วเรื่องของหงเต๋อเฟยล่ะพ่ะย่ะค่ะ?” องค์ชายลู่เทียนแย้งขึ้นมาทันที จะจัดการกับข่าวลือหรือผู้ลบลู่เชื้อพระวงศ์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่กับผู้ก่อเรื่องทำร้ายทายาทราชวงศ์ไม่อาจปล่อยผ่านได้
“เรื่องนั้นตอนนี้แม่สั่งกักบริเวณนางไว้แล้ว อีกทั้งคนของนางไม่สามารถเข้าออกตำหนักของตัวเองได้ จะมีเพียงนางกำนัลรับหน้าที่ส่งอาหารไปให้เท่านั้น”
“แล้วถ้านางกำนัลที่ส่งอาหารให้นางถูกซื้อตัวเพื่อให้ช่วยขอความช่วยเหลือจากตระกูลหงเล่าพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายหยางหลงยังมีความระแวงไม่เชื่อมั่นพวกขันทีหรือนางกำนัล แค่มีของล้ำค่าหรือมีวาทศิลป์ก็ซื้อใจพวกโลภมากได้แล้ว
“องค์ชายใหญ่ลืมไปแล้วหรือว่าแม่เป็นใคร?”
“อา…” เจอน้ำเสียงเย็นชาอาบยาพิษแบบนี้ บุตรทั้งสามแทบลืมไปเลยว่าพระมารดาเป็นคนรอบคอบมากแค่ไหน
“ถึงแม่มีอำนาจเป็นรองแค่ฝ่าบาท แต่แม่ก็รู้ขอบเขตของตัวเองดี เรื่องนางกำนัลส่งอาหาร…แม่คิดว่าแม่จะเปิดทางสะดวกให้นางขอความช่วยเหลือจากตระกูลหง จะได้ดึงมาจัดการทั้งตระกูล”
[1] กู้หลุนกงจู่ (固倫公主) เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่ 1 มีบรรดาศักดิ์เทียบเท่าชินอ๋อง ภายหลังผู้ที่อยู่ตำแหน่งนี้อาจจะเป็นองค์หญิงที่จักรพรรดิทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ หรือพระธิดาบุญธรรมในจักรพรรดิก็ได้
พูดคุยกับไรท์ได้ที่
เพจ Leticia อู่เฟิงฮวา-吴风华
ทวิตเตอร์ หัวไชโป๊
>>>ยังไม่ได้ตรวจคำผิดหรือเรียบเรียงเนื้อเรื่องนะคะ<<<
บทที่ 2 อาหารดีๆ มื้อแรกของอิงอิง
บทที่ 2
อาหารดีๆ มื้อแรกของอิงอิง
หลังจากพูดคุยกัน พระโอรสและพระธิดาทั้งสามแทบอยากร่ำไห้ที่ไปสบประมาทพระมารดา ถึงมันเป็นความไม่ได้ตั้งใจเพราะพวกเขาหวาดระแวงว่าจะเกิดผลลัพธ์ไม่คาดฝัน หากไม่ระมัดระวังไว้ให้ดี นี่พวกเขาลืมไปได้อย่างไรว่าพระมารดาทำอะไรมักรัดกุมเสมอ
ทั้งสามถูกพามาเยี่ยมองค์หญิงเก้าจิวอิง พอเด็กน้อยฟื้นขึ้นมาแล้วเจอคนแปลกหน้ามากมายแทบซุกตัวเป็นก้อนกลมๆ ไปกับผ้าห่มผืนหนาอยู่ตรงมุมมืดเงียบๆ ใครเรียกให้ออกไปกินอาหารหรือดื่มยาก็ไม่ยอมโดยดี พอจะถูกจับออกมามีอันต้องถอยห่างกันหลายก้าวเพราะเด็กหญิงน้ำตาคลอเบ้าตัวสั่นหวาดกลัวไปหมด ด้วยเจ้าตัวน้อยไม่เคยออกจากห้องแคบๆ สี่เหลี่ยมมาก่อน ไม่เคยเห็นคนมากมาย และไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดีในฐานะองค์หญิง มันทำให้มีภาพทุบตีและออกคำสั่งตามมาหลอกหลอนอยู่ในภาพจำของนาง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ถะ…ถวายพระพรฮองเฮา คือองค์หญิงเก้าไม่ยอมเสวยอะไรตั้งแต่ทรงตื่นบรรทมเลยเพคะ พอจะพาออกมาเช็ดพระพักตร์ก็ไม่ยอมให้ใครจับ ตัวสั่นกันแสงอยู่ในผ้าห่มเช่นนี้มาได้สักพักแล้วเพคะ หม่อมฉันไร้ความสามารถ ขอทรงลงโทษด้วยเพคะ”
แม่นมหมอบกราบอย่างจนปัญญา จะทำอะไรรุนแรงกับองค์หญิงเก้าก็ไม่ได้ ด้วยร่างกายบอบบางและเต็มไปด้วยบาดแผลเช่นนั้น นางซึ่งเป็นแม่นมให้บรรดาองค์ชายองค์หญิงมาหลายปี เห็นแบบนี้อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ไหว เกรงว่าหากนางฝืนใจองค์หญิงน้อยขึ้นมา เด็กคนนี้อาจแตกร้าวยากจะประสานให้กลับมาเหมือนเดิม
“เช่นนั้นท่านถอยไปก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
“เพคะ”
คราวนี้หยางฮองเฮาเป็นผู้ก้าวเข้ามาทรุดนั่งลงบนตั่งเตียงนอน มองก้อนผ้ากลมๆ ที่มีดวงหน้าน่ารักแต่ทรุดโทรมเพราะไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีอย่างอ่อนใจ เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ มองสตรีผู้นั่งอยู่บนเตียงคนใหม่ด้วยความระแวดระวัง ทว่ากลิ่นหอมและความรู้สึกรวมทั้งภาพที่สตรีผู้นี้ยืนเบื้องหน้าปกป้องนางจากไม้เรียวยังคงเด่นชัดในความทรงจำ
“ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะ รู้ไหมว่าถ้าเจ้าไม่กินข้าวไม่กินยาเจ้าจะไม่หายป่วยนะ”
“…” จิวอิงมองหยางฮองเฮาอย่างไม่วางใจ
เวลาหงเต๋อเฟยอยากให้นางทำอะไรสักอย่างมักเอ่ยวาจาอ่อนหวานเช่นนี้เสมอ พอสำเร็จตามเป้าประสงค์เด็กน้อยจะถูกพามาขังไว้ที่ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ไร้ซึ่งของตกแต่งหรือเตียงนอนใดๆ ให้เป็นที่ซุกหัวนอนยามอยู่ในห้องนั้น พอนางอารมณ์เสียก็จะฉุดกระชากเด็กน้อยให้ไปทำงานซักล้างกับนางกำนัลคนอื่นๆ หรือไม่ก็ถูกทุบตีหรือถูกกลั่นแกล้งเสมอ นางแทบไม่รู้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายนอกจากที่เคยพบเจอ ดังนั้นยามเจอคนแปลกหน้าไม่ได้ทำให้เด็กหญิงถึงกับวางใจในทีเดียว
ผู้ใหญ่เชื่อใจไม่ได้…
“หากเจ้ายังป่วยต่อไป สงสัยข้าต้องนอนเป็นเพื่อนเจ้าอีกหลายคืนเลยทีเดียว”
“นะ…นอน…กับข้า…หรือ?” เด็กน้อยเริ่มครางรับอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางนอนกับสตรีผู้งดงามคนนี้จริงๆ หรือ
ยามเจ้าตัวน้อยมองคนอื่นๆ เห็นทุกคนต่างพยักหน้ายืนยันว่าสิ่งที่หยางฮองเฮาเอ่ยเป็นความจริง
“องค์หญิง เมื่อคืนฮองเฮานอนเฝ้าท่านทั้งคืนโดยไม่กลัวติดไข้จากท่านเลยนะเพคะ”
พอมีคนเรียกนางว่า ‘องค์หญิง’ จิวอิงพลันสะดุ้งเฮือกหวาดกลัว เสียงกรีดร้องบอกว่านางหาใช่องค์หญิงย้ำเตือนเสมอจากหงเต๋อเฟยหลอกหลอนเด็กน้อยไม่เว้นช่วงเวลา จนบัดนี้นางหลับตาแน่นใบหน้าถอดสีอย่างผวาสั่น ปฏิเสธฐานะของตัวเองแทบหมอบกราบพื้น
“มะ…ไม่ใช่…ไม่ใช่องค์หญิง”
“องค์หญิง…”
“ไม่! เป็นองค์หญิงไม่ได้! ข้าไม่เป็นองค์หญิง ข้าเจ็บแล้ว! ฮึก…ฮือ…”
เด็กตัวน้อยกรีดร้องตื่นกลัว ร้องไห้ระงมกับคำต้องห้ามที่ทำให้นางมักถูกตีทุกครั้ง ฉู่จิวอิงเข้าใจว่าตัวเองเป็นบ่าวมาตลอด หากคิดเสมอเทียบเท่าเจ้านายทีไรมักถูกตบตี บางครั้งนางกำนัลที่เผลอเรียกนางว่าองค์หญิงจะถูกหงเต๋อเฟยจัดการ กลายเป็นภาพหวาดกลัวยากเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับไหว ได้แต่โทษตัวเองว่าเป็นตัวซวยที่เกิดมาแล้วทำให้คนไม่เกี่ยวข้องเจ็บตัว เป็นความหวาดกลัวที่ฝังลึกลงในจิตใจตั้งแต่หนูน้อยเริ่มจำความได้
“ฮืออออ…ไม่ใช่องค์หญิง…อย่าตีข้าเลย…”
ความสั่นผวาขององค์หญิงเก้าทำให้ใครหลายคนรู้สึกกรุ่นโกรธและเวทนาในโชคชะตาของเด็กคนนี้ในคราวเดียวกัน เด็กคนหนึ่งบิดเบี้ยวเจ็บช้ำและไม่กล้าสู้หน้าผู้คนกำลังร้องไห้ราวกับสัตว์บาดเจ็บที่ถูกทำร้ายยากลุกขึ้นยืนเพื่อหัดเดินไปข้างหน้าไหว
“อิงอิง ไม่มีใครทำร้ายเจ้า ไม่มีใครจะตีเจ้าเพราะเจ้าเป็นองค์หญิง ใจเย็นๆ”
“ฮองเฮา!”
หยางฮองเฮาพรวดพราดเข้าหาเด็กน้อยจนถูกคนตัวเล็กกว่าสะบัดปัดมือที่ห่วงใยทิ้งด้วยสติที่เตลิดไปแล้ว พอทุกคนขึ้นเสียงทำเอาจิวอิงสะดุ้งโหยงขวัญหนีดีฝ่อมากกว่าเดิม มองทุกคนอย่างตื่นกลัวและมองหลังมือที่มีรอยแดงเพราะปัดออกไปเต็มแรงโดยไม่ตั้งใจ พลันน้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร หรือต้องพูดอย่างไรไม่ให้พวกเขาโกรธนางดี นางกลายเป็นเด็กไม่ดีไปแล้ว
“ข้าไม่เป็นไร ถอยออกไป”
“ตะ…แต่…”
“ข้าบอกให้ถอยไป”
“พะ…เพคะ”
ทุกคนต่างถอยห่างออกไปหลังน้ำเสียงของหยางฮองเฮาเริ่มเต็มไปด้วยโทสะ
“ขะ…ขะ…ข้า…” เด็กหญิงน้ำตาอาบเต็มแก้มตอบ ยามสบตาหงส์ซึ่งเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและไม่มีแววว่าจะโกรธกับการกระทำไม่ดีของตน
“ไม่มีใครทำอะไรเจ้า”
“ฮึก…”
“ที่นี่ไม่มีใครทำร้ายเจ้า มีข้าอยู่จะไม่มีใครทำร้ายเจ้า”
“ฮึกๆ …”
“อยู่ที่นี่เจ้าจะปลอดภัย อยู่ที่นี่เจ้าจะมีพี่ชายพี่สาวคอยดูแล มีข้าเป็นมารดาคอยปกป้องเจ้า”
“มะ…แม่?” เด็กน้อยเงยหน้ามองหยางฮองเฮาทั้งน้ำตา
“ใช่ ข้าคือแม่ของเจ้า เจ้าคือลูกของข้า”
“…ขะ…ข้าเป็นเด็ก…กำพร้า…”
“เด็กดีอย่าเอ่ยเช่นนั้น เจ้าไม่ใช่เด็กกำพร้า ใครพูดจาไม่เป็นความจริงกับเจ้าอย่าเก็บเอามาใส่ใจ ตอนนี้เจ้ามีมารดาที่รักเจ้า มีพี่ๆ ที่รอพบเจ้าอยู่ ออกมากินข้าวกินยาเถิด จะได้หายไวๆ”
“…”
จิวอิงมองมือเรียวสวมปลอกนิ้วทองที่นิ้วก้อยซึ่งผายมาหาตรงหน้า เม้มปากแน่นด้วยความไม่เข้าใจและสับสน มองใบหน้าอันงดงามและมือขาวผ่องของหยางฮองเฮาสลับอยู่สักพัก น้ำตายังคงไหลรินไม่หยุด ไม่นานเด็กน้อยค่อยๆ เอาตัวเองออกจากผ้าห่ม คลานมาหาหยางฮองเฮาอย่างเชื่องช้า ยามมือเล็กแสนหยาบกร้านผิดวิสัยของเด็กวัยนี้วางลงบนมือเนียนนุ่ม
นางหงส์ไม่รอช้าดึงบุตรสาวเข้ามากอดและอุ้มขึ้น โดยไม่สนว่าร่างกายเล็กนี้กำลังหวาดผวาสั่นกลัวมากแค่ไหน แค่นัยน์ตาเจ็บปวดและเสียงกรีดร้องที่เล่าเรื่องราวอันเป็นบาดแผลเหวอะหวะก็สารภาพออกมาจนสิ้นแล้วว่าเด็กคนนี้เผชิญอะไรมาบ้าง ยิ่งทำให้นางเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองกับการกระทำไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ของหงเต๋อเฟยมากขึ้นทบทวี
“เดี๋ยววันนี้เรากินอาหารพร้อมกับพี่ๆ ของเจ้าด้วยกันนะ”
เด็กน้อยไม่ตอบอะไรพยักหน้าหงึกหงักเกยแก้มแบนๆ ของตัวเองกับบ่าเล็ก ปล่อยให้เสิ่นกูกูเช็ดน้ำตาและเช็ดหน้าให้โดยดี กอดหยางฮองเฮาไม่ปล่อยท่ามกลางสายตายินดีที่องค์หญิงเก้ายอมให้นางหงส์เข้าหาสำเร็จ
เมื่อหยางฮองเฮากับองค์หญิงเก้าปรากฏตัวอยู่หน้าห้องพัก พระนางเห็นบุตรชายบุตรสาวนัยน์ตาแดงก่ำนิ่งเงียบ ก็พอรู้แล้วว่าทั้งสามได้ยินและรับรู้แล้วว่าเกิดเรื่องราวเลวร้ายอะไรกับน้องน้อยของพวกเขา ยังดีที่พวกเขารู้จักระงับอารมณ์และจัดการตัวเองได้ดี ก่อนจะเขย่าให้เด็กน้อยหันมารู้จักกับพี่ๆ ของนาง
“อิงอิง พี่ชายพี่สาวรอเจ้าอยู่ด้วย เห็นไหม?”
จิวอิงค่อยๆ หันมาอีกทางและยังกอดยึดหยางฮองเฮาไว้แน่น ดวงตากลมใสรื่นน้ำและยังบวมแดงมองคนที่มารดาบอกว่าเป็นพี่ๆ ด้วยความระแวดระวังเล็กน้อย
“อิงอิง พี่ชายคนนี้เป็นพี่ใหญ่ของเจ้า ชื่อ ‘หยางหลง’ ถึงจะดูเงียบๆ เป็นครั้งคราว แต่พี่เขาใจดีมากเลยนะ”
องค์ชายหยางหลงยิ้มเป็นมิตรให้กับเด็กตัวน้อย ซึ่งดูไม่ออกเลยว่าเป็นเด็กสี่ขวบจริงๆ หรือไม่ พอทบทวนว่านางถูกดูแลมาอย่างไรก็ต้องทำใจว่านางไม่ได้ถูกดูแลดีมาตั้งแต่แรก หากบอกว่าเป็นเด็กสามขวบเขายังเชื่อเลย
“อิงอิง เอาไว้น้องหายป่วยเมื่อไร เดี๋ยวพี่พาไปขี่ม้ากลางทุ่งหญ้าด้วยกันนะ”
“พี่ใหญ่ น้องตัวเล็กนิดเดียวเอง ยังพาไปขี่ม้าไม่ได้หรอกนะ ต้องรอให้น้องแข็งแรงแล้วก็โตกว่านี้ด้วย” องค์ชายลู่เทียนรีบสะกิดทันที ไม่ทันไรพี่ชายก็เร่งทำคะแนนเสียแล้ว แบบนี้ขี้โกงชัดๆ
“พูดอะไรของเจ้า ข้ากับนางขี่ม้าตัวเดียวกันได้ แค่อุ้มน้องแล้วพาขี่ม้าเยาะๆ ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ทำน้องร่วงเหมือนที่เจ้าทำอันอันบาดเจ็บแน่”
โดนยอกย้อนเช่นนี้องค์ชายลู่เทียนเอ่ยอะไรไม่ออก ได้แต่หน้างอง้ำด้วยความไม่พอใจ จิวอิงมองสองพี่น้องเถียงกันไปมาตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาต้องทะเลาะกัน พอสบตากับพี่ชายที่เพิ่งแนะนำตัวรีบมุดหน้าหลบทันที
“ฮ่าๆๆ สงสัยอิงอิงไม่ชอบพี่ใหญ่แน่เลย”
คราวนี้องค์ชายลู่เทียนได้ทีหัวเราะเสียงดังลั่น เรียกให้เด็กตัวน้อยหันมองอีกครั้งอย่างสงสัย
“อย่าสนใจพี่รองเจ้านักเลย นั่นพี่รองของเจ้าชื่อ ‘ลู่เทียน’ เขาเป็นคนแบบนี้ แต่เป็นคนใจดีเหมือนพี่ใหญ่”
“ว่างๆ เดี๋ยวพี่รองจะพาเจ้าไปวาดรูปด้วยกันนะ”
องค์ชายลู่เทียนยืดอกอย่างภาคภูมิใจหลังพระมารดาแนะนำเขาให้น้องน้อยรู้จัก เด็กน้อยไม่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบรับมากนัก นอกจากผงกศีรษะจ้องมองเขาเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไร
“ส่วนคนนี้เป็นพี่สามของเจ้า นางชื่อ ‘หนิงอัน’ รู้หรือไม่ว่าพี่สาวคนนี้ดีใจมากเลยนะที่มีเจ้าเป็นน้อง”
“ยินดีที่ได้รู้จัก!” องค์หญิงหนิงอันกระตือรือร้นอย่างมาก แทบจะพุ่งมาอยู่ตรงหน้าของเด็กน้อย เล่นเอาจิวอิงผงะกอดมารดาเอาไว้แน่นไม่ทันตั้งตัว
“อันอันระวังหน่อย น้องยังกลัวคนอยู่”
“อะ…เพคะ ลูกลืมไปเลย ขออภัยด้วยเพคะ”
“พี่สาวเป็นคนร่าเริง ใจดีมากๆ ด้วยนะ” หยางฮองเฮายิ้มแย้มออกมาเมื่อบุตรชายบุตรสาวต้อนรับลูกคนเล็กเป็นอย่างดี “คนเก่งทักทายพี่ชายกับพี่สาวบ้างสิ อย่าให้พี่ชายกับพี่สาวทักทายเจ้าเก้อเลย”
ฉู่จิวอิงไม่เข้าใจว่าการทักทายที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เพราะไม่มีใครสอนสั่งและไม่ได้เรียนรู้อะไรเหมือนที่องค์หญิงพระองค์หนึ่งควรเรียนรู้ นางจึงค่อยๆ รื้อฟื้นจากสิ่งที่เห็นและคิดว่าน่าจะใช่ตามความเข้าใจของตัวเอง
“คะ…คารวะ…พี่ชาย…พี่สาว…”
พี่ชายพี่สาวทั้งสามเห็นน้องน้อยผงกศีรษะโดยไม่ยอมปล่อยพระมารดา พานให้พวกเขาอ่อนอกอ่อนใจกันถ้วนหน้า ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังจะถูกเจ้าตัวเล็กแย่งพระมารดาไปแต่อย่างใด กลับรู้สึกสงสารมากกว่า ทำเพียงยิ้มแย้มตอบรับคำทักทายซึ่งทำให้แก้มนวลขึ้นสีซับเลือดเล็กน้อย
“ไปกินอาหารกันเถิด น้องของพวกเจ้าจะได้ดื่มยาด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”
ฉู่จิวอิงนั่งอยู่บนตักของหยางฮองเฮาเงียบๆ มองนางกำนัลค่อยๆ ทยอยยกสำรับมาวางบนโต๊ะทีละอย่างสองอย่างจนเต็มโต๊ะอาหารไปหมด แต่ละจานแต่ละถ้วยล้วนมีกลิ่นหอมยั่วยวนให้น้ำลายสอไม่น้อย คนเห็นเด็กน้อยเริ่มน้ำลายไหลอดอมยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ไหว ทว่าสิ่งที่องค์หญิงเก้าสามารถกินได้มีเพียงอาหารอ่อนๆ เท่านั้นกับเนื้อปลานุ่มๆ ที่พอจะอนุญาตให้นางกินได้
“เด็กดี รอเจ้าหายป่วยเมื่อไร เดี๋ยวแม่ให้เจ้ากินเหมือนพี่ๆ เขา ตอนนี้กินโจ๊กไปก่อน ไม่เช่นนั้นเจ้าจะหายป่วยช้านะ”
จิวอิงเหลือบมองสิ่งที่เรียกว่าโจ๊กด้วยความสงสัย ปกตินางเคยเห็นแค่น้ำสีขาวใสไร้ข้าวบด เดิมมันเป็นเพียงแค่น้ำซาวข้าวเท่านั้น แต่บรรดานางกำนัลตำหนักหงเต๋อเฟยกลับบอกว่าเป็นโจ๊ก ทำให้เด็กน้อยอดขยาดไม่ได้ และองค์หญิงก็เข้าใจผิดไปแล้วว่าน้ำซาวข้าวที่ได้กินในตำหนักนั้นคือโจ๊ก
ทันทีที่ถ้วยโจ๊กอัดแน่นไปด้วยข้าวบดนุ่มหอมเต็มถ้วย มีเห็ดหอมหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ง่ายต่อการกิน รวมทั้งมีเนื้อปลาต้มที่ผ่านการลอกหนังและเลาะก้างออกอย่างหมดจดวางเรียงเป็นชิ้นสวยงาม สร้างความฉงนให้กับเด็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“โจ๊ก?”
“ใช่ เจ้าต้องกินแบบนี้ไปสักพักควบคู่กับยาจนกว่าจะหาย รู้ไหม?” หยางฮองเฮาตอบด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
จิวอิงไม่ตอบอะไร จับจ้องถ้วยกระเบื้องสีขาวตรงหน้านิ่ง กลับรู้สึกว่าโจ๊กมื้อนี้น่ากินกว่าที่คิด มันดูน่าอร่อยกว่าโจ๊กที่นางเคยรู้จักยิ่งนัก จึงพยายามจดจำภาพโจ๊กซึ่งเต็มไปด้วยของมีประโยชน์เอาไว้ภายในใจ
พูดคุยกับไรท์ได้ที่
เพจ Leticia อู่เฟิงฮวา-吴风华
ทวิตเตอร์ หัวไชโป๊
>>>ยังไม่ได้ตรวจคำผิดหรือเรียบเรียงเนื้อเรื่องนะคะ<<<