รัฐบาลทรัมป์ ตัดงบช่วยเหลือ USAID กว่า 90% พร้อมลดงบช่วยเหลือทั่วโลก 60,000 ล้านดอลลาร์
รัฐบาลทรัมป์ ตัดงบช่วยเหลือ USAID กว่า 90% พร้อมลดงบช่วยเหลือทั่วโลก 60,000 ล้านดอลลาร์ ทรัมป์และมัสก์อ้างว่าโครงการของ USAID เป็นการใช้เงินภาษีอย่างสิ้นเปลือง
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ากำลังตัดงบช่วยเหลือจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) กว่า 90% และลดงบช่วยเหลือทั่วโลกกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์
โดยยืนยันว่าการตัดงบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยกเลิกโครงการช่วยเหลือด้านการพัฒนาและมนุษยธรรมของสหรัฐเกือบทั้งหมด นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลระบุจำนวนเงินที่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนการลดงบประมาณอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาและโครงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของสหรัฐส่วนใหญ่ต้องถูกยกเลิก
การลดงบประมาณครั้งนี้ ทำให้โครงการของUSAID ส่วนใหญ่ต้องยุติลง และเหลือเพียงไม่กี่โครงการที่องค์กรสนับสนุนอาจสามารถรักษาไว้ได้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้ทางกฎหมายกับรัฐบาล
รัฐบาลทรัมป์ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการยุติโครงการช่วยเหลือผ่านบันทึกภายในที่ Associated Press ได้รับมา รวมถึงเอกสารที่ยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในหนึ่งในคดีความที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเมื่อวันที่ 26 ก.พ.68 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้แทรกแซงในคดีนี้ โดยออกคำสั่งระงับคำสั่งศาลชั้นต้นที่กำหนดให้รัฐบาลต้องปล่อยงบช่วยเหลือมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ภายในเวลาเที่ยงคืนวันพุธ
ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยยังช่วยให้เห็นขอบเขตที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวจากโครงการช่วยเหลือต่างประเทศและการพัฒนา ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ โดยที่ผ่านมา สหรัฐฯ เชื่อว่าการช่วยเหลือต่างประเทศเป็นผลประโยชน์ของประเทศ เพราะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศอื่นๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างพันธมิตรระดับโลก
บันทึกของรัฐบาลระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังกำจัดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ไร้ทิศทางเป็นเวลาหลายทศวรรษ และมีการวางแผนปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานของUSAID และกระทรวงการต่างประเทศ ในการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศเพื่อใช้ภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของอเมริกา
โดยทั้งทรัมป์และมัสก์อ้างว่า โครงการของUSAID เป็นการผลักดันแนวคิดเสรีนิยม (Liberal Agenda) และเป็นการใช้เงินภาษีอย่างสิ้นเปลือง เมื่อวันที่ 20 มกราคม ทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้ทำ การตรวจสอบโครงการช่วยเหลือต่างประเทศแบบรายโครงการเป็นเวลา 90 วัน เพื่อตัดสินว่าโครงการใดควรได้รับงบประมาณต่อไป แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ระงับการจ่ายเงินช่วยเหลือทั้งหมดทันที
การระงับงบประมาณอย่างฉับพลันนี้ทำให้ โครงการที่ได้รับเงินทุนจากสหรัฐฯ นับพันโครงการทั่วโลกต้องหยุดชะงัก และทีมงานภายใต้กระทรวงการจัดการรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ (Department of Government Efficiency) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของมัสก์ ได้ ปลดพนักงานของUSAID จำนวนมาก โดยใช้วิธีให้ลาหยุดแบบบังคับและการเลิกจ้าง
และเมื่อวันที่ 26 ก.พ.68 องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ได้รับสัญญาว่าจ้างจาก USAID ได้ยื่นฟ้องรัฐบาล โดยกล่าวหาว่าทั้ง เจ้าหน้าที่ที่ทรัมป์แต่งตั้งและทีมของมัสก์ ได้ยุติสัญญาของUSAID ทั่วโลก อย่างเร่งรีบ โดยไม่มีการตรวจสอบที่เหมาะสม
ขณะที่เจ้าหน้าที่ของUSAID รายหนึ่งได้ส่งอีเมลแจ้งเตือนพนักงานว่า"ยังมีโครงการอีกมากมายที่กำลังจะถูกยกเลิก กรุณาเตรียมพร้อม!"
โดยองค์กรไม่แสวงหากำไรเหล่านี้ ซึ่งเป็นหนึ่งใน พันธมิตรทางสัญญานับพันแห่งที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่าพวกเขาถูกค้างจ่ายเงินเป็น มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เนื่องจากคำสั่งระงับงบประมาณ และมองว่าการยุติสัญญาครั้งใหญ่ในลักษณะนี้ เป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงคำสั่งศาลที่ให้ปล่อยงบช่วยเหลือชั่วคราว
คริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกจากรัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา กล่าวว่า "รัฐบาลพยายามใช้วิธีการแบบกองโจรเพื่อหลีกเลี่ยงรัฐสภาและศาล โดยอ้างว่ากระบวนการตรวจสอบงบช่วยเหลือเสร็จสิ้นแล้ว และประกาศยุติโครงการช่วยเหลือหลายพันโครงการทั่วโลกในทันที"
บันทึกของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับการเปิดเผยโดย Washington Free Beacon ระบุว่า การตัดงบประมาณจำนวนมากเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อคำสั่งศาลรัฐบาลกลาง ที่ให้รัฐบาล ปลดล็อกงบช่วยเหลือภายในวันพุธ "เพื่อตอบสนองต่อคำสั่งศาล รัฐและUSAID ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว" โดยมีเป้าหมายตัดงบโครงการช่วยเหลือของกระทรวงการต่างประเทศและUSAID ในปริมาณมหาศาล ตามที่ระบุไว้ในบันทึกของกระทรวงการต่างประเทศ
อ้างอิง : asia.nikkei.com