โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานประจำเหนื่อยจะแย่ แต่ ‘งานฝิ่น’ ก็ช่างหวานหอม เหตุผลที่คนมีงานประจำ ยังคงทำ ‘ฟรีแลนซ์’ เพื่อเติมชีวิตให้เต็ม ทั้งต้องหาเงินให้พอยาไส้ พร้อมกับ ‘มีไลฟ์สไตล์’ ได้ทำในสิ่งที่ชีวิตต้องการจริงๆ

Mirror Thailand

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 09.15 น.
ภาพไฮไลต์

สวัสดีวันแรงงาน ช่วงนี้แรงงานทุกท่านเป็นอย่างไรกันบ้างคะ? สบายดีอยู่ พอใช้ได้ หรืองานเยอะ งานล้น งานหนัก จนแทบจะเป็นลมล้มตึงกันไปแล้ว…ซึ่งเราขอตบไหล่ให้กำลังใจนักสู้คนเก่งที่กำลังอยู่ในช่วงที่ทำงานจนหัวหมุน หรือมีเรื่องให้เครียดเกี่ยวกับงานอยู่เต็มไปหมด เพราะบางคนนอกเหนือจากงานประจำที่ต้องรับผิดชอบเป็นรูทีนอยู่แล้ว ‘งานนอก’, ‘งานราษฎร์, ‘งานฝิ่น’, ‘งานฟรีแลนซ์’ หรือ ‘งานเสริม’ ก็เป็นอีกขาหนึ่ง ที่รับมาทำฉ่ำๆ ด้วยเหตุผลและข้อจำกัดที่ต่างกัน และแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเหนื่อยขึ้นกว่าเดิมแน่นอน แต่หลายคนก็เลือกที่จะทำมันต่อไป

บางคนต้องรับฝิ่นเพราะเงินจากงานประจำไม่เพียงพอยาไส้ ขณะที่ค่าครองชีพบ้านเรานั้นสูงแต่ดันไม่สัมพันธ์กับค่าแรง และแรงงานหลายคนก็ไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง บางคนรับฝิ่นเพราะงานประจำอาจไม่ใช่งานที่อยากทำที่สุด แต่ต้องทำเพื่อให้อยู่รอด เลยมีงานฟรีแลนซ์เป็นงานฮีลใจ เพื่อไม่ให้เสียตัวตน ยังได้ทำในสิ่งที่ชอบอยู่บ้าง บางคนรับฝิ่นแบบที่ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร เพียงแต่กดดันกับคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ มากไปจนต้องเร่งทำตัวให้ productive ตลอดเวลา และบางครั้งก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตไม่น้อย หรือบางคนรับฝิ่น เพราะมองว่าเป็นการเพิ่ม ‘โอกาส’ ให้กับตัวเอง ทั้งในเรื่องการฝึกฝนสกิลต่างๆ ให้ตัวเองมีประสบการณ์มากขึ้น เก่งมากขึ้นในหลายๆ ด้าน รวมถึงการสร้างพันธมิตรรอบข้าง หรือที่เรียกว่า connection เพื่อโอกาสการทำงานในอนาคต หรือบางคนอยากรับงานนอกเยอะๆ เพราะแค่อยากจะมีเงินสำรองไว้ทำในสิ่งที่ชอบ ไว้ซื้อความสุข ไว้เป็นของขวัญให้ตัวเอง โดยไม่ต้องเดือดร้อนเงินเดือนประจำที่เก็บไว้ใช้เฉพาะค่าใช้จ่ายยามจำเป็น ฯลฯ

เพราะความสุขแบบครบวงจร ไม่ใช่ทุกคนจะหาได้จากงานประจำ เราชวนอ่านเหตุผลจาก 7 แรงงานที่มีงานประจำอยู่แล้ว แต่ยังคงรับงานฟรีแลนซ์อย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อเติมชีวิตให้เต็ม ที่คำตอบของพวกเขา อาจมีบางส่วนกำลังตรงกับชีวิตคุณ ท่ามกลางสังคมที่น่าตั้งคำถามว่า ลึกๆ แล้ว มันกำลังกดดันให้เราขยันอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เอาตัวรอดในวันยากๆ ได้หรือเปล่า?

และถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่มีงานประจำแต่ยังรับงานฟรีแลนซ์อยู่ เหตุผลของคุณล่ะ คืออะไร?

‘มิกกี้’ 28 ปี
งานประจำเป็น Account Manager
งานฟรีแลนซ์ทำ Video Production

นอกจากงานประจำที่ต้องดูแลโปรเจกต์ต่างๆ ของลูกค้าแล้ว งานฟรีแลนซ์ที่มิกกี้เลือกทำคือการทำงาน Video Production ที่เริ่มตั้งแต่คิดคอนเทนต์ คิดคอนเซ็ปต์ ออกกอง ถ่ายคอนเทนต์ ทำ production และกลับมาตัดต่อด้วยตัวเองอีกที เขาบอกว่า work มันไร้ balance มานานแล้ว

“เหตุผลหลักๆ ที่ต้องรับฟรีแลนซ์เพิ่ม คือเราอยากมีเงินเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เรียนจบมาจนถึงตอนนี้ พอไม่ได้ใช้เงินจากพ่อแม่ และต้องเริ่มใช้เงินเดือนที่เราหามาเอง มันก็ตามมาพร้อมความเหนื่อยที่ต้องกัดฟันทำงานทุกเดือน…การประสบความสำเร็จของเรา มันหมายถึงชีวิตที่มีอิสระทางการเงินแบบไม่ต้องให้เรื่องค่าใช้จ่ายมาเป็นอีกหนึ่ง factor ที่พาความเครียดเข้ามาในชีวิต ชีวิตที่ไร้หนี้ ชีวิตที่สามารถซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวได้โดยไม่รู้สึกหนักใจ ชีวิตที่อยากกินอะไรก็กินได้โดยไม่ต้องคิดหน้าพะวงหลัง อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้แบบไม่ต้องคำนวณตัวเลขในหัวมากนัก หรืออยากไปเที่ยวก็ไปได้แบบไม่ต้องมานั่งเก็บเงินทีละนิดตั้งแต่ต้นปีเพื่อไปเที่ยวปลายปี เราอยากมีชีวิตแบบนั้น”

“พอทำงานเหนื่อยๆ เรามองว่าการให้ของขวัญตัวเองให้สมกับความเหนื่อย มันเกิดขึ้นตลอดเวลาแทบทุกเดือน ก็เลยรู้สึกว่าต้องหางานฟรีแลนซ์มาทำ เพื่อเป็น ‘เงินค่าของขวัญให้ตัวเอง’ โดยที่ไม่กระทบกับเงินเดือนหลักที่เป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับในชีวิตประจำวัน”

“ปกติเราก็จะทำงานฟรีแลนซ์ในช่วงเวลาหลังเลิกงาน ซึ่งเป็นเวลาค่ำๆ หรือสละเวลาพักผ่อนในวันหยุดมาทำ ถามว่าชีวิตยังมี Work-Life Balance ไหม คิดว่ามันไม่มีตั้งแต่ที่เราพยายามหางานเสริมมาทำแล้ว แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราเลือกเองว่า ถ้าเราอยากใช้ชีวิตในแบบที่อย่างน้อยมันควรมีความสุขขึ้นมาสักหน่อย มันก็ต้องทำ แต่ถ้าเลือกได้ ก็อยากให้งานประจำมันมั่นคงจนไม่ต้องทำฟรีแลนซ์ เราไม่ได้อยากเหนื่อยซ้ำซ้อน เพราะงานประจำมันก็หนักมากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เราต้องอดพักผ่อน อดหลับอดนอน เพื่อเงินที่เพิ่มมาเพื่อให้ได้ค่าข้าวเพิ่มหนึ่งมื้อ แต่ดูทรงแล้ว มองไปในอนาคตอันใกล้ เราก็ยังเห็นภาพตัวเองรับงานฟรีแลนซ์มาทำไปเรื่อยๆ อยู่ดี”

‘มาย’ (นามสมมติ) 29 ปี
งานประจำเป็น Video Creator
งานฟรีแลนซ์ เป็นผู้กำกับ, ช่างภาพนิ่ง, ทำ Motion Graphic

งานหลักของมายเปรียบเสมือนเซฟโซนที่ทำให้สบายใจ แต่เธอยอมรับตรงๆ ว่าไม่ได้สนุกมาก แต่งานนอกที่รับมาทำ กลับได้ความตื่นเต้นเต็มสูบ แต่แง่หนึ่งก็ทำให้กังวลบางอย่างอยู่ตลอดเวลา และหลายครั้งถ้ารับงานนอกมาเยอะเกินไป เธอบอกว่าช่วงนั้นชีวิตจะพังไปเลย

“มีสองเหตุผลหลักๆ ที่มีงานประจำแต่ยังต้องทำฟรีแลนซ์ เรื่องแรกคือ เรื่องเงิน อันนี้เป็นเหตุผลใหญ่ เพราะเราไม่ได้มีต้นทุนมาก ยิ่งพอโตขึ้น ภาระทางการเงินก็มากขึ้นตาม ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ชีวิตของตัวเองคนเดียวแล้ว ดังนั้น เงินจากงานประจำงานเดียวเลยไม่พอกับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องที่สองคือ ความฝัน ถึงแม้เรื่องเงินจะเป็นเรื่องหลักก็จริง แต่เราจะเลือกรับงานฟรีแลนซ์ที่เราอยากทำเป็นหลัก เป็นงานที่ซัพพอร์ตความฝันของเราได้หรือเติมเต็มสิ่งที่เราอยากทำแล้วไม่สามารถทำได้จากงานประจำ เราจะไม่เลือกงานนอกที่ suffer เพราะมันจะเหมือนหาเหาใส่หัว”

“ชีวิตเราไร้ balance ไปแล้ว เพราะช่วงไหนที่รับงานนอกเยอะๆ คือชีวิตพังจริงๆ เราถือคติว่างานหลักต้องมาก่อน เพราะงั้นเวลาที่ทำงานนอก จะต้องทำหลังงานหลักเสร็จ ซึ่งก็คือเวลาส่วนตัวที่เราจะใช้พักผ่อน บางวันก็นอน 1-2 ชม. มากสุด บางทีก็ไม่ได้นอน ต้องตื่นมาทำงานเช้าอีกวัน ช่วงไหนที่ทำงานนอกเยอะๆ จะรู้สึกมอมมาก และอาจมีช่วงที่จะหยุดรับงานไปหลายเดือน เพื่อ recover ชีวิตตัวเอง”

“งานในอุดมคติคืองานที่ตอบสนองทั้งความมั่นคงทางการเงินและตอบสนองความฝันของเราไปได้ด้วย แต่บนโลกนี้จะมีงานแบบนั้นสักกี่งานกันล่ะ?”

“ความรู้สึกอยากจะประสบความสำเร็จ มันจะรู้สึกกดดันก็ต่อเมื่อเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นที่เขาสำเร็จแล้วนั่นแหละ แต่ความสำเร็จของเราหน้าตาเหมือนกับเขาไหม หรือมีหน้าตาแบบไหนเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนทุกวันนี้รู้แค่ว่าต้องทำอะไรเพื่อให้มีชีวิตรอดวันนี้และพรุ่งนี้ ไม่ได้คิดอะไรไกลๆ เท่าไหร่ ขอเอาชีวิตรอดไปวันๆ ก่อนแล้วกัน ยังไม่ประสบความสำเร็จตอนนี้ก็ไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”

‘จีน’ 30 ปี
งานประจำเป็น นักข่าว
งานฟรีแลนซ์ เขียนบทความ, รับงานแปล

จีนมีอาชีพหลักเป็นนักข่าวอยู่ที่สำนักข่าวแห่งหนึ่ง เธอรับฟรีแลนซ์เพิ่มเติมเป็นงานเขียนบทความ งานแปล งานวิดีโอ หรืองานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ เช่น การเรียบเรียงข้อมูล การวิเคราะห์ การสัมภาษณ์ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่ใกล้เคียงกับงานประจำที่ทำอยู่ แต่สิ่งที่ต่างออกไปน่าจะเป็นหัวข้อหรือเนื้อหาที่ต้องทำความเข้าใจโจทย์ใหม่ๆ อีกที

“นอกจากอยากมีรายได้เสริมแล้ว อีกเหตุผลที่เรารับฟรีแลนซ์ เพราะอยากทำงานภายใต้โจทย์ใหม่ๆ ที่ต่างไปจากงานประจำที่ทำอยู่บ้าง เพราะการได้ทำงานที่ท้าทายความสามารถของตัวเองในระยะเวลาที่จำกัด รวมถึงทำงานร่วมกับคนใหม่ๆ ก็อาจช่วยให้เราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ยิ่งถ้าเป็นโปรเจกต์ที่เราสนใจอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เราสนุกและรู้สึกว่าได้เติมเต็มแพสชันในการทำงานให้กับตัวเอง”

“งานฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จะมาจากคนที่เรารู้จัก ซึ่งเขาเลือกที่จะติดต่อมาเพราะเห็นว่าทักษะที่เรามีมันเหมาะกับงานนั้นๆ มันทำให้เรารู้สึกว่ามีคนที่กำลังเห็นคุณค่าและไว้ใจในความสามารถของเราอยู่นะ เลยอยากจะทำงานนั้นออกมาให้ดีที่สุด โดยเราจะใช้เวลาหลังเลิกงานประจำมาทำ ไม่ก็วันเสาร์-อาทิตย์ มันก็ไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิตมากนัก เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองเต็มใจที่จะใช้เวลาว่างทำงานเหล่านี้ แต่ก็มีช่วงที่ต้องทำงานฟรีแลนซ์ติดต่อกันหลายเดือนเหมือนกัน ช่วงนั้นก็จะรู้สึกเหนื่อย และต้องพกแล็ปท็อปติดตัวไปทุกที่ แต่พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกสนุกดี ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี ส่วนค่าตอบแทนก็สมเหตุสมผล”

“ต่อให้งานประจำมั่นคง เราก็ยังอยากรับงานฟรีแลนซ์ต่อไป รู้สึกว่าการมีรายได้เสริม ก็ยังดีกว่าไม่มี อีกอย่างเรามองว่ามันเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เจอคนใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตไม่จำเจจนเกินไป…เรารู้สึกว่าตัวเองมีความกดดันที่จะต้องประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการกดดันตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงจากคนรอบข้างหรือแม้แต่ความสำเร็จของคนอื่นในโซเชียลมีเดีย ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่คอยกระตุ้นให้เราอยู่เฉยไม่ได้ และต้องวิ่งตามหาความสำเร็จที่สังคมกำหนดไว้ให้เจอ มีหลายครั้งที่เราพยายามไม่รับฟังและหันหน้าหนี แต่บางทีความคิดเห็นของคนอื่นก็ค่อยๆ ซึมเข้ามาในตัวเราโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายคนที่เครียดก็คือตัวเราเอง”

“เรามองว่าหน้าตาของความสำเร็จก็ยังคงเป็นความมั่นคงในชีวิต และการมีรายได้มากพอที่จะซื้อไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการ แต่ทั้งหมดนี้อาจไม่จำเป็นต้องมาจากการก้มหน้าก้มตาทำงานที่เราไม่ได้ชอบ หรือไม่ได้ตรงกับคุณค่าที่เรายึดถือ เพราะสำหรับเราการได้ทำงานที่มีความหมายและมีประโยชน์กับสังคมไม่มากก็น้อย ก็ยังคงเป็นอีกเป้าหมายในชีวิตที่เราอยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

‘ณัฐ’ (นามสมมติ) 27 ปี
งานประจำเป็น Graphic Designer
งานฟรีแลนซ์เป็น Graphic Designer

ณัฐที่ทำงานเป็น Graphic Designer เขาเลือกทำงานประจำและงานฟรีแลนซ์ในอาชีพเดียวกัน แต่ความแตกต่างออกไปคือ งานฟรีแลนซ์ไม่ได้มีข้อจำกัดรัดตัวเท่างานประจำ ที่บางครั้งอาจนำไปสู่ความรู้สึกหมดไฟได้

“งานฟรีแลนซ์ที่ทำเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกออกแบบโลโก้ โปสเตอร์ ออกแบบเว็บ อินโฟกราฟิก หรือพวกคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย แต่บางทีก็จะมีโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่เราต้องดูภาพรวม เหมือนเป็น Art Director คอยคุมให้งานมันไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด”

“ต้องยอมรับตรงๆ ว่ารายได้จากงานประจำบางทีก็ยังไม่พอกับภาระที่เรามี ไม่ใช่แค่เรื่องจำเป็นนะ แต่มันรวมถึงไลฟ์สไตล์และความชอบของเราด้วย บางอย่างมันไม่ได้ฟุ่มเฟือยแต่คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเราทำงานหนักแล้ว เราควรได้ใช้ชีวิตบ้าง พอทำฟรีแลนซ์เพิ่มเข้ามา มันช่วยให้เรามีเงินมากพอจะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องกังวลมากเวลาจะซื้ออะไรหรือลงทุนอะไร”

“อีกอย่างคืองานประจำมันมีข้อจำกัดเยอะ เพราะองค์กรที่เราอยู่เป็นองค์กรใหญ่ มี CI ชัดมากๆ ที่เราต้องทำตาม ซึ่งเราก็เข้าใจได้นะ แต่บางทีมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พอมันค่อนข้างติดกรอบ ทำให้เราไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่เท่าไหร่ การมีงานฟรีแลนซ์เลยกลายเป็นพื้นที่ที่เราได้ปลดปล่อยความคิด ได้ลองอะไรใหม่ๆ ได้เต็มที่ ไม่ต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลา บางทีก็ช่วยให้เราไม่หมดไฟกับงานประจำไปได้ด้วย”

“แต่ก็ไม่ใช่งานฟรีแลนซ์ทุกงานที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองเสมอไปหรอก บางงานก็ทำไปด้วยเหตุผลที่ว่า อยากสร้าง connection ไว้ เพราะสายงานนี้การแข่งขันสูง และ connection มันสำคัญมากๆ การที่มีคนรู้จักหรือได้ทำงานกับลูกค้าหลายเจ้า มันช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ได้ในอนาคต แม้ว่าบางงานจะเหนื่อย ค่าแรงไม่ค่อยคุ้มค่าเหนื่อย หรือไม่ได้อะไรใหม่ๆ กับตัวเองเลย เราก็ยอมทำเพราะรู้ว่าผลที่ตามมามันอาจจะคุ้มกว่าที่เรานั่งอยู่เฉยๆ”

“อีกอย่างช่วงนี้ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เด็กแล้ว งานสายกราฟิกมีเด็กใหม่เก่งๆ ไฟแรง เข้ามาทุกวัน เทรนด์ก็เปลี่ยนไวมาก เรามั่นใจว่าเราเป็นคนเข้าใจเทรนด์และปรับเปลี่ยนได้อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องยอมรับว่า วันหนึ่งเราอาจจะสู้เด็กไม่ได้ในแง่ของความสดใหม่หรือพลังงาน อย่างตอนนี้เราก็รู้สึกว่าเราทำงานได้ไม่เยอะเท่าเดิมด้วยอายุและสุขภาพที่ถดถอยลงไป เพราะงั้นตอนนี้เราเลยมองงานฟรีแลนซ์เป็นทั้งโอกาส เป็นสนามซ้อม เป็นการวางฐานไว้ให้ตัวเองในอนาคต มากกว่ามองแค่เรื่องรายได้อย่างเดียวไปแล้ว”

“เอาจริงๆ ก็อยากได้นะ งานที่มั่นคงจนไม่ต้องทำงานฟรีแลนซ์อื่นๆ แต่ความหมายในที่นี้คืออยากมีงานประจำที่มันทั้งมั่นคงแล้วก็เป็นงานที่เราชอบไปด้วย ตอนนี้งานประจำมันไม่ตอบโจทย์ทั้งสองอย่าง ถ้าวันหนึ่งมีงานที่มันตอบโจทย์ทุกอย่างได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำฟรีแลนซ์เพื่อเงินหรือ connection แล้วแหละ หรือถ้าจะทำจริงๆ คงเลือกเฉพาะงานที่เรารู้สึกว่า เออ อยากทำว่ะ ไม่ใช่เพราะเงินดี ไม่ใช่เพราะต้องมีคนรู้จัก แต่อยากทำเพราะมันคือตัวเราจริงๆ”

“หลายครั้งเราก็เผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอด เหมือนเสียงในหัวมันตะโกนซ้ำๆ ว่า มึงกำลังล้มเหลวอยู่ ซึ่งแบบนี้แหละที่บางวันแม่งโคตรเหนื่อย แต่ถึงจะรู้สึกแบบนี้เราก็ไม่ได้อยากสำเร็จเพื่อไปชนะใคร แค่อยากพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นมากกว่า ว่าสิ่งที่เราทนเหนื่อยมาทั้งหมด มันไม่ได้ไร้ความหมาย อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เสียเวลาทั้งชีวิตมาเปล่าๆ”

‘พู่กัน เรืองเวส’ 27 ปี
งานประจำเป็น นักเขียนบทความ
งานฟรีแลนซ์เป็น นักเขียนบทความ

อาชีพ ‘นักเขียน’ เป็นอาชีพที่พู่กันเลือกทำมันไปพร้อมๆ กัน ทั้งงานประจำและงานฟรีแลนซ์ และนี่คือเหตุผลของเธอ

“งานฟรีแลนซ์ของเราคือการเป็นนักเขียนบทความออนไลน์ให้สื่ออื่นๆ หรือองค์กรต่างๆ ที่สนใจเรื่องตรงกัน เหตุผลสำคัญคือเรื่องอุดมการณ์ สมมติเรามีอุดมการณ์ในบางประเด็นที่ตรงกับสื่อหนึ่ง เราก็เลือกที่จะเขียนให้สื่อนั้น เพื่อเป็นพื้นที่ที่เราสามารถพูดในสิ่งที่อยากพูดได้จริงๆ และพอได้พูดแล้ว เราก็รู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยาจากโลกที่มันไม่ใช่ของเรา”

“เหตุผลถัดมา คือเราอยากสร้างผลงานมากขึ้น คิดว่าตัวเองอายุยังน้อยสำหรับวงการนี้ และยังต้องโยกย้ายไปทำงานในอีกหลายพื้นที่ อยากจะทำให้ใครก็ตามที่อาจมีโอกาสร่วมงานกันในอนาคตรู้ว่า เราสนใจประเด็นไหนบ้าง ทำงานลักษณะไหนได้อีกบ้าง นอกเหนือจากงานที่เราทำอยู่ประจำ”

“และเหตุผลสุดท้าย คือ หาเงินเที่ยว ฮ่าๆ จริงๆ เงินเดือนงานประจำก็พอให้ใช้ชีวิตประมาณหนึ่ง แต่เราเป็นคนที่ต้องเติมพลังด้วยการออกนอกบ้าน เพื่อไปเห็นโลกข้างนอกพอสมควร ถ้าต้องทำงานเยอะๆ ในสภาพแวดล้อมเดิมนานๆ จะทนความเครียดไม่ไหวและรู้สึกเหมือนตัวกำลังจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งเงินจากฟรีแลนซ์ก็ช่วยได้มากเลย”

“แต่จริงๆ เราเป็นคนจัดตารางชีวิตไม่ค่อยเก่ง ถ้าช่วงไหนมีงานฟรีแลนซ์ทำควบคู่ไปด้วยก็ทำงานไปเลยทั้งวันทั้งคืน เสาร์-อาทิตย์ ตอนกินข้าว ตอนอาบน้ำก็ยังคิด ชีวิตไม่บาลานซ์เอามากๆ และกัดกินสุขภาพกายใจไปเยอะ ก็เลยมีเป้าหมายต่อไปในชีวิตคือการดูแลตัวเอง อยากทำให้เรายังสามารถทำสิ่งที่อยากทำได้ โดยที่ยังรู้สึกสบายๆ อยู่ คงต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด หักโหมไปเรื่อยๆ คงไม่ดีกับวัยที่เพิ่มขึ้นทุกวันเท่าไหร่ ตอนนี้อายุแค่ 27 ยังเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยมากแล้วเลย”

“คิดว่าต่อให้งานประจำมั่นคงแค่ไหนก็คงรับฟรีแลนซ์ หรือต่อให้ไม่มีฟรีแลนซ์ก็คงหาทำโปรเจกต์หลายอย่างด้วยตัวเองอยู่ดี เรามีสิ่งที่อยากทำ มีคนที่อยากร่วมงานด้วย มีเรื่องที่อยากพูด โดยเฉพาะประเด็นเฟมินิสม์ และ LGBTQ+ แล้วก็มีความฝันในชีวิตอีกหลายอย่าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็มองว่างานประจำจะต้องมีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สมเหตุสมผลพอให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีนะ ส่วนงานเสริมเป็นเรื่องของทางเลือกในชีวิต ที่เราเลือกที่จะทำเองได้”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะปฏิเสธว่าไม่ต้องการประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้ค้นพบตัวเองแล้วว่าจริงๆ แค่ไม่สนใจจะประสบความสำเร็จตามกรอบที่สังคมตั้งไว้เฉยๆ เช่น มีตำแหน่งสูงๆ ซื้อบ้าน ซื้อรถ ภายในอายุเท่านี้ๆ สำหรับเราที่ใช้ชีวิตแบบเลสเบี้ยนมาตลอด ความสำเร็จที่เราหวังคือการได้ใช้ชีวิตเป็นตัวเองโดยไม่ต้องเกรงใจโลกปิตาฯ อย่างที่ผ่านมา และสร้างพื้นที่หลายๆ รูปแบบขึ้นมาให้ตัวเองทำงานได้อย่างซื่อตรงกับความรู้สึก ซึ่งก็กดดันเหมือนกันว่าคนจะไม่เข้าใจความสำเร็จในแบบของเรา ในขณะเดียวกันก็อยากให้ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวยังดีอยู่ มีรายได้เพียงพอ ได้ใช้เงินปรนเปรอตัวเองบ้าง สุขภาพจิต-สุขภาพกายไม่พัง และมีชีวิตต่อไปได้อย่างราบรื่น”

‘บีบี’ (นามสมมติ) 27 ปี
งานประจำเป็น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
งานฟรีแลนซ์เป็น Graphic Designer / รับตัดต่อ / ช่างภาพ

บีบีเคยมีงานประจำเป็น Graphic Designer อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เขาบอกว่านั่นเป็นงานที่เขาชอบมากที่สุด ทว่า งานที่ชอบไม่ได้แปลว่าจะ ‘ดี’ ต่อสุขภาพจิตคนทำงานเสมอไป เขาจึงเลือกออกมาหางานประจำใหม่ เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่มีความมั่นคงระดับหนึ่ง แต่จะให้ทิ้งงานที่รักไปเลยก็คงไม่ได้ จึงลดความสำคัญของมันลงเหลือแค่คำว่างานฟรีแลนซ์ เช่นเดียวกับการรับจ้างตัดต่อ และถ่ายภาพ ที่เขาก็รับทำเช่นกัน

“เราเคยเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ประจำมาก่อน แต่สุดท้ายก็เกิดภาวะ Burn Out จากการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องคอมเมนต์และการแก้งานตามความต้องการของลูกค้า ต้องมาลุ้นว่าลูกค้าจะชอบไหม จะแก้อีกกี่ดราฟต์ หรืออาจจะถึงขั้นให้รื้อใหม่ทั้งหมด เราเลยตัดสินใจลองสมัครเป็นลูกเรือ เพราะมีพี่คนหนึ่งที่รู้จักแนะนำว่า งานลูกเรือนั้นจบไฟลท์ก็คือจบ ทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ไม่ต้องเก็บมาคิดให้หนักใจ แต่พอได้มาเป็นลูกเรือ เราก็ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่ทิ้งงานกราฟิกไป เพราะไม่อยากให้สกิลที่มีหายไป เลยเลือกที่จะรับงานเล็กๆ ไว้บ้าง เพื่อให้ยังได้ใช้เครื่องมือและไม่ลืมสกิลที่ตัวเองสร้างมาตลอด”

“ต้องบอกว่าเราชอบเนื้องานทั้งสองแบบ เพราะมันมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน พอได้ทำทั้งงานประจำและฟรีแลนซ์ไปด้วย เราเลยรู้สึกดีที่ได้ทำทั้งสองงานที่รัก และลึกๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองก็ทำได้ดีในทั้งสองบทบาทนี้เหมือนกัน”

“สภาพจิตใจเราดีกว่าตอนทำกราฟิกเต็มตัว แต่ลึกๆ แล้วเราก็ยังชอบงานกราฟิกมากที่สุดอยู่ดี แต่งานใหม่ก็เป็นงานที่ฮีลใจเราได้ ณ ขณะนี้ เพราะบางครั้งเราก็ต้องเลือกงานที่ไม่ได้ชอบที่สุดเป็นงานหลัก แต่อาจจะเลือกงานที่ทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีกว่าแทน”

“เรารู้สึกโชคดีที่ครอบครัวและคนรอบข้างไม่ได้กดดันให้เราต้องเป็นสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ ครอบครัวเราค่อนข้างชิลๆ และเรียบง่าย แต่ถ้าถามว่าความสำเร็จสำหรับเราหน้าตาเป็นแบบไหน ก็คงเป็นการค่อยๆ ทำตามเป้าหมายในชีวิตให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เช่น การผ่อนคอนโดให้ตรงงวด โดยไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องโปะหมดภายในกี่ปี หรือแม้แต่เป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละวัน อย่างการตอบตัวเองได้ว่าจะกินอะไรตอนเย็น เราก็คิดว่านั่นคือความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว”

‘นริสรา’ 27 ปี
งานประจำเป็น Sales Admin
งานเสริม เปิดร้านเช่ากล้อง

เธอคนนี้ทำงานเสริมเพราะอยากมีความสุขในฐานะ ‘ติ่ง’ ที่ได้ไปคอนเสิร์ตศิลปินที่ชอบ เพราะเป็นเรื่องหลักๆ และแพสชันในการใช้ชีวิต ซึ่งสามารถเยียวยาจิตใจของเธอได้ท่ามกลางเรื่องราวน่าปวดหัวรายวัน

“การมีอาชีพเสริมเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเงินเดือน มีเงินใช้จ่ายมากขึ้น ไปซื้อความสุขในแบบที่เราชอบได้ เราอยากมีเงินสำรองไปคอนเสิร์ตวงที่ชอบ ทุกคอนที่ประกาศ เราก็อยากไปแบบฉันต้องไปได้เท่านั้น โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ซึ่งสำหรับเรา ถ้าเลือกได้ จะเลือกงานเสริมที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ชีวิต ทำให้เราไม่ลำบากมาก Work-Life Balance ยังดีอยู่ เรายังแบ่งเวลาได้”

“ถ้าเลือกได้ก็อยากให้งานประจำเงินเดือนเยอะๆ แต่คิดว่าต่อให้เงินเยอะแค่ไหน ถ้าตัวเราสร้างหนี้ มีกิเลสที่มากกว่ารายรับ มันก็จะยังไม่พอใช้อยู่ดี เลยมองว่าเราต้องใช้เท่าที่มี แต่ถ้าไม่พอก็ต้องหาเพิ่มจากงานเสริมเอา เมื่อก่อนในวัยเด็กเคยคิดว่าโตมาต้องมีบ้าน มีรถเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้เรามองว่าการไม่มีหนี้คือดีที่สุด และเป็นการประสบความสำเร็จในชีวิตของเราแล้ว เพราะการมีหนี้ แม้จะได้สิ่งหนึ่งมา แต่มันแลกกับชีวิตที่ติดเงื่อนไขตลอดเวลา”

“การได้ดูคอนเสิร์ตสำคัญมากในชีวิตติ่ง เพราะแม้ไม่กี่ชั่วโมง แต่มันฮีลใจเราได้เป็นปีๆ สามารถย้อนกลับมาวนดูคลิปนั้นซ้ำๆ แล้วมีความสุขได้ทุกวัน กลายเป็นการเก็บเงินไปคอนเป็นแพสชันในชีวิตไปแล้ว ทุกเดือนเราจะเก็บเงินสำหรับไว้ไปติ่ง พอมีรายได้เสริมก็มีเงินมากขึ้น ได้ซัพพอร์ตความสุขของเรามากขึ้น”

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...