โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กูรูชี้ “รถเก่าแลกรถใหม่”ยังเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อ ความคุ้มค่าส่วนลด มองอุตสาหกรรมรถยนต์อาจวิกฤตเป็นรอบที่ 5 ยอดผลิตจ่อทรุดไม่ถึง 1.45 ล้านคัน

BTimes

อัพเดต 01 เม.ย. 2568 เวลา 11.28 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 03.45 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปี 2568 คาดการผลิต รถยนต์ ในประเทศอาจเหลือไม่ถึง 1.45 ล้านคัน นำมาสู่แนวคิดโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ซึ่งในต่างประเทศเคยใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในระยะสั้น แต่ก็พบว่าการผลิตได้อานิสงส์ไม่เต็มที่ หลังมีการนำเข้ารถยนต์มาขายแทน โดยมองว่าหากไทยทำโครงการนี้กับรถยนต์ที่อายุเกิน 20 ปี เพื่อกำจัดซาก รถยนต์ที่เข้าโครงการอาจต่ำกว่า 4 แสนคัน ต่างกับโครงการ “รถยนต์คันแรก” จากปัจจัยความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ความคุ้มค่าของเงินส่วนลด และจำนวนผู้มีโอกาสเข้าโครงการ

อุตฯรถยนต์ไทยเผชิญวิกฤตรอบที่ 5 ปี 68 คาดผลิตไม่ถึง 1.45 ล้านคัน
ในอดีตที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยเผชิญวิกฤตใหญ่ที่กระทบการผลิตรถยนต์ในประเทศ 4 ครั้ง และแต่ละครั้งก็ได้ภาครัฐกับเอกชนเข้ามาช่วยกันกอบกู้วิกฤต ไม่ว่าจะเป็น
(1)การสร้างโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวที่ 1 คือ ปิกอัพ ช่วงวิกฤตการเงินในเอเชีย
(2)การสร้างโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวที่ 2 คือ อีโคคาร์ ในช่วงวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์
(3)การเกิดนโยบายรถคันแรก หลังวิกฤตมหาอุทกภัย
(4)การจัดการการแพร่ระบาดของโควิด 19 และการเร่งออกแคมเปญกระตุ้นยอดขายที่ลดลงแรงช่วงโควิด 19

ล่าสุด สำหรับวิกฤตรอบที่ 5 จากปัญหาหนี้เสียสูงผนวกกับการแข่งขันของ BEV จีน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ตัวเลขการผลิตรถยนต์ในปี 2568 มีโอกาสลดไปต่ำกว่า 1.45 ล้านคัน หดตัวจากค่าเฉลี่ยหลังโควิดปี 2565 – 2566 ที่ 1.86 ล้านคัน ราว 22% ทำให้โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ถูกนำมาพูดถึงในแง่เป็นทางเลือกเพื่อฟื้นยอดขายและการผลิตรถยนต์ในไทยอีกครั้ง

Case Study “รถเก่าแลกรถใหม่” ในต่างประเทศ ช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ได้ แต่การผลิตกลับได้ไม่เต็มที่ เพราะมีการนำเข้ารถมาขายแทน

ปี 2551 ปัญหาจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในหลายประเทศ จนหลายรัฐบาลต้องประกาศใช้โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ให้ขับดันการผลิตรถยนต์ในประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยโครงการนี้ทำกันในหลายประเทศทั่วโลก เริ่มในช่วงปี 2551 – 2552 ด้วยแนวทางส่วนใหญ่ คือ ให้นำรถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 10 ปี มาเปลี่ยนเป็นรถยนต์ใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วจะได้รับเงินส่วนลดซึ่งแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละประเทศ โดยเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาท (ตารางที่ 1) ซึ่งผลของโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” พบว่าสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในช่วงที่ทำโครงการได้จริง

อย่างไรก็ดี ช่วงทำโครงการแม้ยอดขายรถยนต์จะเพิ่มขึ้น แต่การผลิตรถยนต์ในบางประเทศกลับเพิ่มขึ้นไม่สอดคล้องกัน เช่น สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี (รูปที่ 3) เนื่องจากยอดขายรถยนต์ที่ปรับตัวดีขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้ารถยนต์ (รูปที่ 4) ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีเงื่อนไขจำกัดการนำเข้าในช่วงแรกของโครงการ

หากมีโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ในไทย รถเข้าโครงการอาจต่ำกว่า 4 แสนคัน
หากมีการทำโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ในไทย ย่อมทำให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศช่วงทำโครงการเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับปริมาณเงินส่วนลดที่จะได้รับ และระยะเวลาทำโครงการ ซึ่งในกรณีรถยนต์เข้าโครงการต้องถูกนำไปกำจัดซาก (มักเป็นรถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี) คาดว่ารถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” อาจต่ำกว่า 400,000 คัน เทียบโดยใช้ระยะเวลาทำโครงการและจำนวนเงินที่ได้รับเท่ากับโครงการ “รถยนต์คันแรก” ที่มีรถยนต์เข้าโครงการทั้งสิ้น 1,234,986 คัน ทั้งนี้เพราะปัจจัยหนุน ณ ขณะที่โครงการทั้ง 2 ต่างกัน ดังนี้
•ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อปัจจุบันมีแนวโน้มสูงกว่า จากปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่สูงกว่าช่วงทำโครงการ “รถยนต์คันแรก” ขณะที่กลุ่มผู้ถือครองรถยนต์เก่าเองส่วนหนึ่งอาจเป็นกลุ่มผู้ที่ไม่มีกำลังซื้อสูง จึงมีความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินเชื่อได้ง่าย
•การมองเรื่องความคุ้มค่าของเงินส่วนลดที่จะได้หากนำรถเก่าไปแลก เทียบกับราคาขายรถเก่าในตลาดมือสอง ซึ่งปกติราคาขายต่อมือสองรถปิกอัพจะตกช้ากว่ารถยนต์นั่ง และในโครงการ “รถยนต์คันแรก” ไม่มีมิตินี้ที่ผู้ซื้อจะต้องพิจารณา
•จำนวนผู้มีโอกาสเข้าโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ต่ำกว่า โดยปัจจุบันไทยมีจำนวนรถยนต์ที่อายุมากกว่า 20 ปี ประมาณ 3.7 ล้านคัน (ตารางที่ 2) ขณะที่จำนวนประชากรที่สามารถเข้าร่วมโครงการ “รถยนต์คันแรก” ได้ มีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

แม้โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” คาดช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศได้ โดยระดับผลได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ แต่ผลได้ไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศ หรือต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ยังมีอีกหลายประเด็นต้องพิจารณา เช่น ข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติของรถยนต์เก่าและรถยนต์ใหม่ที่จะเข้าโครงการได้ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เช่น รถยนต์ใหม่ที่จะซื้อได้ควรเป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ไม่ใช่รถยนต์นำเข้า ดังตัวอย่างในต่างประเทศที่ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้นได้ไม่เต็มที่ในช่วงทำโครงการ นอกจากนี้ รถยนต์เก่าที่นำมาแลก อาจมีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาการถือครองรถก่อนนำมาแลกด้วย เพื่อลดโอกาสทุจริตในโครงการ ,การพิจารณาเรื่อง “ภาษีรถยนต์ประจำปี” ที่สอดคล้องกับการอายุการใช้งานและการปล่อยมลพิษ อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยผลักดันโครงการให้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันอัตราภาษีรถยนต์พบว่าถูกลงทุกปีนับจากปีที่ 6 จนเหลือเพียงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปีที่ 10,หากโครงการเป็นในรูปแบบสมัครใจกระแสต่อต้านจากผู้บริโภคย่อมน้อยกว่าการออกกฏหมายบังคับ เช่น การบังคับใช้กฏหมายกำหนดอายุรถยนต์ที่สามารถนำมาต่อทะเบียนเพื่อใช้ได้ เป็นต้น

การที่ผู้บริโภคแบ่งส่วนรายได้มาจ่ายกับรถยนต์คันใหม่ อาจส่งผลให้การใช้จ่ายในสินค้าและบริการอื่นลดลง ซึ่งประเด็นนี้อาจต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างปัจจุบัน อีกทั้ง รถยนต์เก่าที่นำมาแลก หากเกิดกรณีให้นำเข้าสู่ตลาดมือสองได้ มีโอกาสไปกดดันราคารถมือสองให้ต่ำลง จากอุปทานที่เพิ่มสูง ตรงข้ามหากต้องนำเข้าสู่กระบวนการกำจัดซากเท่านั้นก็อาจทำให้ราคารถมือสองขยับขึ้น เพราะอุปทานในตลาดลด หากอุปสงค์รถยนต์มือสองยังเท่าเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...