โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ถอดรหัส “ประยุทธ มหากิจศิริ” การต่อสู้ที่สะเทือนธุรกิจ “เนสกาแฟ” ประเทศไทย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 14 เม.ย. 2568 เวลา 04.16 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

หากเอ่ยถึง "เจ้าพ่อเนสกาแฟ" ชื่อของ "ประยุทธ มหากิจศิริ" เป็นชื่อที่หลายคนนึกถึง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าแบรนด์ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทยถูกสังคมเข้าใจมาโดยตลอดว่าเป็นของครอบครัว “มหากิจศิริ” ก่อนที่จะมีเรื่องที่ช็อกธุรกิจกาแฟไทยเมื่อนายประยุทธและนายเฉลิมชัย (บุตรชาย) ซึ่งได้รับหุ้นต่อจากนายประยุทธ ได้ยื่นฟ้องกรรมการ “เนสท์เล่ เอส เอ” บริษัทสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ เจ้าของแบรนด์เนสกาแฟ และกรรมการ “คิวซีพี” ฝ่ายเนสท์เล่ ต่อศาลแพ่งมีนบุรี หลังถูกบอกเลิกสัญญาการทำธุรกิจร่วมกัน ระหว่างนายประยุทธ์ กับ “เนสท์เล่ เอส เอ” อันเนื่องมาจากเงื่อนไขทางธุรกิจในการผลิต และจำหน่ายกาแฟในประเทศไทยในนามของ “เนสกาแฟ”

คำถามที่ยังอยู่ในใจคอกาแฟหลายคน…เหตุอะไรที่คนในครอบครัว “มหากิจศิริ” ต้องฟ้องร้องให้เป็นคดีความใหญ่โต ในเมื่อนายประยุทธคือภาพของ “เนสกาแฟ” ประเทศไทย เรื่องนี้อาจต้องย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟยี่ห้อดังอย่าง “เนสกาแฟ” ในบ้านเรา

เนสกาแฟ เป็นแบรนด์กาแฟที่มี “เนสท์เล่ เอส เอ” บริษัทสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ เป็นเจ้าของ ซึ่งเนสท์เล่ เอส เอ ได้เริ่มทําธุรกิจกาแฟในสวิสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 ตามคําร้องขอขอรัฐบาลบราซิล ที่ต้องการให้ความ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในบราซิลที่ประสบปัญหาเมล็ดกาแฟล้นตลาด และใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น เนสกาแฟก็ขยายตลอดออกไปยังยุโรป อเมริกา และประเทศต่าง ๆ จนเป็นแบรนด์กาแฟยอดนิยม

สําหรับการทําธุรกิจกาแฟในประเทศไทย “เนสท์เล่ เอส เอ” ได้นําเข้าสินค้าเนสกาแฟมาจําหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2516 ก่อนที่นายประยุทธลงขันกับนักธุรกิจคนอื่น ตั้งบริษัทผลิต “เนสกาแฟ” ในไทย โดยให้ “เนสท์เล่ เอส เอ” เข้ามาถือหุ้นในบริษัทจำนวน 50% แต่หลังจากนั้นนายประยุทธ์ ได้ไปก่อตั้งบริษัท คิวซีพี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ เพื่อผลิตกาแฟสําเร็จรูปภายใต้แบรนด์เนสกาแฟหรือแบรนด์ของเนสท์เล่ และต้องขายสินค้าที่ผลิตได้ทั้งหมดให้บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) เท่านั้น

โดยที่ “เนสท์เล่ เอส เอ” ได้ถือหุ้นใน “คิวซีพี” คนละครึ่งกับนายประยุทธ โดยที่สูตรการผลิต เทคโนโลยี เครื่องจักร และซอฟแวร์ที่ใช้ในการผลิตกาแฟสําเร็จของบริษัท คิวซีพี นั้นเป็นของ “เนสท์เล่” ทั้งหมด แม้กระทั่งการลงไปช่วยเหลือเกษตรกรไทยในการพัฒนาพันธุ์กาแฟโรบัสต้าให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกได้ ก็เป็นองค์ความรู้ที่ “เนสท์เล่” นํามาให้และทํางานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟของไทย และให้ “คิวซีพี” เป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟดังกล่าวมาผลิตเนสกาแฟ ที่สําคัญอํานาจในการควบคุมกระบวนการผลิตและบริหารโรงงานผลิตกาแฟของ “คิวซีพี”นั้น อยู่ภายใต้อํานาจการตัดสินใจของเนสท์เล่ตามสัญญา

ขณะที่นายประยุทธ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานบริษัท คิวซีพี และได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทนประจําปีของกรรมการ รวมทั้งได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 1 จากยอดขายเนสกาแฟของ คิวซีพี ทุกปี รวมทั้งได้รับเงินปันผลจากกําไรของคิวซีพีอีกต่อหนึ่ง นับรวมรายได้หลักพันล้านบาท

การร่วมงานกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายประยุทธ ในฐานะประธานคิวซีพี ซึ่งเป็นโรงงานผลิตกาแฟสําเร็จรูปของ “เนสกาแฟ” เป็นเพียงผู้ติดต่อประสานงานกับภาครัฐ และการออกงานสังคมและงานอีเวนต์ต่าง ๆ ของคิวซีพี และให้คําปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับงานอีเวนต์ต่าง ๆ แก่กรรมการผู้จัดการของคิวซีพี จุดนี้เอง ที่ทําให้ผู้คนรู้จัก ประยุทธ ในฐานะประธานของโรงงานผลิตเนสกาแฟ และเห็น ประยุทธ ยืนคู่กับผลิตภัณฑ์ของเนสกาแฟในงานอีเวนต์หรืองานสังคมต่าง ๆ

แต่ปัญหาอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2555 เมื่อสัญญาร่วมทุนระหว่างนายประยุทธกับเนสท์เล่ใกล้จะหมดอายุลง การเจรจาเรื่องการต่อสัญญาก็เริ่มต้นขึ้น แต่เมื่อเนสท์เล่เห็นว่าได้ให้ผลตอบแทนเป็นเวลานานแล้ว จึงไม่ต้องการต่อสัญญาอีกครั้ง ทำให้เกิดการฟ้องร้องและข้อพิพาทระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งได้ลากยาวไปถึงปี พ.ศ. 2565 และในที่สุดเนสท์เล่ก็ได้บอกเลิกสัญญาร่วมทุนตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้

เมื่อนำเรื่องอนุญาโตตุลาการทางการค้าระหว่างประเทศ ที่ประเทศอังกฤษ ปรากฏว่า อนุญาโตฯชี้ว่า ฝ่าย “เนสท์เล่” ได้ทําตามเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญาร่วมทุนถูกต้องครบถ้วนแล้ว และการบอกเลิกสัญญาร่วมทุนของ “เนสท์เล่” ก็ได้ทําโดยถูกต้อง ดังนั้น การบอกเลิกร่วมทุนกับนายประยุทธ จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และทำให้นายประยุทธ ต้องขาดรายได้หลายพันล้านบาท จากสิ่งที่ “เนสท์เล่” สร้างไว้ เพราะหากดูเนื้อในของ “คิวพีซี” ที่นายประยุทธ เหลืออยู่มีเพียงตัวโรงงานเท่านั้น

จึงเป็นที่มาที่นายประยุทธ์ และครอบครัว นำเรื่องนี้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งมีนบุรี ในหลายกรณี โดยเฉพาะการกล่าวหาว่า “เนสท์เล่” และกรรมการ “คิวพีซี” ร่วมกันสมรู้ร่วมคิดทำลายธุรกิจกาแฟของคิวซีพี และยังขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้สามารถดำเนินการธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้หยุดการผลิต “เนสกาแฟ” ในประเทศไทยชั่วคราว ทำให้ทั้ง “เนสท์เล่”และผู้บริโภคต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...