“กรภัทร” มอง SET มีอัพไซด์ ชี้ PE 14 เท่าไม่แพง ดอกเบี้ยต่ำหนุน แนะกลุ่มแบงก์–นิคม–ไฟฟ้า
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 26 ก.พ.2569 ว่า การปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยกว่า 20 จุด วานนี้ สะท้อนการตอบรับปัจจัยบวกสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งทยอยรับรองผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองและสร้างความคาดหวังต่อการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน และประเด็นทางการเมืองอื่น ๆ ที่ดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย
ในมุมมองของฝ่ายวิจัยปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อทิศทางตลาดมากที่สุดคือการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และอาจอยู่ในช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ย โดยยังมี Policy Space เหลืออีกราว 0.50% หากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าคาด
ขณะเดียวกันการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อที่เข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าประเมินเดิม บ่งชี้ว่านโยบายการเงินผ่อนคลายอาจยาวนานอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ซึ่งจะสอดประสานกับนโยบายการคลังและการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ดังนั้นมองว่าหุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ เนื่องจากมูลค่าตลาดหุ้นไทยยังไม่ถือว่าแพง โดยค่า Price to Earnings Ratio ปัจจุบันอยู่ราว 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 17 เท่า ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่ยังมีช่องว่างในการปรับขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่
สำหรับกลุ่มธนาคาร แม้การลดดอกเบี้ยอาจกดดันส่วนต่างดอกเบี้ยระยะสั้น แต่หลายแห่งยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับสูง บางแห่งมีการจ่ายปันผลพิเศษและซื้อหุ้นคืน สะท้อนความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุน และหากวัฏจักรการลงทุนกลับมา สินเชื่อจะฟื้นตัวและหนุนผลประกอบการในระยะถัดไป
สำหรับธีมการลงทุนที่น่าสนใจได้แก่
1.กลุ่มธนาคารพาณิชย์: ได้อานิสงส์จากวงจรการลงทุนที่เร่งตัวขึ้นและสินเชื่อที่คาดว่าจะกลับมาเติบโต โดยเน้นไปที่หุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงหรือมีการซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่ม ROE เช่น KTB (ที่มีปันผลพิเศษ), BBL, KBANK, SCB และ TTB
2.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ถือว่าเป็น "The Winner" จากกระแส FDI และการขยายตัวของ Data Center โดยมีหุ้นเด่นคือ AMATA และ WHA
3.กลุ่มโรงไฟฟ้า: เช่น GULF และ GPSC ที่มีโอกาสเติบโตตามโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่
4.กลุ่มพาณิชย์ (Retail): นำโดย CPALL ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักจะฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศ
โดยคำแนะนำการลงทุนและหุ้นเด่น (Top Picks) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้นหรือสะสมหุ้นในจังหวะนี้ มีตัวเลือกที่น่าสนใจคือ KTB ให้ราคาเป้าหมายที่ 38 บาท โดยมีแนวรับที่ 34.50 บาท และแนวต้านที่ 36.00 บาท,CPALL มองแนวรับที่ 52.00-52.50 บาท และแนวต้านที่ 54.00-55.00 บาท และ AMATA แนะนำให้ค่อยๆ สะสม หากผ่านแนวต้าน 20 บาทได้ จะเป็นการเข้าสู่รอบใหม่ที่ชัดเจน โดยมีแนวรับอยู่ที่ 19.30-19.50 บาท