เลือดนองตลาดหุ้น
วานนี้เป็นครั้งที่ 6ของตลาดหุ้นไทยที่ใช้มาตรการ “Circuit Breaker” พักการซื้อขาย 30 นาที หลังดัชนีรูดหนัก 8% ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง “อิหร่าน”กับ “สหรัฐฯ”โดยมีตัวแสบอย่าง “อิสราเอล”คอยจุ้นจ้านตลอดเวลาแบบนี้..มันทำให้เสียงของผู้คนทั่วโลกแตกออกเป็น 2 ฝั่ง เพราะมีผู้ที่เห็นด้วยกับการกระทำของสหรัฐฯ เปิดก่อน ส่วนอีกฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า ทรัมป์เป็นคนบ้าอำนาจ เลยทำให้โลกปั่นป่วนไปหมดพะยะค่ะ
ที่น่าสนใจคือ ปัญหาสงครามดังกล่าวจะจบลงใน 4 สัปดาห์เหมือนที่ตาแก่พ่นน้ำลายไว้หรือเปล่า? เพราะสิ่งที่ทุกคนรับรู้ตอนนี้ก็คือ เปิดหน้าแลกหมัดให้ตายไปข้างหนึ่ง หลังมีการงัดอาวุธรุ่นใหม่ออกมาสาดใส่กันไม่หยุด และเมื่อเทียบสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง “รัสเซีย”กับ “ยูเครน”ที่กินเวลายือเยื้อนานถึง 3 ปีแบบนี้..เศรษฐกิจทั่วโลกคงพังเละเทะเกินบรรยาย และตลาดหุ้นทั่วโลกย่อยยับอีกนานแน่ ๆ เจ้าค่ะ
ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องย้อนอดีตในช่วงที่หุ้นไทยตกหนัก จนต้องใช้มาตรการพักซื้อขายชั่วคราว มันมีต้นตอจากเรื่องอะไรบ้าง? โดยครั้งแรกที่มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้เกิดขึ้น 19 ธ.ค. 49 ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกันสำรอง 30%ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า “Black Tuesday” ส่วนครั้งที่ 2เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 51วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์หรือที่เรียกกันว่า “Hamburger Crisis” จำกันได้บ่
ส่วนครั้งที่ 3เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 63 ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด 19และครั้งที่ 4ก็เป็นผลต่อเนื่องจากวันก่อน จึงทำให้วันที่ 13 มี.ค. 63 ต้องใช้มาตรการพักซื้อขายอีกครั้งและที่น่าสนใจคือครั้งที่ 5ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องวิกฤตการโควิด 19 ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้วันที่ 23 มี.ค. 63 หยุดซื้อขายชั่วคราวในระหว่างวัน อีฉันเลยเกิดอาการหวั่นใจว่า เที่ยวนี้จะซ้ำรอยเหตุการณ์ในปี 63 เจ้าค่ะ
เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่า เรื่องราวดังกล่าวจะจบเร็วจริงไหม? และจะมีแรงกระเพื่อมอื่น ๆ ตามมาอีกไหม? รวมทั้งพฤติกรรมกระหายสงครามของคนบ้าอำนายอย่าง “ทรัมป์”จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณอีกหรือเปล่า? ล้วนเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ทั่วโลกจมดิ่งอยู่ในความมืดมนต่อไปอีกระยะหนึ่ง และที่น่าเป็นห่วงจริง ๆ ก็คือ หากมีการยกระดับสงครามที่มีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ตลาดหุ้นก็คงร่วงลงอีกแน่ ๆ ตัวเอง
ตรงนี้แหละที่ “โมนิก้า” อยากให้นักลงทุนหันกลับไปมองสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในปี 63ให้ดีเป็นพิเศษ เพราะในเดือน มี.ค.มีการใช้มาตรการพักการซื้อขายชั่วคราวถึง 3 ครั้ง ขณะที่เดือน มี.ค. 69เพิ่งเริ่มใช้มาตรการครั้งแรก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ใช้มาตรการดังกล่าวอีก เพราะวันนี้ทั่วโลกต่างอยู่ในอาการแพนิกกันเป็นแถว ผนวกกับการค้าขายทั่วโลกก็หยุดชะงักแบบนี้..หุ้นมันจะขึ้นได้อย่างไรล่ะจ๊ะ
คิดดูแล้วกัน!..ขนาดบ้านเราอยู่ห่างจากการสู้รบ ยังกลัวเรื่องน้ำมันขาดแคลนจนประชาชนแห่เข้าปั๊มเพื่อตุนน้ำมันให้ได้มากสุด หลังรู้ข่าวเรื่องน้ำมันสำรองของประเทศใช้ได้แค่ 60 วันและรัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันไว้เป็นเวลา 15 วัน เพียงแค่นี้ก็ทำให้ชาวบ้านร้านช่องก็รู้ได้ทันทีว่า ข้าวของมีโอกาสปรับตัวแพงขึ้นแบบนี้..เศรษฐกิจในประเทศจะเดินกันอย่างไรล่ะตัวเอง
งานนี้บอกได้ทันทีว่า การที่ดัชนีร่วงไปมากถึง 117 จุด ก่อนจะมีการตีกลับขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,384.61 จุด ลบไป81.90 จุดด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.59 แสนล้านบาท แถมเป็นการรูดทะลุทุกแนวรับไปหมดแล้ว มันเป็นภาพที่ย้ำเตือนให้นักลงทุนรู้ว่า หากสถานการณ์สงครามเลวร้ายลงกว่าเดิม น่าจะมีแรงขายออกมาอีกเป็นจำนวนมากทุกช่องทาง ไม่ว่าจะขายหุ้นโดยตรงและการทำชอร์ตเซล หรือแม้กระทั่งพุทออปชัน ก็มีสิทธิ์ได้เห็นอีกรอบนะคะ
โมนิก้าและทีมงาน