‘คลัง’ ไม่ตอบ ครม. AOTแก้สัญญาดิวตี้ฟรีทำได้หรือไม่?
‘คลัง’ ยังไม่ตอบ ครม.แก้สัญญา ‘ดิวตี้ฟรี’ ทำได้หรือไม่ หลังพ้นกำหนด 30 วัน ป.ป.ช.หวั่นรัฐสูญรายได้ กรณีลดรายได้ขั้นต่ำ – ขยายสัญญาฯ 1.8 หมื่นล้าน/ปี แนะรัฐบาลตั้ง คกก.กำกับ-ตรวจโครงการนอก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ –ขณะที่ บอร์ด ทอท.เดินหน้าแก้สัญญา – ลดรายได้ขั้นต่อ – ยืดสัมปทาน
ต่อกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 พร้อมข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และงานให้สิทธิประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” ส่งถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 โดย สลค.ได้นำเรื่องดังกล่าวนี้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการคลังสรุปผลการพิจารณา และผลการดำเนินการในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอที่ประชุม ครม.ต่อไป
ต่อมาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทำหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2568 แจ้งมติ ครม.เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 พร้อมสำเนาหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.ที่ ปช 0008/0134 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , อัยการสูงสุด และประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับทราบ และดำเนินการตามที่ ครม.มีมติหลังจากที่พ้นกำหนดเวลา 30 วันมาแล้ว สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จึงนำประเด็นที่ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพในการพิจารณาดำเนินการ ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป.ป.ช.ไปสอบถามความคืบหน้ากับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปรากฏว่า ดร.เอกนิติ ตอบว่า “ผมไม่ทราบว่ามีเรื่องดังกล่าวนี้เสนอเข้าที่ประชุม ครม. หรือ ตอนที่มีการพิจารณาเรื่องนี้ ผมไม่อยู่ในที่ประชุม จึงไม่ทราบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด”
ความเป็นมาของเรื่องนี้เกิดขึ้นภายหลังการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในช่วงปี 2563 ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข คมนาคม เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้ห้ามอากาศยานทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เป็นผลทำให้ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท.ได้รับผลกระทบตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของการกำหนดมาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือคู่สัญญาของ ทอท.อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิดฯ ซึ่งรวมถึงการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค่าปลอดอากร และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ให้กับคู่สัญญาด้วย
และหลังจากที่ ทอท.ออกมาตรการเยียวยาคู่สัญญา สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวถึงผลกระทบอันเนื่องมาจากมาตรการเยียวยาดังกล่าว เนื่องจากมีผลายฝ่ายออกมาให้ความเห็นถึงขอบเขตหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการ ทอท. ในการแก้ไขสัญญาอันมีผลกระทบต่อรายได้ของรัฐที่ลดลง โดย ป.ป.ช.ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้กับคู่สัญญาโดยมิชอบ จนทำให้รัฐเสียประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาและเฝ้าระวังการทุจริต กรณีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)” เพื่อดำเนินการศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาแนวทางป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทุจริต รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตลอดจนการดำเนินงาน หรือ กิจการอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการดังกล่าว ซึ่งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯได้หยิบยกประเด็นการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อการทุจริต ตลอดจนแนวทางการป้องกันและแก้ไข และจัดทำข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการ ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งจะส่งผลให้การป้องกันการทุจริตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถรักษาผลประโยชน์ที่รัฐพึงได้รับจากการจัดทำ และบริหารสัญญาโครงการต่างๆในอนาคต
ถึงแม้การประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานจะมีมูลค่าการลงทุนเกิน 5,000 ล้านบาท ตามมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 แต่โครงการดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เนื่องจากในมาตรา 7 วรรคสอง ระบุว่า “กิจการตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องที่จําเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี”
ตีความธุรกิจ ‘ดิวตี้ฟรีในสนามบิน’ ไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ
จากนั้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ทำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนะหว่างรัฐและเอกชน ครั้งที่ 2/2562 ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยมีการตีความกิจการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ไม่ใช่กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต่อกิจการท่าอากาศยาน จึงไม่อยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนฯ โดยมีเหตุผลดังนี้
1. คำวินิจฉัยของศาลปกครองที่ 122/2550 ว่า กิจการร้านค้าปลอดอากร ไม่ใช่บริการสาธารณะ แต่เป็นการดำเนินการเชิงพาณิชย์
2. ไม่ใช่กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต้องมีในทุกท่าอากาศยาน และ
3. กิจการร้านค้าปลอดอากร ยังเป็นกิจการที่เสริมรายได้ให้กับท่าอากาศยาน และไม่ได้เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นที่ขาดไม่ได้
ดังนั้น กิจการร้านค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการนโยบายฯ เรื่อง กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการท่าอากาศยาน และการขนส่งทางอากาศ พ.ศ. 2562 จึงไม่อยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน
ส่วนกิจการบริการจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ (Retail and Service) ถือเป็นกิจการเชิงพาณิชย์ จึงไม่ได้มีการระบุไว้ในประกาศคณะกรรมการนโยบายฯตามาตรา 7(3) โดยกระทรวงการคลังได้นำร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายฯเสนอที่ประชุม ครม.ผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2562 เป็นต้นมา เนื่องจากโครงการที่ไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนฯ
จากการศึกษาของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ฯ ป.ป.ช. พบว่า การดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติ พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ.PPP) ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับนโยบายของหน่วยงานเจ้าของโครงการนั้น ๆ ส่วนในกรณีของรัฐวิสาหกิจจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และกระทรวงเจ้าสังกัดเป็นหลัก ยกตัวอย่าง การให้สิทธิแก่เอกชน เพื่อดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท.นั้น กรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โดย ทอท.ได้ดำเนินการตามระเบียบ ทอท.ว่าด้วยการให้สิทธิประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ พ.ศ. 2555 ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2556) และฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2557) และข้อกำหนด ทอท.ว่าด้วยวิธีการดำเนินการคัดเลือกเพื่อให้สิทธิประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ พ.ศ. 2561 ซึ่งการออกระเบียบดังกล่าว เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ทอท.ตามข้อบังคับของ ทอท.ข้อ 36 เป็นต้น นอกจากนี้มีบางโครงการสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และไม่มีหน่วยงานภายนอกเข้าไปร่วมตรวจสอบ
ป.ป.ช.ชี้อาจมีช่องว่าง-ความเสี่ยงต่อการทุจริต
หลังจากที่ได้พิจารณาผลการศึกษาของคณะอนุกกรรมการเฉพาะกิจ ฯเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ ตลอดจนการแก้ไขสัญญาต่างๆที่ไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความเห็นว่า “อาจมีช่องว่าง หรือ ความเสี่ยงต่อการทุจริต จนทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์ เนื่องจากไม่มีการกำกับดูแล และตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก รวมทั้งยังมีกรณีการแก้ไขสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญา ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรจะได้รับ หรือ ก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สิน หรือ ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต หรือ เอื้อประโยชน์ในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการศึกษาข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบ และออกแบบกลไก หรือ เครื่องมือต่างๆ เพื่อกำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินงาน โดยเฉพาะกิจการเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ และต้องไม่กระทบต่อการดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจของทั้งภาครัฐและเอกชน”
แนะรัฐบาลตั้ง คกก.กำกับ-ตรวจโครงการนอก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ
คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีข้อเสนอแนะด้านนโยบายถึงคณะรัฐมนตรีว่า “รัฐบาลควรมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ถึงข้อดี ข้อเสีย ของการกำกับกิจการ โครงการซึ่งไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อนำมาออกแบบกลไกหรือ เครื่องมือต่างๆ เพื่อกำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงาน โดยเฉพาะกิจการเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงโดยมุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ และต้องไม่กระทบต่อการดำเนินงานตามหน้าที่ และอำนาจของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ อยู่ภายใต้กระบวนการ หรือขั้นตอนที่โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต หรือเอื้อประโยชน์จากการดำเนินโครงการต่าง ๆ ระหว่างรัฐและเอกชนในอนาคต รวมทั้งพิจารณากำหนดหน่วยงาน หรือคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินโครงการที่ไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ อาทิ คณะกรรมการกำกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ โดยมีผู้แทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบการดำเนินงานต่าง ๆให้มีมาตรฐานเทียบเท่าการดำเนินโครงการภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และทำให้การบริหารสัญญาเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้”
โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับ ดูแลรัฐวิสาหกิจ ควรมีการกำกับติดตามและเร่งรัดให้ ทอท. ดำเนินการตามข้อเสนอแนะเพื่อป้อวกันการทุจริต กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประมูลงานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในอาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของ ทอท.ที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติรับทราบเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 โดยเฉพาะประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินกการ อาทิ ระบบการรับรู้รายได้ (Point of Sale : POS) และการจัดตั้งจุดส่งมอยสินค้า หรือ “Pick up Counter” โดยในส่วนของกระบวนการซื้อขาย และตรวจสอบยอดรายได้จากการทำสัญญาต่างๆ ในอนาคต ทอท.ต้องให้ความสำคัญ และกำหนดเงื่อนไขในการติดตั้ง และเชื่อต่อระบบรับรู้รายได้ (POS) ที่สมบูรณ์และถูกต้องตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด หากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบการรับรู้รายได้ (POS) ตามที่กำหนดในข้างต้น ทอท.ต้องไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการในพื้นที่ของ ทอท.ได้ เพื่อให้รัฐได้รับผลประโยชน์ตอบแทนที่ถูกต้อง เป็นไปตามสัญญา และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งควรจะต้องมีการรวบรวมและวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ตลอดจนแนวทางการแก้ไข เพื่อให้การบริหารสัญญาต่าง ๆเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการปรับปรุง และพัฒนาการดำเนินงานของ ทอท.ให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการป้องกันและลดความเสี่ยงการทุจริตที่อาจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการต่างๆของ ทอท.ในอนาคต
นอกจากนี้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯของ ป.ป.ช. ยังได้ศึกษารายละเอียดของการแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี และสัญญาสัมปทานการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิช์ในอาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. ภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 3/2563 ได้มีมติอนุมัติมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ณ ท่าอากาศยาน ทอท.ทั้ง 6 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดฯ โดยการปรับลดค่าผลประโยชน์ตอบแทนคงที่รายเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2563 ในอัตราร้อยละ 20 สำหรับสัญญาที่เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ ส่วนที่มีการกำหนดค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำรายเดือน หรือรายปี (ตามข้อเสนอของคู่สัญญา) ให้เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 ซึ่งต่อมาได้มีการขยายมาตรการดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 ตามมติคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564
ต่อมา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 7/2563 ได้มีมติให้ขยายเวลาการปรับปรุงตกแต่งพื้นที่ให้กับผู้รับสัมปทานออกไปอีก 1 ปี ทำให้ ทอท.ไม่สามารถเรียกเก็บค่าเช่าได้ นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ยังมีมติให้ขยายอายุสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ รวมทั้งขยายอายุสัญญาสัมปทานบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในอาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วย จากเดิมสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2574 ขยายออกไปสิ้นสุดในปี 2575
จากนั้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 8/2563 ได้มีมติอนุมัติให้เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ รวมทั้งสัญญาสัมปทานบริหารจัดการกิจกรรมในพื้นที่เชิงพาณิชย์ในอาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังสิ้นสุดมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการตามมติคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 3/2563 โดยให้พิจารณาจากค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อผู้โดยสาร (Sharing Per Head) และจำนวนผู้โดยสารที่เกิดขึ้นจริง ไปจนกว่าจำนวนผู้โดยสารจริงของ ทอท.มีจำนวนเท่ากับ หรือมากกว่าจำนวนผู้โดยสารตามประมาณการของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) หรือ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด (KPS) แล้วแต่กรณีในปี 2564 ที่อ้างอิงจากเอกสารการประมูล จากนั้นในปีถัดดไปจะเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำโดยใช้สูตรการคำนวณ MAG (i) พิจารณาจากอัตราการเจริญเติบโตของผู้โดยสารประกอบกับอัตราเงินเฟ้อของปีปฏิทินก่อนหน้า
หวั่นรัฐสูญรายได้กรณีลดรายได้ขั้นต่ำ – ขยายสัญญาฯ 1.8 หมื่นล้าน/ปี
โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ได้ให้ข้อสังเกตว่า “การแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีและสัญญาบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานของ ทอท. นั้นเป็นการดำเนินการโดยเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ทอท. เพื่อพิจารณาอนุมัติ และได้ดำเนินการแก้ไขสัญญาโดยอาศัยมติที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท. ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่แตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดใน TOR และในสัญญาฉบับก่อนแก้ไข รวมถึงการขยายระยะเวลาของสัญญาสัมปทานฯด้วย” คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบประมาณการค่าผลประโยชน์ตอบแทนก่อน และหลังการแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีและสัญญาสัมปทานบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานของ ทอท. โดยอ้างอิงจากรายานการประชุมคณะกรรมการพิจารณารายได้ของ ทอท.ครั้งที่ 12/2563 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 และรายงานกการประชุมคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 8/2563 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 พบว่ารัฐอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้จากการปรับลดค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้กับบริษัทคู่สัญญา รวมทั้ง 3 สัญญา คิดเป็นเงินกว่า 18,021 ล้านบาทต่อปี
หลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯแล้ว จึงมีข้อเสนอแนะเรื่องการบริหารจัดการโครงการ และการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา 3 ประเด็นดังนี้
1. กรณีหน่วยงานเจ้าของโครงการ มีการพิจารณากำหนดนโยบาย มาตรการ หรือ แนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญา จะต้องพิจารณาภายใต้กรอบของกฎหมาย และความเมาะสมของสถานการณ์ โดยจะต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อนการดำเนินการใด ๆที่อาจก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สิน หรือ ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความคุ้มค่า ต้นทุนผลประโยชน์ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ รวมทั้งต้องไม่ดำเนินการที่มีลักษณะเข้าข่ายในการเอื้อประโยชน์ให้แก่คู่สัญญารายใดรายหนึ่ง ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นเรื่องที่กระทบกับผลประโยชน์ของรัฐ หรือ ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เห็นควรให้หน่วยงานเจ้าของโคงการ นำเสนอแนวทางการให้ความช่วยเหลือต่อหน่วยงานที่กำกับดูแล อาทิ กระทรวงเจ้าสังกัด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คณะรัฐมนตรี พิจารณาก่อนที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
2. ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญา ที่อาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับ หรือ ก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สิน หรือ ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเสนอผลการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเจ้าสังกัด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) หรือ คณะรัฐมนตรีทราบด้วย ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยรายงานผลการศึกษา วิเคราะห์ในข้างต้น ควรจะต้องประกอบไปด้วย ข้อดี ข้อเสีย มูลค่าความเสียหาย ตลอดจนผลกระทบในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความคุ้มค่า ต้นทุน ผลประโยชน์ เสถียรภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุง/แก้ไขสัญญา ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันต่อไป
2. ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญา ที่อาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับ หรือ ก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สิน หรือ ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเสนอผลการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเจ้าสังกัด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) หรือ คณะรัฐมนตรีทราบด้วย ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยรายงานผลการศึกษา วิเคราะห์ในข้างต้น ควรจะต้องประกอบไปด้วย ข้อดี ข้อเสีย มูลค่าความเสียหาย ตลอดจนผลกระทบในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความคุ้มค่า ต้นทุน ผลประโยชน์ เสถียรภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุง/แก้ไขสัญญา ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันต่อไป
3. ในกรณีที่คู่สัญญา หรือ ผู้รับสัมปทานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หรือ เหตุสุดวิสัยต่างๆ หน่วยงานเจ้าของโครงการ และคู่สัญญา หรือ ผู้รับสัมปทาน ต้องพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็น และความเหมาะสม ตลอดจนคำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะอย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญา หรือดำเนินการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการทุจริต หรือ การเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนคู่สัญญาจนส่งผลกกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง เพื่อลดความเสี่ยงหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์ของรัฐ
หลังจากที่ ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักนำเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงคมนาคม อัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการคลังสรุปผลการพิจารณา และผลการดำเนินการในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป ปรากฏว่าเรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
ทอท.เดินหน้าแก้สัญญา – ลดรายได้ขั้นต่ำ – ยืดสัมปทาน
ในวันเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามที่กล่าวข้างต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ครั้งที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ก็ได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. ประกอบด้วยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , ดอนเมือง , ภูเก็ต , เชียงใหม่ และหาดใหญ่ และมีมติอนุมัติให้ ทอท.แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท.ทั้ง 5 แห่ง โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท.ได้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างการแก้ไขสัญญาสัมปทาน กับการยกเลิกสัญญา เพื่อเปิดประมูลใหม่ จนได้ข้อสรุปทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด คือ การแก้ไขสัญญา โดยปรับเงื่อนไขการอนุญาตให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการบริหารสัญญา โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้
- รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ กล่าวคือ ทอท.ไม่ต้องดำเนินการหาผู้ประกอบการายใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณ และยังมีความไม่แน่นอนจากการหาผู้ประกอบการรายใหม่มาทดแทน อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 14 เดือน
- รายได้มั่นคงกว่า กล่าวคือ ทอท.ยังได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีช่วงที่ขาดรายได้ในระหว่างการประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่ ทำให้สูญเสียรายได้จากการไม่มีผู้ให้บริการ
- ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า กล่าวคือ จากผลการศึกษาพบว่า แนวทางการแก้ไขสัญญาจะให้ผลตอบแทนทางการเงินที่สูงกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำในกรณีหาผู้ประกอบการรายใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ต่ำกว่าข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอลำดับที่ 2 ที่เคยยื่นการประมูลครั้งก่อน (ปี 2562 บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เป็นผู้ชนะประมูลสัมปทานดิวตี้ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยยื่นข้อเสนอจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำให้กับ AOT ปีละ 15,419 ล้านบาท ขณะที่กิจการร่วมค้าการบินกรุงเทพ ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี ผู้ยื่นข้อเสนอลำดับที่ 2 เสนอจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนปีละ 8,516 ล้านบาท ส่วนสัมปทานดิวตี้ฟรีที่สนามบินภูมิภาค (ภูเก็ต , เชียงใหม่ และหาดใหญ่) บริษัท คิง เพาเวอร์ ฯเสนอจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีละ 2,331 ล้านบาท มากว่ากิจการร่วมค้าการบินกรุงเทพ ล็อตเต้ฯ ยื่นข้อเสนอจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีละ 2,108 ล้านบาท
- ลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ กล่าวคือ การยกเลิกสัญญาอกจากจะทำให้ ทอท.ขาดรายได้ และ Level of Service ลดลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการจ้างงานของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้ การเลือกแนวทางการแก้ไขสัญญาสัมปทานดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อ ทอท.มากกว่าการยกเลิกสัญญาแล้วเปิดประมูลใหม่ ซึ่งการยกเลิกสัญญาจะทำให้ ทอท.ขาดรายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนจนกว่าจะมีผู้ประกอบการายใหม่เข้ามาดำเนินการแทน คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 14 เดือน และผู้ประกอบการายใหม่อาจไม่สามารถให้ค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ ทอท.ได้ในระดับเทียบเท่า หรือ สูงกว่าผู้ประกอบการในปัจจุบัน (จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีปัญหาทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก) ซึ่งในแต่ละสัญญายังคงเงื่อนไขดังนี้
- การเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (Minimum Guarantee : MG) : ทอท.ยังคงได้รับค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) และค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำมีอัตราการเติบโต 5% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) 20% ของรายได้จากการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร
- ค่าผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside)
หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด โดยมีรายละเอียดของแนวทางการแก้ไขในแต่ละท่าอากาศยานดังนี้
1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) แนวทางการแก้ไข : ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ตามหลักการเรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อคนและมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 5 ทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ทอท.ได้เจรจาทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทอท.มีโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติม ในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 20 ตลอดอายุสัญญา และได้ขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก 2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนา ทสภ.ที่คาดว่า จะดำเนินการก่อสร้างในส่วนของอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) แล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ.2575 การขยายระยะเวลาของสัญญาดังกล่าวจะครอบคลุมช่วงที่ต้องปิดซ่อมแซมพื้นที่ทุกส่วนในอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการ KPD ใช้ดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างปี พ.ศ. 2575-2578 ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว คาดว่าจะไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้าร่วมประมูล ดังนั้น การขยายอายุสัญญาจึงมีความจำเป็นเพื่อให้ ทสภ.สามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในระหว่างการทยอยปิดซ่อมแซมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันได้อย่างราบรื่น
2. ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) แนวทางแก้ไข : ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตร (โดยคิดเป็น 39,187.76 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน) และเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ที่ร้อยละ 20 ตามสัญญาเดิม และหากอัตราการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารกลับมาเกินร้อยละ 100 ทอท.จะกลับไปใช้อัตราค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตรตามที่เคยตกลงไว้ก่อนหน้า และขยายระยะเวลาของสัญญา เนื่องจากตามแผนพัฒนาท่าอากาศยาน ผู้ประกอบการปัจจุบันมีความจำเป็นต้องย้ายไปให้บริการ ณ อาคารผู้โดยสาร 3 และรื้อถอนการลงทุนในอาคารผู้โดยสารเดิมออก ผลการศึกษาพบว่า หากมีการลงทุนในพื้นที่ใหม่สำหรับธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากรจะมีระยะเวลาการประกอบกิจการที่เหมาะสมจากการลงทุนใหม่นั้นประมาณ 5 ปี
ดังนั้น การขยายระยะเวลาของสัญญาที่เหมาะสมและสร้างแรงจูงใจในการย้ายอาคารผู้โดยสาร คือ 5 ปี (นับรวมอายุสัญญาคงเหลือ) กล่าวคือ หากระยะเวลาจากสัญญาเดิมเหลือ 3 ปี ในวันที่อาคารผู้โดยสาร 3 แล้วเสร็จ ระยะเวลาคุ้มทุนคือ 5 ปี ดังนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายสัญญาอยู่ที่ 2 ปี อย่างไรก็ตาม หากการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร 3 ล่าช้าออกไปจนทำให้สัญญาประกอบกิจการของ KPD ณ ทดม. ปัจจุบันคงเหลืออายุสัญญาไม่ถึง 1 ปี ณ วันเปิดอาคารผู้โดยสาร 3 อย่างเป็นทางการ ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณายกเลิกสัญญาของ KPD ปัจจุบัน เพื่อเปิดประมูลใหม่
3. ท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ท่าอากาศยานภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ (ทกภ., ทชม. และ ทหญ.) แนวทางแก้ไข : ทอท.ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) ตามหลักการเรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 129.67 บาทต่อคน และมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 5 ทุกปีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2573 เนื่องจากสภาพการใช้จ่ายของผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานภูมิภาค และปริมาณผู้โดยสารปรับตัวลงอย่างมาก ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 หรือเทียบเท่าค่าเฉลี่ยตลอดสัญญาที่ 134.70 บาทต่อคน) อีกทั้ง ทอท.ได้เจรจาทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสารส่วนเกิน (Spending per Head) เมื่อบรรลุเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับ ทสภ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทอท.มีโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติมในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิม ที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 20 ตลอดอายุสัญญา ทั้งนี้ ภายหลังการแก้ไขสัญญาแล้ว ในอนาคตหากธุรกิจกลับมาเหมือนเดิมตามข้อเสนอการดำเนินงานกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Proposal) ของ KPD ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ที่จะขอเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนเดิมตามที่ KPD เสนอใน Proposal
ทอท.ประกาศผลคะแนน – ซองราคา “คิง เพาเวอร์” จ่ายค่าตอบแทนปีแรก 2.35 หมื่นล้าน
“คิง เพาเวอร์” คว้าดิวตี้ฟรีดอนเมือง การันตีรายได้ 1,500 ล้าน/ปี
“ทัวร์ลง AOT” บอร์ดฯปรับลดรายได้ขั้นต่ำ – เลื่อนนับอายุสัมปทานดิวตี้ฟรี
AOT ส่งจม.ถึง ‘คิง เพาเวอร์ – สายการบิน’ อ้างโควิด ยืดจ่ายค่าผลประโยชน์ แก้ขาดสภาพคล่อง
ครม.เห็นชอบข้อเสนอ ป.ป.ช. ป้องกันคอร์รัปชัน-แก้ผูกขาด “ธุรกิจดิวตี้ฟรี”