"เรืองไกร" ร้อง กกต. ตรวจนโยบาย ปชป. แจก 40,000 ไม่เสียภาษี เข้าข่ายขัดกฎหมาย-รัฐธรรมนูญหรือไม่
">
วันที่ 3 ก.พ. 69 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ กกต. ตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 กรณีเสนอนโยบายการหาเสียงลำดับที่ 23 ลดภาษีเงินได้บุคคล เงินได้ 40,000 บาทแรก (ต่อเดือน) ไม่เสียภาษี ว่าเข้าข่ายเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอันจะฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ และขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า นโยบายการลดภาษีต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากร แต่ไม่เห็นการกล่าวถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงต้องร้องให้ กกต. ตรวจสอบ โดยในคำร้องมีเป็นข้อ ๆ ดังนี้
ข้อ 1. มาตรา 73 (5) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 บัญญัติว่า
“มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
(5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง”
ข้อ 2. พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 กรณีเสนอนโยบายการหาเสียงลำดับที่ 23 ลดภาษีเงินได้บุคคล เงินได้ 40,000 บาทแรก (ต่อเดือน) ไม่เสียภาษี โดยระบุไว้ในตารางที่แจ้ง กกต. ดังนี้
เรื่องวงเงินที่ใช้ “ไม่ใช้เงินงบประมาณ”
ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ “ไม่ใช้วงเงินงบประมาณ”
ความคุ้มค่าความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย “ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่เริ่มทำงานใหม่ และประชาชนผู้ที่ต้องเสียภาษี ได้รับประโยชน์จากการลดฐานรายได้สุทธิ ที่ไม่ได้รับการปรับลดมาเป็นเวลานาน และเป็นการลดที่ไม่เอื้อต่อผู้มีรายได้สูงแบบมาตรการภาษีที่ผ่านมา”
ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย “ประชาชนมีเงินเหลือเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีให้แก่ผู้เริ่มต้นทำงานและผู้มีรายได้น้อย”
ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย “ประชาชน ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาได้รับการลดภาษี โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่ถึง 40,000 บาทต่อเดือน” “ราชการ : ต้องหารายได้อื่นมาทดแทน” “เศรษฐกิจ : ประชาชนนำเงินที่ประหยัดจากจ่ายภาษีมาใช้จ่ายเกิดการกระจายรายได้ เพิ่มโอกาสในการตั้งตัวผู้เริ่มทำงานใหม่ มีการออม และการลงทุนเพิ่มขึ้น”
ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย “รัฐไม่สามารถรายได้มาทดแทนรายได้ภาษีที่ลดลง”
ข้อ 3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า “บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ (1) ลดอัตรา หรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพของท้องที่บางแห่งหรือทั่วไป” และวรรคสอง บัญญัติว่า “การลดหรือยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกายกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้”
ข้อ 4. นโยบายลำดับที่ 23 ที่ไม่ได้ระบุว่า จะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาไว้ด้วย จึงอาจไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบวรรคสอง
ข้อ 5. อีกทั้งนโยบายดังกล่าว ไม่ได้แยกประเภทเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ตามความในมาตรา 40 (1) – (8) ซึ่งต้องเรียกเก็บตามอัตราก้าวหน้าจากผู้มีเงินได้พึงประเมินทุกราย ทำให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาย่อมได้รับยกเว้นภาษีตามอัตราก้าวหน้าทุกราย ไม่อาจแบ่งแยกว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือผู้มีรายได้สูง และนโยบายดังกล่าวอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 อีกด้วย
ข้อ 6. หากนโยบายการลดภาษีดังกล่าว ขัดต่อบทบัญญัติในประมวลรัษฎากร หรือรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 กรณี จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ตามความในมาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561