โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"เรืองไกร" ร้อง กกต. ตรวจนโยบาย ปชป. แจก 40,000 ไม่เสียภาษี เข้าข่ายขัดกฎหมาย-รัฐธรรมนูญหรือไม่

สยามรัฐ

อัพเดต 58 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

วันที่ 3 ก.พ. 69 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ กกต. ตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 กรณีเสนอนโยบายการหาเสียงลำดับที่ 23 ลดภาษีเงินได้บุคคล เงินได้ 40,000 บาทแรก (ต่อเดือน) ไม่เสียภาษี ว่าเข้าข่ายเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอันจะฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ และขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า นโยบายการลดภาษีต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากร แต่ไม่เห็นการกล่าวถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงต้องร้องให้ กกต. ตรวจสอบ โดยในคำร้องมีเป็นข้อ ๆ ดังนี้

ข้อ 1. มาตรา 73 (5) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 บัญญัติว่า

“มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

(5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง”

ข้อ 2. พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 กรณีเสนอนโยบายการหาเสียงลำดับที่ 23 ลดภาษีเงินได้บุคคล เงินได้ 40,000 บาทแรก (ต่อเดือน) ไม่เสียภาษี โดยระบุไว้ในตารางที่แจ้ง กกต. ดังนี้

เรื่องวงเงินที่ใช้ “ไม่ใช้เงินงบประมาณ”

ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ “ไม่ใช้วงเงินงบประมาณ”

ความคุ้มค่าความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย “ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่เริ่มทำงานใหม่ และประชาชนผู้ที่ต้องเสียภาษี ได้รับประโยชน์จากการลดฐานรายได้สุทธิ ที่ไม่ได้รับการปรับลดมาเป็นเวลานาน และเป็นการลดที่ไม่เอื้อต่อผู้มีรายได้สูงแบบมาตรการภาษีที่ผ่านมา”

ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย “ประชาชนมีเงินเหลือเพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีให้แก่ผู้เริ่มต้นทำงานและผู้มีรายได้น้อย”

ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย “ประชาชน ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาได้รับการลดภาษี โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่ถึง 40,000 บาทต่อเดือน” “ราชการ : ต้องหารายได้อื่นมาทดแทน” “เศรษฐกิจ : ประชาชนนำเงินที่ประหยัดจากจ่ายภาษีมาใช้จ่ายเกิดการกระจายรายได้ เพิ่มโอกาสในการตั้งตัวผู้เริ่มทำงานใหม่ มีการออม และการลงทุนเพิ่มขึ้น”

ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย “รัฐไม่สามารถรายได้มาทดแทนรายได้ภาษีที่ลดลง”

ข้อ 3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า “บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ (1) ลดอัตรา หรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพของท้องที่บางแห่งหรือทั่วไป” และวรรคสอง บัญญัติว่า “การลดหรือยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกายกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้”

ข้อ 4. นโยบายลำดับที่ 23 ที่ไม่ได้ระบุว่า จะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาไว้ด้วย จึงอาจไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบวรรคสอง

ข้อ 5. อีกทั้งนโยบายดังกล่าว ไม่ได้แยกประเภทเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ตามความในมาตรา 40 (1) – (8) ซึ่งต้องเรียกเก็บตามอัตราก้าวหน้าจากผู้มีเงินได้พึงประเมินทุกราย ทำให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาย่อมได้รับยกเว้นภาษีตามอัตราก้าวหน้าทุกราย ไม่อาจแบ่งแยกว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือผู้มีรายได้สูง และนโยบายดังกล่าวอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 อีกด้วย

ข้อ 6. หากนโยบายการลดภาษีดังกล่าว ขัดต่อบทบัญญัติในประมวลรัษฎากร หรือรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 กรณี จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ตามความในมาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...