โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

4 ปี ‘เดนทิสเต้ X ลิซ่า’ ปี 69 ลุยรีจินัล สานภารกิจแบรนด์โลก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เดนทิสเต้” เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากแบรนด์สัญชาติไทยที่มีเป้าหมายใหญ่คือการก้าวสู่แบรนด์ระดับโลกหรือGlobal Brand ทำให้กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญคือใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกอย่าง “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล" ศิลปิน K-POP สายเลือดไทย

“ลิซ่า” ที่เป็นศิลปิน K-POP วง BlackPink เฉพาะบัญชีอินสตาแกรม(IG) มีผู้ติดตามกว่า 106 ล้านราย(Follower) สะท้อนถึงแฟนคลับที่แข็งแกร่งมาก สามารถต่อยอดการรับรู้แบรนด์ สร้างความผูกพันธ์(Engagement) กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างดี

เดนทิสเต้ ร่วมงานกับ “ลิซ่า” เข้าสู่ปีที่ 4 ปี 2569 มีการยกระดับความร่วมมือไปอีกขั้น เนื่องจาก “เดนทิสเต้” และ “ลิซ่า” จะควงกันทำตลาดขยับสู่ภูมิภาคหรือรีจินัล เจาะขุมทรัพย์ยาสีฟันพรีเมียมไปสู่ประเทศสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ปจำกัดเล่าว่า 4 ปี ที่เดนทิสเต้ ใช้พลังแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ “ลิซ่า” ต่อยอดแบรนด์ ทำให้ยาสีฟันเดนทิสเต้ แกร่งในเซ็กเมนต์พรีเมียมมากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้น แบรนด์แข็งแกร่งมาก

“หากวัดความแข็งแรงของแบรนด์ผ่าน BIV หรือ Brand Incremental Value ลิซ่า ทำให้แบรนด์เดนทิสเต้แข็งแรงมาก เพราะท่ามกลางเศรษฐกิจไม่ดี แบรนด์ไม่กระเทือนเลย แบรนด์ strong มาก”

นอจากนี้ ลิซ่า ยังทำให้เดนทิสเต้ สามารถขยายตลาดยาสีฟันขายผู้บริโภคทั้งโลก ไปตลาดสหรัฐฯ หากพูดเพียงชื่อแบรนด์เดนทิสเต้ คนไม่รู้จัก แต่พอบอกว่าลิซ่าใช้ ไม่ธรรมดา..เพราะคนรับรู้อย่างดี ยิ่งกว่านั้น เมื่อมองนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทย ยาสีฟันเดนทิสเต้ เป็นหนึ่งในไอเทมที่นักเดินทางแดนมังกรต้องหยิบคนละหลอดสองหลอด

หากย้อนเหตุผลที่ “เดนทิสเต้” เลือก “ลิซ่า” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ไม่ใช่แค่ความเป็นคนไทย เป็นศิลปิน K-POP ระดับโลก มีคนติดตามจำนวนมาก ยิ้มแล้วมีความมั่นใจ สะท้อนตัวตนของ “ลิซ่า” ทว่า เภสัชกร ดร.แสงสุข ย้ำเสมอว่า เหตุผลสำคัญคือบริษัทต้องการ “สนับสนุนลิซ่าต่อไปเรื่อยๆ” ในฐานะศิลปิน K-POP ชาวไทย ที่ประสบความสำเร็จได้จาก 1.ความเชื่อมั่นใจตัวเอง 2.จิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้ โดยอย่างหลังค่อนข้างสอดคล้องกับเรื่องราวของ “เดนทิสเต้”

หลายครั้งของการเล่าเส้นทางการเติบโตของ “เดนทิสเต้” เคยผ่านความล้มเหลว การปรามาสมาแล้วว่า“ยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จ” หลังจากปลุกปั้นแบรนด์ได้ 3-4 ปี ควรเลิกได้แล้ว แต่เพราะพลังของการต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ ทำให้ เภสัชกร ดร.แสงสุข นำทัพสร้างแบรนด์ไทยเติบโตสร้างรายได้พันล้าน และขยายไปแล้ว 27 ประเทศทั่วโลก

ด้านศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ภาพของแบรนด์เดนทิสเต้ในอดีตถูกมองเป็นยาสีฟันก่อนนอน แต่ปัจจุบันเป็นมากกว่ายาสีฟันแล้ว หากนิยามเดนทิสเต้นาทีนี้ต้องนึกถึง จดจำได้หรือ recall โฆษณาเดนทิสเต้ที่มีลิซ่า แบรนด์แอมบาสเดอร์สื่อสารการตลาด เพราะสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ดีมาก และยังเชื่อมโยงกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างสูงทั้งมิติของสินค้านวัตกรรม สามารถสร้างยอดขายเติบโตในไทย เกาหลี และญี่ปุ่น อย่างในร้าน Olive Young ที่เกาหลีใต้สามารถเป็น “เบอร์1” อย่างแข็งแกร่ง

ในปี 2569 เดนทิสเต้ ยังคงใช้ “ลิซ่า” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อเนื่องปีที่ 4 โดยภารกิจปีนี้จะมีการขยายการสื่อสารตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากไปยังประเทศสิงคโปร์ และฟิลิปินส์เพิ่มเดิม จากเดิมขอบเขตอยู่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น พร้อมชูคอนเซ็ปต์“4 Years of Trust, One Confident Smile” เพื่อสื่อสารแนวคิด “รอยยิ้มสวยมั่นใจ” ของลิซ่าที่พิสูจน์มาแล้วกว่า 4 ปี และสร้างความประทับใจและการจดจำแบรนด์เดนทิสเต้

บริษัทยังเดินหน้าทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดพรีเมียมด้านนวัตกรรมดูแลช่องปาก 2.รุกตลาดยาสีฟัน

พรีเมียมในอาเซียน ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และอยากครองใจผู้บริโภค ด้วยผลิตภัณฑ์ยาสีฟันเดนทิสเต้ระดับพรีเมียม นำโดยลิซ่า ที่จะเป็นตัวแทนเดนทิสเต้ครองใจผู้บริโภคใน 3 ประเทศ และ3.สานต่อความร่วมมือกับ“ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล” ทำกิจกรรมต่างๆต่อเนื่องทั้งปี

สำหรับการสร้างแบรนด์เดนทิสเต้ สู่ระดับภูมิภาค ยังเป็นการสานเป้าหมายสู่แบรนด์ระดับโลกด้วย หากมองศักยภาพตลาดยาสีฟันในประเทศสิงคโปร์ ให้ความสำคัญกับสุขภาพค่อนข้างมาก และฟิลิปินส์ แม้จะมีประโยค “we are poor but we are not cheap” สะท้อนภาพบางประการของผู้บริโภค แต่ทำให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะใช้สินค้ายาสีฟันพรีเมียมมี อีกทั้งคู่แข่งในตลาดยังไม่มากนัก ที่สำคัญ 2 ประเทศ มีฐานแฟนที่คลั่งไคล้ลิซ่าอันดับต้นๆของเอเชียด้วย

ทั้งนี้ เป้าหมายทั้ง 2 ประเทศต้องการผลักดัน “ยอดขายเติบโตเท่าตัว” ภายใน 12 เดือน หรือมีส่วนแบ่งตลาดที่ 5-10% ที่น่าสนใจคือตลาดฟิลิปินส์ สามารถขายยาสีฟันเดนทิสเต้ราคาสูงกว่าในไทยราว 50% ด้วย

“2 ตลาด ประเทศสิงคโปร์และฟิลิปินส์ เดนทิสเต้ทำตลาดมาเป็นสิบปีแล้ว แต่จากนี้จะสื่อสารการตลาดผ่านลิซ่า แบรนด์แอมบาสเดอร์ไปใน 2 ประเทศด้วย”

ปัจจุบันเดนทิสเต้ ขยายตลาดสู่ 27 ประเทศทั่วโลก เป้าหมายต่อไปคือการปักหมุดเพิ่มเป็น 30-35 ประเทศ โดยหนึ่งในตลาดสำคัญคือสหรัฐฯ และบางประเทศในทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงอาฟริกา

หนึ่งในภารกิจสำคัญของ “เดนทิสเต้” ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่บริษัทต้องการ “ลดปัญหา” สุขภาพช่องปากและฟันของผู้บริโภค เฉพาะในประเทศไทยต้องการเห็นตัวเลขคนฟันผุ มีปัญหาช่องปากและฟันลดเหลือ 85% จากปัจจุบันอยู่ระดับ 96% ที่ผ่านมาจึงมีโปรเจคร่วมกับคลินิกทันตกรรม 1 หมื่นแห่ง แจกยาสีฟัน แปรงสีฟันฟรีนับล้านชิ้นแล้ว

“ปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันแก้ไขกันๆได้ เพียงผู้บริโภคใช้เวลาดูแลแค่ 3-5 นาทีไม่ได้มากเกินไป และหากปล่อยไว้จะเป็นปัญหาใหญ่ อีกทั้งการต้องไปหาหมอเพื่อรักษาปัญหาช่องปากและฟัน ฟันผุใช้เงินจำนวนมาก ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น ดีกว่าจ่ายแพงเพื่อรักษาฟัน ทำไมไม่จ่ายแพงกับยาสีฟันบ้างเพียงหลัก 200-300 บาทต่อหลอด”

ปี 2568 ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟันมีมูลค่า 18,500 ล้านบาท มีการเติบโตเพิ่มขึ้น จากปี 2567 ประมาณ 6% แบ่งเป็นตลาดยาสีฟัน 60% และเป็นตลาดพรีเมียมราว 4,000 ล้านบาท และมีการเติบโต 10% จากปี 2567 โดยเดนทิสเต้มีส่วนแบ่งตลาด 30% ในเซ็กเมนต์ยาสีฟันพรีเมียม

ด้านภาพรวมสยามเฮลท์ กรุ๊ป(รวมสมูทอี และอื่นๆ) มีรายได้ปี 2568 ราว 5,000 ล้านบาท เดนทิสเต้ทำรายได้ราว 1,500-1,800 ล้านบาท มีรายได้จากต่างประเทศ 50% ในอีก 10 ปีข้างหน้าคาดการณ์รายได้ต่างประเทศจะมีสัดส่วน 90% และไทย 10%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...