โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 ปี พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย แม้ความหวังยังคงอยู่ แต่ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด?

Khaosod

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
3 ปี พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย แม้ความหวังยังคงอยู่ แต่ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด?

3 ปี พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย แม้ความหวังยังคงอยู่ แต่ความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างรอบด้านจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด?

ในห้องสอบสวนสถานีตำรวจหรือในค่ายทหารที่ประชาชนเข้าไม่ถึง อาจทำให้ความจริงที่มักจะเป็นสิ่งแรกถูกทำให้สูญหายไปพร้อมกับอิสรภาพของใครบางคน วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ประเทศไทยประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวอักษรที่อยู่ในราชกิจจานุเบกษา

แต่กฎหมายนี้คือลมหายใจของผู้ที่เคยถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ คือหยาดน้ำตาของครอบครัวผู้สูญหาย และคือความพยายามที่จะบอกว่ารัฐไม่มีสิทธิ์พรากชีวิตหรือศักดิ์ศรีของใครไปแบบผิดๆ ได้

วันเวลาล่วงเลยมาครบ 3 ปี เรากลับพบว่าแสงสว่างจากกฎหมายฉบับนี้ ยังส่องไปไม่ถึงความมืดมนในหลายพื้นที่ ความยุติธรรมยังคงเป็นเหมือนสินค้าราคาแพงที่มาถึงช้าเกินไปสำหรับเหยื่อ และคำถามสำคัญที่ยังอยู่ในสังคมคือ กฎหมายนี้มีไว้คุ้มครองใคร คุ้มครองได้จริงแค่ไหน และในความเป็นจริงแล้วนั้น กฎหมายคุ้มครองได้มากน้อยเพียงใด

คำถามเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการจัดวงเสวนาออนไลน์โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ The Reporters เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 3 ปีของการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565เพื่อร่วมกันทบทวน ถอดบทเรียน และรับฟังเสียงจากผู้ที่ยังคงเฝ้ารอความยุติธรรมให้เดินทางมาถึงจริงในชีวิตของพวกเขา

บาดแผลที่ไม่มีใบเสร็จ การเยียวยาจิตใจที่ราชการไม่เข้าใจ

ปิติกาญจน์ สิทธิเดชกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ฉายภาพให้เห็นถึงพัฒนาการที่น่าชื่นชมของการมีกฎหมายนี้แต่ยังไปไม่สุด เธอเริ่มด้วยประเด็นที่เป็นมิติเชิงบวกว่า กฎหมายนี้คือจุดเปลี่ยนที่พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำให้ดูดีและน่าเชื่อถือมากขึ้น ทั้งการบังคับใช้กล้องติดตัวตำรวจ (Body Camera) ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ที่เชื่อว่าจะทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ต้องหาได้รับความคุ้มครอง แต่สิ่งที่ปิติกาญจน์กังวลที่สุดคือรอยรั่วหรือรอยร้าวของการเยียวยา นั่นคือช่วงเวลาหลังความสูญเสียที่เหยื่อและครอบครัวยังคงต้องเผชิญความเจ็บปวดตามลำพัง โดยที่ระบบยังไม่สามารถโอบอุ้มพวกเขาได้อย่างทันท่วงทีและเป็นธรรม

ปิติกาญจน์ สิทธิเดช

ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

"คนทำต้องโทษติดคุก แต่คนที่บาดเจ็บเสียชีวิตเอาอะไรกลับมาไม่ได้ การเยียวยาด้วยเงิน 500,000 บาท สำหรับชีวิตคนหนึ่งคนที่ต้องหายตัวไปหรือเสียชีวิต มันคุ้มไหม? คำตอบคือไม่คุ้มหรอก สิ่งที่เราเห็นความสำคัญที่สุดคือการป้องกันให้ดี เพราะถ้าเกิดเหตุแล้ว มันไม่ดีกับใครเลย"

ปิติกาญจน์ย้ำประเด็นเรื่องการเยียวยาอีกครั้งว่า เธออยากเห็นการดูแลด้านจิตใจที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ โดยไม่ผลักภาระให้ครอบครัวที่มีคนถูกบังคับให้สูญหายหรือถูกทรมาน ต้องนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาใช้เป็นหลักฐานในการเบิกค่าเยียวยา เพราะในคดีลักษณะนี้บาดแผลไม่ได้หยุดอยู่เพียงร่างกาย หากแต่บาดแผลยังฝังลึกลงไปถึงจิตใจอย่างซึ่งยากจะประเมินมูลค่าได้

เธอมองว่าหน้าที่ของรัฐคือการสร้างช่องทางที่ปลอดภัยให้เหยื่อและครอบครัวสามารถเข้าถึงการเยียวยาทางจิตใจได้โดยไม่ต้องออกเดินทางไปหาหมอด้วยความหวาดระแวง หรือแบกรับความกลัวว่าจะถูกติดตาม ถูกคุกคาม หรือถูกซ้ำเติมความเจ็บปวดเดิม การเยียวยาที่แท้จริงสำหรับเธอจึงไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนทางเอกสาร แต่ต้องเป็นระบบที่เข้าใจความเปราะบางของผู้สูญเสีย

“เราอยากเห็นการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม เพราะบาดแผลที่มองไม่เห็นนั้นบาดลึกมากกว่าที่คิด หลังติดตามการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่อยากเสนอถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ การทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเขียนระเบียบขึ้นมา แต่ต้องเป็นระบบที่ใช้งานได้และโอบอุ้มผู้คนได้จริง”

พื้นที่ปิดและพยานที่ไร้เสียง กำแพงของกองทัพและโรงเรียน

พรพิมล มุกขุนทดจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) คือหนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมที่ลงไปอยู่ในพื้นที่จริงกับครอบครัวผู้เสียหายจากการทรมานและการถูกบังคับสูญหาย เพื่อร่วมค้นหาความจริงที่ถูกปิดทับ เธอเปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2568 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับคดีลักษณะนี้สูงถึง 34 กรณี จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นในพื้นที่อย่าง “ค่ายทหาร” และ “โรงเรียน” ซึ่งยังคงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยกเว้นจากการตรวจสอบ และในหลายกรณีกลายเป็นพื้นที่ที่ความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำถูกทำให้เลือนหายไปพร้อมกับความยุติธรรม

พรพิมล มุกขุนทด

พรพิมล มุกขุนทด จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

พรพิมล เล่าถึงหนึ่งในคดีที่สะท้อนความรุนแรงจากระบบของรัฐ นั่นคือคดีของ พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตระหว่างการฝึกในค่ายทหาร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้เริ่มจากการพบบุหรี่ในค่ายทหาร พลทหารกิตติธรถูกสั่งลงโทษพร้อมกับเพื่อนทหารอีกกว่า 160 คน การลงโทษดังกล่าวไม่เพียงเป็นการควบคุมวินัย หากแต่เป็นการกระทำอย่างทารุณซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันภายในพื้นที่ปิดในค่ายทหารที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ

ผลจากการถูกลงโทษอย่างรุนแรงในตอนนั้น ทำให้เขาติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา คดีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เมื่อศาลพลเรือนมีคำพิพากษาจำคุกครูฝึกที่กระทำการดังกล่าว ซึ่งนี่ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ทำให้ผู้กระทำผิดในค่ายทหารถูกนำตัวมาขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลพลเรือน

อย่างไรก็ตาม พรพิมลย้ำว่าชัยชนะทางคดีนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของชัยชนะระหว่างการต่อสู้เท่านั้น เพราะเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ครอบครัวต้องแบกรับและบาดแผลทางใจที่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาให้สมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนกันได้ โดยเธออธิบายถึงอุปสรรคสำคัญในการทำคดีว่า

“เราหาพยานหลักฐานในพื้นที่ปิดแทบไม่ได้เลย ประจักษ์พยานมีอยู่จริง แต่เขาไม่กล้าเปิดหน้า เพราะยังอยู่ใต้อำนาจของผู้กระทำผิด และยังพบความล้มเหลวของระบบคุ้มครองพยานอยู่ คืออัยการเคยขอให้เราพาพลทหารที่อยู่ในเหตุการณ์มาให้การ ทั้งที่เขายังถูกขังอยู่ในค่ายทหารนั้น มันสะท้อนว่ากลไกการคุ้มครองพยานของเรายังล้มเหลว”

เธอยังส่งเสียงเตือนไปถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ยังมองว่าการลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรงเป็นเรื่องปกติของครูกับนักเรียน โดยย้ำว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องของวินัยที่นักเรียนทำผิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนหากทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ

“เราพบการร้องเรียนกรณีครูสั่งลงโทษนักเรียนจนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 - 4 กรณี นี่คือการปฏิบัติที่เข้าข่ายการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้กำลังยกระดับความเข้าใจของสังคมว่า ร่างกายของเด็กไม่ใช่สนามอารมณ์ของใคร”

"เราคาดหวังให้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหายใช้ได้จริง ต่อให้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ขอให้นำไปสู่การเอาคนผิดมาลงโทษ ไม่ใช่กลายเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง"

คดีทรมานและบังคับให้สูญหายต้องไม่มีอายุความ

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์นักวิจัยประจำประเทศไทยจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ขยายภาพให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งที่อันตราย เมื่อดินแดนที่เคยถูกมองว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลาง หรือ Hub ของการปราบปรามข้ามชาติ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลต่างชาติใช้อำนาจมืดติดตาม เพื่อมาคุกคามหรือบังคับบุคคลให้สูญหายหรืออุ้มหายคนๆ หนึ่งไปจากประเทศไทย

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทยจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ชนาธิปเน้นย้ำหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา 13 ว่าด้วยหลักการ Non-refoulement หรือหลักการห้ามส่งกลับบุคคลไปเผชิญอันตราย หรือเสี่ยงที่จะถูกประหัตประหารชีวิต ซึ่งเป็นพันธกรณีเด็ดขาดที่ไทยมีต่อประชาคมโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทางกันหลายกรณีในปัจจุบัน

“เราไม่ควรยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ส่งต่อความตาย”

กรณีชาวอุยกูร์อย่างน้อย 40 คนที่ยังคงถูกกักตัวโดยไม่มีกำหนด รวมถึงกรณีของ อี ควิน เบดั๊บ นักกิจกรรมชาวเวียดนาม และ ธล สัมนังะ สมาชิกพรรคแสงเทียน พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่ถูกรวบตัวกลางกรุงเทพฯ ก่อนถูกส่งกลับไปเผชิญความเสี่ยงต่อการทรมานในประเทศต้นทาง ล้วนเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นปัญหาเดียวกัน

ขณะที่ รัฐไทยมักอ้างสิ่งที่เรียกว่า Diplomatic Assurances หรือ “คำมั่นสัญญาทางการทูต” เพื่อทำให้การส่งตัวบุคคลกลับประเทศต้นทางดูชอบธรรม ทั้งที่ในมาตรฐานสากล คำมั่นเช่นนี้แทบไม่มีความหมาย เพราะไม่มีกลไกใดรับประกันได้ว่า หลังจากบุคคลเหล่านี้พ้นสายตาเราไปแล้ว พวกเขาจะไม่ถูกซ้อมทรมาน ถูกควบคุมตัวอย่างไม่เป็นธรรม หรือถูกบังคับให้สูญหาย

"รัฐไทยต้องหยุดใช้คำมั่นสัญญาทางการทูต' (Diplomatic Assurances) มาเป็นข้ออ้างส่งคนไปหาความตาย เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะไม่ถูกทรมาน”

นอกจากประเด็นการส่งกลับบุคคลไปเผชิญความเสี่ยง ชนาธิปยังชี้ให้เห็นถึงระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมไทย นั่นคือปัญหาเรื่อง “คดีที่มีอายุความ” ซึ่งอาจทำให้ความยุติธรรมไม่เคยมาถึงผู้เสียหายเลย

เขายกตัวอย่างบทเรียนราคาแพงจากคดีสลายการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2549 มาเป็นอุทาหรณ์สำคัญ เพราะเมื่ออาชญากรรมที่กระทำโดยรัฐถูกยื้อเวลาไปเรื่อย ๆ จนคดีหมดอายุความ ความรับผิดก็เลือนหายไปพร้อมกับความหวังของผู้ได้รับผลกระทบ

ชนาธิปจึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจัง ด้วยการ “ยกเลิกอายุความ” สำหรับความผิดฐานทรมานและการบังคับบุคคลสูญหาย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ยืนยันว่า อาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษยชาติไม่ควรถูกลบล้างด้วยกาลเวลา และต้องไม่มีวันหมดอายุความ

"อาชญากรรมร้ายแรงโดยรัฐ คดีไม่ควรมีอายุความ ดูตัวอย่างคดีตากใบที่พอคดีหมดอายุความ ความยุติธรรมก็เป็นอัมพาต กฎหมายป้องกันการทรมานและอุ้มหาย ต้องมาคุยกันว่าคดีแบบนี้ไม่ควรมีอายุความหรือไม่จากนี้ไป"

และในสายตาของประชาคมโลก การทรมานไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจับกุมหรือสอบสวนเท่านั้น ชนาธิปชี้ให้เห็นว่านิยามของการทรมานโดยรัฐในปัจจุบัน ได้ขยายขอบเขตออกมาสู่พื้นที่สาธารณะและโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุม ซึ่งเป็นการสร้างบาดแผลทางกายที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง

ตัวอย่างที่ชัดเจนหนึ่งคือกรณีของ “พายุ บุญโสภณ” นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงกระสุนยางเข้าที่ตาขวาในระยะประชิดระหว่างการสลายการชุมนุมม็อบ APEC 2022 แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นก่อนกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่เดือน แต่นี่คือภาพจำที่สะท้อนว่ารัฐสามารถใช้ความรุนแรงต่อประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิด้วยความรุนแรงซึ่งเข้าข่ายการทรมาน

"กรณีของพายุไม่ใช่แค่เรื่องของอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่เข้าข่ายอาชญากรรมที่สร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ปัจจุบันเรื่องราวของเขาถูกนำเข้าสู่แคมเปญ Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก ของแอมเนสตี้ ประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทยยุติการลอยนวลพ้นผิดและยอมรับว่า ความรุนแรงบนถนนคือหนึ่งในรูปแบบของการทรมานที่ต้องได้รับโทษ"

ชนาธิปทิ้งท้ายด้วยโจทย์ใหญ่และท้าทายใหม่ของกฎหมายฉบับนี้ นั่นคือ การทรมานทางจิตใจในโลกออนไลน์ ผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไอโอ (IO)ซึ่งมุ่งเป้าโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เขาอธิบายว่า การข่มขู่ คุกคาม การประจานบนโลกโซเชียล โดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ทำหน้าที่แทนรัฐ

แม้จะไม่ทิ้งบาดแผลทางกาย แต่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และชีวิตของผู้ถูกกระทำ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการคุกคามทางออนไลน์ แต่คือ การทรมานทางจิตใจรูปแบบใหม่ ที่เทียบได้กับการ “ฆ่าคนทั้งเป็น” โดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลให้เห็นด้วยตาเปล่า

"การข่มขู่ในโลกออนไลน์สร้างความหวาดระแวงและทำลายชีวิตคนได้รุนแรงไม่แพ้การทำร้ายร่างกาย แต่น่าเสียดายที่ กสม. และหน่วยงานรัฐมักปฏิเสธความรับผิดชอบเพียงเพราะมองไม่เห็นร่องรอยของความรุนแรง ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับเหยื่อในสภาพแวดล้อมที่หาตัวคนทำยากยิ่งขึ้น นี่คือรูรั่วที่กฎหมายต้องเร่งอุด เพื่อไม่ให้โลกออนไลน์เป็นสถานที่ทรมานที่รัฐใช้ปิดปากประชาชน"

เมื่อ ‘คำสัญญาทางการทูต’ ไม่ใช่ยาวิเศษ

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมีกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ได้พูดประเด็นเรื่อง Diplomatic Assurances หรือคำมั่นสัญญาทางการทูตไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองว่านี่คือจุดเปราะบางที่รัฐบาลมักใช้เป็นทางออกที่คิดว่าง่าย ในการจัดการกับผู้ลี้ภัย โดยรณกรณ์ยอมรับว่า ในโลกของการทูตคำมั่นสัญญาระหว่างรัฐมีน้ำหนักในเชิงความสัมพันธ์ แต่น้ำหนักนั้นต้องถูกนำมามองในความเป็นจริงว่าประเทศปลายทางมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

“การใช้การเจรจาทางการทูตไม่ใช่ยาวิเศษที่จะส่งคนไปประเทศไหนก็ได้เพียงเพราะเขาสัญญาว่าจะไม่ทำการซ้อมทรมาน เพราะลำพังแค่คำพูดมันไม่เพียงพอที่จะหักล้างความเสี่ยงต่อชีวิต”

เขายังเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้มาตรา 13 ที่เกี่ยวข้องกับหลักการห้ามส่งกลับ Non-refoulement ไม่กลายเป็นเพียงตัวอักษรที่ไร้ค่า โดยมองว่าหากรัฐไทยจะอ้างคำมั่นสัญญาทางการทูตในการส่งคนกลับรัฐต้องยกระดับความน่าเชื่อถือของคำสัญญานั้นให้สูงกว่ามาตรฐานปกติ

“เราต้องดูความน่าเชื่อถือว่าคำมั่นนี้ใครเป็นคนเซ็น ใครเกี่ยวข้องบ้าง ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับปากกันเอง แต่มันอาจต้องถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือประธานาธิบดีของรัฐนั้นๆ ต้องเป็นผู้ลงนามรับรองสวัสดิภาพ และต้องมีวงคุยหรือกลไกตรวจสอบที่มั่นใจได้จริงๆ ว่าการส่งไปจะไม่นำไปสู่การทรมาน”

และอีกด้านหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ รณกรณ์มองว่าแม้รัฐจะทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลวันละประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการระบบกล้องติดตัวตำรวจ (Body Camera) และการจัดเก็บข้อมูลในคดีที่เกี่ยวข้อง แต่เม็ดเงินเหล่านี้อาจไร้ความหมาย หากกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลยังขาดความเข้าใจพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมาย

เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีของ อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กรณีที่อานนท์ถูกใส่โซ่ตรวนระหว่างเดินทางมาขึ้นศาล ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน แต่ในตอนนั้นกลับไม่ได้รับการรับฟังอย่างจริงจังในชั้นศาล

“ผมเคยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีทนายอานนท์ นำภา เรื่องการใส่โซ่ตรวนที่ขัดต่อกฎหมายสากลชัดเจนตอนถูกควบคุมตัวมา แต่ตอนนั้นศาลกลับบอกว่าไม่ต้องอธิบายอะไร เพราะศาลรู้กฎหมายดี และสุดท้ายศาลก็ตัดสินว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย”

“นี่คือความล้มเหลวของโรงเรียนกฎหมายที่ผลิตนักกฎหมายมา 15 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างคนที่เข้าใจหลักพื้นฐานของนิติรัฐและสิทธิมนุษยชนได้”

นอกจากปัญหาเรื่องความรู้และทัศนคติในกระบวนการยุติธรรม รณกรณ์ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในการบริหารจัดการของรัฐไทย ที่ยังทำงานแบบบนลงล่า หรือเรียกอีกอย่างว่า “ระบบไซโล” ที่มีการแยกส่วนเป็นกระทรวงใครกระทรวงมัน เขามองว่าเรื่องนี้ส่งผลให้การช่วยเหลือเหยื่อไม่สามารถทำได้อย่างทันท่วงที และบางครั้งเหมือนเป็นการต้องนับหนึ่งใหม่ในบางกรณี

“ระบบราชการของเราไม่เอื้อให้สั่งการข้ามกระทรวงได้ กระทรวงยุติธรรมไม่สามารถไปสั่งกระทรวงอื่นเพื่อช่วยเหยื่อให้ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาในส่วนอื่นๆ ได้”

และเขายังยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าภาระงานกับทรัพยากรที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกันในการทำคดีทรมานและอุ้มหายในปัจจุบัน

“เรามีคนดูแลเรื่องนี้แค่ประมาณ 20 คนในกรมคุ้มครองสิทธิฯ แต่ต้องดูแลคนทั้งประเทศ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เราจำเป็นต้องลงทุนกับความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของเจ้าหน้าที่มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่การออกคำสั่งหรือออกระเบียบเพิ่มขึ้นเท่านั้น และเราต้องไปสร้างความเข้าใจให้กับผู้บังคับใช้กฎหมายด้วย”

ทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เมื่อกฎหมายถูกบิดเบือนโดยคนถือกติกา

น้ำแท้ มีบุญสล้างอัยการพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด หนึ่งในคนที่เป็นผู้ร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้และเป็นผู้ลงไปเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดี “ลุงเปี๊ยก” ด้วยตัวเอง คดีนี้ถือเป็นคดีแรกๆ ของประเทศไทย หลัง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีการบังคับใช้ เขาเปิดใจว่าเห็นผลงานที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อคุ้มครองคน ถูกนำไปใช้ไม่ดีมากเท่าไหร่นัก หรือที่แย่กว่านั้นคือการถูกใช้อย่างบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อฟอกขาวหรือลบความผิดร้ายแรงให้คนในระบบเดียวกันนั่นคือ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ”

น้ำแท้ มีบุญสล้าง

น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด

น้ำแท้ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่ากลัว คือการพยายามลดเกรดของอาชญากรรมร้ายแรงให้น้อยลง จากความผิดฐานทรมานที่ต้องขึ้นศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ มีบทลงโทษรุนแรงและเยียวยาเหยื่ออย่างเป็นธรรม ไม่ควรลดคดีให้เหลือเพียงความผิดฐาน “ทำร้ายร่างกาย” หรือ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ตามมาตรา 157 แบบคดีทั่วไป เพียงเพื่อให้เรื่องจบง่ายในชั้นตำรวจหรือศาลอาญาปกติ เพราะในทางปฏิบัติหลายคดีลงเอยด้วยการรอลงอาญาหรือการยอมความ

“อย่าหวังว่าเจ้าหน้าที่จะมีจิตสำนึกขึ้นมาทันทีเพียงเพราะมีกฎหมายใหม่วางอยู่บนโต๊ะ เพราะเขาเคยชินกับวิถีชีวิตปกติที่ทำกันมานาน บางคนมองว่าการปิดคดีให้ได้คือความสำเร็จสูงสุดโดยไม่สนวิธีการ ขณะที่บางคนใช้ช่องว่างนี้ในการทุจริตเรียกรับทรัพย์ กลายเป็นว่ากฎหมายที่สร้างมาเพื่อป้องกันอาชญากรรม กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการซ่อนขยะหรือความผิดไว้ใต้พรม”

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่ความยากของตัวบทกฎหมาย แต่คือทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคใช้กฎหมายที่ยังมองประชาชนเป็น “ผู้ต้องสงสัย” มากกว่าจะมองว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และยังรวมถึงหน่วยงานที่เลือกปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง มากกว่าการยืนอยู่ข้างความถูกต้องและความยุติธรรม

น้ำแท้ชี้ให้เห็นว่า ตราบใดที่กระบวนการทำงานยังเปิดช่องให้ข้อมูลสำคัญในห้องสอบสวนถูกควบคุมอยู่ในวงจำกัด และตราบใดที่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมยังเลือกจัดการคดีให้คลี่คลายลงอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความเรียบร้อยภายในองค์กร กฎหมายฉบับนี้อาจช่วยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือยับยั้งการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

"ในคดีลุงเปี๊ยกเราเห็นช่องว่างที่น่ากลัว เมื่อมีการเปิดช่องให้อีกหน่วยงานสอบสวนเพิ่มเติม มันเหมือนการนับหนึ่งใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเวลาผ่านไป 2 ปีความยุติธรรมก็ยังไปไม่ถึงไหน ผมมีความหวังและพยายามทลายกำแพงวิธีคิดของอัยการและตำรวจ แต่เรายังขาดบุคลากรภาคสนามที่เข้าใจหัวใจของกฎหมายป้องกันการทรมานและอุ้มหายนี้จริงๆ"

นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ปรับระเบียบกฎหมายในประเด็นสำคัญ คือการส่งสำนวนคดีและการสอบสวนไปให้อัยการในพื้นที่ที่มีการจับกุมตั้งแต่แรก เพื่อให้อัยการสามารถเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงหน้างานได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่พยานหลักฐานจะสูญหายหรือถูกทำลาย

3 ปีที่สอบตกหรือสอบผ่าน บทเรียนราคาแพงและการเดินทางที่ยังไม่สิ้นสุดของความยุติธรรมไทย

3 ปีผ่านไป พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายยังคงเดินไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางความไม่เข้าใจและความลังเลที่จะเปลี่ยนแปลงของระบบ เสียงจากวงคุยออนไลน์ในเวทีนี้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สะท้อนประเด็นหนึ่งที่ตรงกันว่าหากอยากให้กฎหมายฉบับนี้ใช้ได้จริง ต้องปรับทั้งวิธีทำงานและวิธีคิดไปพร้อมกัน

จุดเริ่มต้นที่ถูกพูดถึงมากคือการมี “อัยการเชิงรุก” ที่ไม่เพียงรอรับเอกสารแต่ต้องลงไปดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรมควรมองคดีเหล่านี้โดยให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มากกว่าการยึดติดกับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ ด้านการเยียวยายังต้องทำให้เห็นผลจริงและทำให้มีการเยียวยาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการดูแลด้านจิตใจ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ผู้เสียหายต้องรอเอกสาร ใช้ใบเสร็จทางการแพทย์ หรือรอคำตัดสินของศาลจนทุกอย่างจบลงก่อนแล้วจึงเกิดการเยียวยา และที่สำคัญ 3 ปีของการบังคับใช้กฎหมายนี้ ยังพบว่าเรื่องนี้ต้องทำงานในระยะยาวต่อไปอีกหลายเรื่อง ทั้งการสร้างความเข้าใจให้กับผู้บังคับใช้กฎหมาย และการสื่อสารให้ประชาชนรู้สิทธิของตัวเอง ว่าการแจ้งความไม่ได้ทำได้แค่ที่สถานีตำรวจ แต่สามารถทำผ่านสำนักงานอัยการหรือฝ่ายปกครองได้เช่นกัน เพราะกฎหมายจะช่วยคุ้มครองคนได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเข้าใจและใช้อย่างถูกต้องไปพร้อมกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 ปี พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย แม้ความหวังยังคงอยู่ แต่ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...