โลกจับตา “ทรัมป์” จะโจมตีอิหร่านเมื่อใด หลังความพยายามทางการทูตไม่สำเร็จ
28 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยอมรับในระหว่างการเยือนคอร์ปัสคริสตี รัฐเท็กซัสว่า เขากำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ในการดำเนินการกับอิหร่านต่อไป หลังจากความพยายามทางการทูตไม่ประสบผลสำเร็จ โดยบอกว่า "เราต้องตัดสินใจครั้งใหญ่" การตัดสินใจครั้งนี้ "ไม่ใช่เรื่องง่าย" และอิหร่านมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายมานานแล้ว "เรามีประเทศที่ทำร้ายผู้คนมานานถึง 47 ปี แล้ว
เขาบอกด้วยว่า ได้ปรึกษากับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 2 คน ของรัฐเท็กซัส คือ เท็ด ครูซ และจอห์น คอร์นิน ขณะเดินทางอยู่บนเครื่องบินประจำตำแหน่ง แอร์ ฟอร์ซ วัน (Air Force One) ซึ่งก่อนที่จะออกเดินทางจากทำเนียบขาว ทรัมป์ได้บอกผู้สื่อข่าวว่า "ผมอยากจะหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารโจมตีอิหร่าน แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องทำ" แต่ก็ย้ำว่า "เรายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะโจมตีหรือไม่ เราจะรอดูว่าเกิดอะไรขึ้น" ซึ่งเขาหมายถึงการเจรจาเพิ่มเติมรอบล่าสุด
แต่อีกด้านหนึ่ง ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด บิน ฮามูด อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ CBS News ว่า อิหร่านยินยอมที่จะไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ที่สามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ซึ่งเขามองว่าเป็น "ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ" ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่รวมถึง "การไม่สะสม ไม่กักตุน และมีการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ" ที่เป็นเรื่องใหม่โดยสิ้นเชิง และทำให้ประเด็นเรื่องระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม มีความสำคัญลดลง เพราะเป็นการพูดถึงการกักตุนในระดับที่ "เป็นศูนย์"
โดยถ้าเป้าหมายสูงสุด คือการรับประกันว่า อิหร่านจะไม่สามารถมีระเบิดนิวเคลียร์ได้ตลอดไป การเจรจาครั้งนี้ถือว่าได้แก้ไขปัญหานั้นแล้ว และขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก ข้อตกลงขั้นสุดท้ายอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ การเจรจาในช่วงโค้งสุดท้าย ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารัคชี กับคณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ เต็มไปด้วยความตึงเครียด หลังอิหร่านเตือนสหรัฐฯ ให้ยกเลิกข้อเรียกร้องที่เกินเลย ถ้าต้องการเห็นข้อตกลงเกิดขึ้น ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ยืนยันจุดยืนของทรัมป์ว่า ไม่ต้องการให้อิหร่านมีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใดๆ แม้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านพลเรือนก็ตาม
ด้านสื่ออังกฤษ "เดอะ การ์เดี้ยน" (the Guardian) รายงานอ้างบันทึกข้อความภายในที่รั่วออกมาว่า มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้สั่งการให้เอกอัครราชทูตในตะวันออกกลาง ยุติการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ที่อาจทำให้ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น และบ่อนทำลายแรงกดดันของทรัมป์ ที่มีต่ออิหร่านให้ละทิ้งศักยภาพในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์
โดยบันทึกข้อความได้ระบุว่า "เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น หัวหน้าคณะผู้แทนและสถานทูตในประเทศปลายทาง ต้องงดเว้นจากการแถลงการณ์ การให้สัมภาษณ์ หรือกิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์ใดๆ ที่อาจทำให้ผู้ชมในภูมิภาคเกิดความไม่พอใจ ก่อให้เกิดอคติในประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน หรือทำให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ซับซ้อนขึ้น"
บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ตีความว่า คำสั่งนี้ เป็นคำตำหนิโดยตรงต่อไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล หลังไปออกรายการพอดแคสต์ของทักเกอร์ คาร์ลสัน อดีตพิธีกรฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) และแสดงความเห็นว่า อิสราเอลมีสิทธิตามคัมภีร์ไบเบิลในดินแดนส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง และแม้บันทึกข้อความที่ลงนามโดยรูบิโอ จะไม่ได้ระบุชื่อฮัคคาบีโดยตรง แต่การส่งเอกสารไปยังเขาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเวลา 2 วัน หลังจากคำพูดของเขาสร้างความไม่พอใจไปทั่วตะวันออกกลาง ดูเหมือนจะชัดเจนโดยไม่ต้องตีความด้วยซ้ำ
ซึ่งคำสั่งนี้ ยังเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว แสดงความกังวลต่อคำพูดของฮัคคาบี ที่อาจทำให้ท่าทีของอิหร่านแข็งกร้าวขึ้นก่อนการเจรจาครั้งสุดท้าย