โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SCC ร่วง 10% เซ่นปิดโรง ROC รับมือวิกฤตฮอร์มุซ วัตถุดิบนำเข้าหาย 30%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 04.28 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มี.ค.69) ราคาหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ณ เวลา 11:05 น. อยู่ที่ระดับ 167.00 บาท ลบ 19.00 บาท หรือ 10.22% สูงสุดที่ระดับ 172.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 163.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,379.35 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า SCC ซึ่งมีบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เป็นบริษัทย่อย เป็นหนึ่งในโรงงานปิโตรเคมีอย่างน้อย 7 แห่งที่ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) จากผลกระทบการปิดเส้นทางเดินเรือใน Strait of Hormuz

ปัจจุบัน SCGC มีโครงสร้างการจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศประมาณ 70% โดยในจำนวนดังกล่าวราว 70% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้วัตถุดิบที่จะเข้าสู่โรงงานปิโตรเคมีในเดือนมีนาคมลดลงประมาณ 30%

จากสถานการณ์ดังกล่าว SCGC จึงตัดสินใจประกาศ Force Majeure และปิดโรงงาน ROC ชั่วคราว เพื่อให้วัตถุดิบที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการเดินเครื่องโรงงาน Cracker อีก 2 แห่ง โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่า หากโรงงาน ROC ต้องหยุดดำเนินการเป็นเวลา 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อกำไรราว 170–200 ล้านบาท หรือประมาณ 2% ของประมาณการกำไรทั้งปี ขณะที่ธุรกิจอื่นของ SCC ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากไม่ได้ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ Trinity Securities Company Limited ระบุว่า SCC ได้จัดการประชุมชี้แจงนักวิเคราะห์แบบเร่งด่วน (Quick Call) เพื่ออัปเดตผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและการติดขัดของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของวัตถุดิบและสินค้าปิโตรเคมีโลก

ฝ่ายบริหารของ SCGC เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทจัดหาวัตถุดิบจากในประเทศประมาณ 30% และนำเข้าราว 70% โดยวัตถุดิบนำเข้าประมาณ 70% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อเส้นทางดังกล่าวค่อนข้างสูง ทั้งนี้บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน และพบว่าวัตถุดิบที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตในเดือนมีนาคมหายไปประมาณ 30% จึงจำเป็นต้องปรับแผนการผลิตทันที

เบื้องต้น SCGC ได้ตัดสินใจหยุดเดินเครื่องโรงงาน Cracker ในประเทศไทย 1 หน่วย เพื่อยืดอายุการใช้วัตถุดิบที่เหลืออยู่ โดยภายในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะเหลือการเดินเครื่อง Cracker เพียง 1 หน่วยในประเทศไทย ขณะที่โครงการ LSP ในประเทศเวียดนามได้รับผลกระทบจำกัดกว่า เนื่องจากใช้วัตถุดิบประเภทก๊าซประมาณ 70% และของเหลวหรือแนฟทาอีกประมาณ 30%

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดใช้งานได้จนถึงปลายเดือน มีความเป็นไปได้ว่าโรงงาน Cracker ทั้งในประเทศไทยและเวียดนามอาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินเครื่องเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนถัดไป

ฝ่ายบริหารยังระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับ SCC เพียงรายเดียว แต่ผู้ผลิตปิโตรเคมีในหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ต่างเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Feedstock Shortage) และเริ่มมีการประกาศเหตุสุดวิสัยในวงกว้าง

ฝ่ายวิจัยมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลลบต่อ SCC ในระยะสั้นในเชิงปริมาณการผลิต โดยเฉพาะในส่วนของ SCGC เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบและการขนส่งทำให้บริษัทต้องลดการเดินเครื่องก่อน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อกำไรสุทธิอาจไม่รุนแรงเท่าที่ตลาดกังวล เนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและโพลิเมอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจช่วยชดเชยผลกระทบจากปริมาณการผลิตที่ลดลงได้บางส่วน

ขณะเดียวกัน โครงสร้างธุรกิจของ SCC ที่ยังมีธุรกิจซีเมนต์ บรรจุภัณฑ์ และกระแสเงินสดจากการลงทุนอื่น ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน ทำให้ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือระยะเวลาการปิดหรือการติดขัดของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์คลี่คลายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ผลกระทบต่อ SCC จะเป็นเพียงการหยุดชะงักของการดำเนินงานชั่วคราว แต่หากยืดเยื้อเกินช่วงปลายเดือนถึงกลางเดือนหน้า ความเสี่ยงที่โรงงาน Cracker ทั้งในประเทศไทยและเวียดนามจะต้องหยุดดำเนินการเพิ่มเติมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยรวมฝ่ายวิจัยมองว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นต่อ SCC ในระยะสั้นยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของ SCGC อย่างไรก็ตาม ในภาพใหญ่เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันหรือฐานะทางการเงินของกลุ่ม และหากภาวะช็อกด้านอุปทานยังผลักดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Product Spread) ต่อเนื่อง อาจทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าความกังวลของตลาด

เบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินว่าการหยุดเดินเครื่อง Cracker ดังกล่าวอาจกระทบต่อผลประกอบการราว 1,500 ล้านบาทต่อไตรมาส จากกำลังการผลิต Cracker ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี และสมมติฐานมาร์จิ้นประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ทั้งนี้ ราคาหุ้น SCC ปรับตัวลดลงมากกว่า 20% ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์จากประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยในระยะสั้นยังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยปรับลดคำแนะนำลงเป็น “ถือ” แต่ยังคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 225 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...