โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ตา-ยาย ช้ำใจ ถูก“ทนายเก๊”หลอกเอาเงินกว่า 3.4 แสน อ้างช่วยลูกชายพ้นคุก

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ตา-ยาย ช้ำใจ ถูก“ทนายเก๊”หลอกเอาโฉนดที่นา 5 ไร่ขายฝากสูญเงินกว่า 3.4 แสน อ้างช่วยลูกชายพ้นคุก สุดท้ายเชิดเงินหนี ติดต่อไม่ได้

ตา-ยาย ช้ำใจ ถูก“ทนายเก๊”หลอกเอาโฉนดที่นา 5 ไร่ขายฝากสูญเงินกว่า 3.4 แสน อ้างช่วยลูกชายพ้นคุก สุดท้ายเชิดเงินหนี ติดต่อไม่ได้

วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น.นางจำนงค์ พรมสำโรง อายุ 65 ปี และนายจารีต อุกฤษ อายุ 67 ปี สองสามีภรรยา ชาวตำบลลำนางแก้ว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เข้าแจ้งความร้องทุกข์หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการทนายความปลอมหลอกลวงเงินไปกว่า 340,000 บาท จากความหวังเพียงหนึ่งเดียวในการช่วยลูกชาย ที่ถูกคุมขังคดียาเสพติด

ก่อนเข้าแจ้งความสองสามีภรรยา ยังได้เดินทางไปกราบสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอปักธงชัย เพื่อขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยหาทางออกชีวิต หลังตกอยู่ในสภาพหนี้สินรุมเร้าเสี่ยงถูกยึดที่นา ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัว

นางจำนงค์ เปิดใจทั้งน้ำตาว่า บุตรชายถูกดำเนินคดียาเสพติดและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางนครราชสีมา ตนและสามีไม่รู้จะพึ่งใคร ไม่มีเงินไม่มีเส้นสาย ได้แต่ภาวนาให้มีทางช่วยลูกออกมา จนกระทั่งเดือนเมษายน 2567 ได้โทรศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนเพื่อหาทนายความช่วยเหลือคดี

ต่อมาเพื่อนได้แนะนำชายชื่อ “นายต่อ” (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง) ซึ่งอ้างตัวเป็นทนายความนัดมาพบที่บ้านพัก ในพื้นที่ ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย และรับปากว่าจะช่วยประกันตัว พร้อมยื่นอุทธรณ์คดีให้บุตรชาย โดยเรียกเงินก้อนแรก 10,000 บาท

จากนั้นนายต่อ อ้างว่าต้องใช้เงินเพิ่มอีก 150,000 บาท เพื่อดำเนินการขอลดโทษตามมาตรา 100/2 แต่สองสามีภรรยาไม่มีเงินสด มีเพียงโฉนดที่นาเนื้อที่ 5 ไร่ ซึ่งเป็นที่ทำกินเพียงผืนเดียวของชีวิต

วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายต่อนัดไปทำสัญญาขายฝากที่สำนักงานที่ดิน อ.ปักธงชัย โดยมีนายหน้า 2 คน คือหญิงชื่อ “นางติ้ม”และสามี ร่วมดำเนินการ ทำให้ผู้เสียหายได้เงินจากการขายฝากที่ดินจำนวน 253,000 บาท ก่อนนำไปมอบให้นายต่อทันที 200,000 บาท ด้วยความหวังว่าจะช่วยลูกชายได้พ้นคุก

แต่เรื่องยังไม่จบเดือนมิถุนายน 2567 นายต่อยังเรียกเงินเพิ่มอีก 250,000 บาท อ้างว่าใช้เป็นหลักทรัพย์ในการสู้คดี สองสามีภรรยาจึงต้องไปกู้เงินจาก ธ.ก.ส.มาได้เพียง 130,000 บาท และนำไปมอบให้นายต่อ ที่บริเวณเรือนจำกลางนครราชสีมา นายต่อรับเงินแล้วอ้างว่าจะเร่งดำเนินการให้ทันที

หลังจากวันนั้นนายต่อ ก็หายตัวไปไม่สามารถติดต่อได้อีก โทรศัพท์ไม่รับ ไลน์ไม่อ่าน ทิ้งให้สองสามีภรรยานั่งรออย่างมีความหวังปนความหวาดหวั่น

จนกระทั่งวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าเยี่ยมลูกชายในเรือนจำและสอบถามความคืบหน้าคดี กลับพบความจริงสุดช็อกว่าไม่เคยมีทนายความหรือเอกสารใดๆมาให้ลูกชายลงนามเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์คดีเลยแม้แต่นิดเดียว จึงรู้แน่ชัดว่าถูกหลอกอย่างเลือดเย็น

ปัจจุบันที่นา 5 ไร่ที่นำไปขายฝาก ต้องส่งดอกเบี้ยเดือนละ 6,000 บาท ค้างชำระมาแล้วกว่า 5 เดือน เสี่ยงถูกยึด ซ้ำยังมีภาระหนี้ ธ.ก.ส.อีก 130,000 บาท นางจำนงค์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนและสามีแทบหมดแรงหมดหวังจนเคยคิดสั้น “อยากกินยาตายหนีปัญหา”

ล่าสุดสองสามีภรรยาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายต่อและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายจนถึงที่สุด พร้อมฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลอ้างตัวเป็นทนายความ โดยไม่ตรวจสอบ เพราะอาจต้องสูญเสียทุกอย่างเหมือนครอบครัวตน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...