เรื่องน่ารู้ : แตงกวา
แตงกวา เป็นพืชล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียจัดว่า เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับน้ำเต้า ฟักทอง แตงโม บวบ มะระ แตงกวาเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว มีรากแก้วและรากแขนงจำนวนมาก แตกแขนงเป็นจำนวนมาก รากสามารถแผ่ทางด้านกว้างและหยั่งลึกได้มากถึง 1 เมตร ลำต้นเป็นเถามีขนขึ้นมีขนขึ้นปกคลุมทั่วไป มีข้อยาว 10 ถึง 20 เซนติเมตร มีหนวดเกาะบริเวณข้อโดยส่วนปลายของหนวดไม่มีการแตกแขนง ใบมีก้านใบยาว 5 – 15 เซนติเมตร ใบหยาบมีขนใบ มีมุมใบ 3 ถึง 5 มุม ปลายใบแหลม ใบใหญ่มี เส้นใบ 5 – 7 เส้น ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว กลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ ดอกตัวผู้เป็นดอกเดี่ยว ผลแตงกวามีลักษณะเรียวยาวทรงกระบอก มีใส้ภายในผล ความยาวระหว่างผล 5- 40 เซนติเมตร
คนไทยรู้จักและคุ้นหน้าคุ้นตามาเป็นเวลานาน นิยมนำไปเป็นเครื่องจิ้ม น้ำพริกต่างๆ ผัดใส่ไข่ ต้มจืดยัดไส้ รวมทั้งนำไปประกอบเครื่องเคียงของอาหารจานเดียว อาทิ ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง หรือแม้แต่เอาไปตำส้มตำ
คุณค่าทางโภชนาการของแตงกวา โดยพบว่า แตงกวา 1 ผล มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 96.4% คาร์โบไฮเดรต 2.8% โปรตีน 0.4% ไขมัน 0.1% และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบี นอกจากนี้ยังมีสารเอนไซม์อยู่หลายชนิด เช่น เอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน ซักซินิก มาลิก ดีไฮโดรจีเนส (succinic malic dehydrogenase) แอสคอร์บิก แอซิด ออกซิเดส (Ascorbic acid oxidase) ในส่วนของเถาและเมล็ดจะมีฟอสฟอรัสในปริมาณสูง
ประโยชน์ของแตงกวา ช่วยลดอุณหภูมิ หรือความร้อนภายในร่างกาย รักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ฆ่าเชื้อโรค ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก ทำให้ผิวสะอาดกระจ่างใสขึ้น และรูขุมขนกระชับขึ้น ป้องกันสภาวะร่างกายขาดน้ำได้ ขณะที่ เมล็ด หรือเนื้อในเมล็ด ให้รสมัน เย็น เมื่อนำมารับประทาน จะช่วยในเรื่องของการถ่ายพยาธิได้เป็นอย่างดี ส่วนเถา จะให้รสขม มีพิษเล็กน้อย ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต โรคผิวหนังเป็นฝีเล็กๆ มีหนอง รักษาอาการหนองในได้ ราก จะให้รสเย็น ช่วยป้องกันการขาดวิตามินบี 1 และช่วยขับปัสสาวะ
แตงกวา มีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษได้เช่นกัน โดยเฉพาะ คนที่เป็นโรคเกาต์ไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก เนื่องจากมีกรดยูริค หากรับประทานในปริมาณมากเกินไปจะส่งผลให้กรดยูริคในเลือดสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตราย ที่ทำสำคัญไม่ควรกินตอนไอหรือมีอาการไอเนื่องจากมีฤทธิ์เย็นจะยิ่งทำให้อาการไอแย่ลง