“20 ปีไม่เคยคิดต้องหนีบ้านตัวเอง” เกษตรกรสุรินทร์โอดภัยชายแดน ทำเงินหาย-อพยพซ้ำ
วันที่ 18 ก.พ.69 ที่บ้านโนนสว่าง หมู่ 6 ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ติดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความมั่นคง แม้ภาพความสงบจะกลับคืนมาในระดับหนึ่ง แต่ความหวาดหวั่นยังคงฝังลึกในใจผู้คน หลังต้องเผชิญเหตุอพยพมาแล้วถึง 2 ครั้ง
นายเส็ง ลำดวนหอม อายุ 61 ปี เกษตรกรบ้านโนนสว่าง เปิดเผยว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ตนยึดอาชีพปลูกแตงกวาเป็นรายได้หลัก บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตได้วันละกว่า 100 กิโลกรัม สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000–2,000 บาท ถือเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ช่วงสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องอพยพหนีภัยถึง 2 รอบ ส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินโดยตรง ผลผลิตแตงกวาที่ควรนำไปจำหน่ายกลับไม่สามารถขายได้ตามปกติ บางส่วนต้องนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในศูนย์อพยพ ทำให้สูญเสียรายได้จำนวนมาก
นายเส็งกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวลว่า ตลอดชีวิตที่ทำเกษตรมากว่า 20 ปี ไม่เคยคิดว่าจะต้องหนีออกจากบ้านของตนเองหลายครั้ง และไม่เคยคาดว่าจะต้องสูญเสียรายได้จากผลผลิตที่ลงแรงปลูกด้วยมือของตนเอง
“ทำเกษตรมากว่า 20 ปี ไม่เคยคิดว่าจะต้องหนีออกจากบ้านตัวเองหลายรอบ รายได้หายไปเยอะมาก อยากให้สถานการณ์สงบโดยเร็ว” นายเส็งกล่าว
เกษตรกรรายนี้ยอมรับว่า แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะดูสงบลง แต่ในชีวิตประจำวันยังคงหวั่นใจว่าอาจเกิดการอพยพรอบที่ 3 หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย โดยพยายามเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ทั้งการจัดเก็บสิ่งของจำเป็น และวางแผนดูแลแปลงปลูกแตงกวาให้เสียหายน้อยที่สุด ทว่า ความไม่แน่นอนยังคงสร้างแรงกดดันต่อครอบครัวและชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนต่างเฝ้ารอความหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาจัดการปัญหาชายแดนให้ยุติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง
นายเส็งยังฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ของประเทศไทย ให้พิจารณาแนวทางเสริมความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนอย่างจริงจัง เช่น การจัดทำกำแพง หรือมาตรการป้องกันที่ชัดเจน เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชนตามแนวชายแดน และลดความเสี่ยงต่อการอพยพซ้ำ
ท้ายที่สุด ชาวบ้านในพื้นที่มีความหวังเพียงเรียบง่าย คือขอให้บ้านเกิดปลอดภัย เพื่อจะได้ทำมาหากินอย่างสงบ โดยไม่ต้องเผชิญกับการอพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป เพราะสำหรับพวกเขา “บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย หากแต่คือรากเหง้า ความมั่นคง และความหวังของชีวิตทั้งครอบครัว