โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชำแหละงบพรรคการเมือง ‘ติดหล่มประชานิยม’ มีแต่รายจ่าย ไร้นโยบายหาเงินเข้าประเทศ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางการแข่งขันเชิงนโยบายของพรรคการเมือง ที่พบว่าพรรคการเมืองต่างนำเสนอนโยบายจำนวนมาก ภายใต้งบประมาณรวมกันกว่า 25 ล้านล้านบาท แต่คำถามคือนโนบายแต่ละพรรคการเมืองที่ออกมาต่างต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งงบประมาณเหล่านี้จะมีที่มาอย่างไร เพราะล้วนเป็นนโยบายในการใช้เงิน แต่นโยบายในการหาเงินเข้าประเทศยังมีให้เห็นน้อยมาก

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองไทยในการนำเสนอนโยบายงบประมาณต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พบว่ามีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่แจ้งงบประมาณในการหาเสียงให้กับ กกต. พิจารณา

และมีเพียงไม่กี่พรรคที่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้อย่างชัดเจนเมื่อถูกเรียกพบ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสภาวะการขาดดุลงบประมาณของประเทศไทยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2570 รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับภาระการหาเงินลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 7.8 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดทุนงบประมาณ

นโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองเน้นไปที่การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่กลับไม่มีพรรคใดที่เสนอนโยบายการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม รัฐบาลชุดที่ผ่านมาสามารถตัดลดงบประมาณประจำลงได้ถึง 18% ผ่านการปรับโครงสร้างข้าราชการและการทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) แต่ในประเทศไทย นโยบายที่เห็นส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับภาคประชานิยมเป็นจำนวนมาก

พรรคใหญ่ใช้เงินทำอะไร

พรรคเพื่อไทย : มุ่งเน้นไปที่งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าสูงถึง 2.4 แสนล้านล้านบาท โดยมีนโยบายหลักคือการการันตีรายได้ขั้นต่ำให้ประชาชนที่ 36,000 บาทต่อคนต่อปี, รวมถึงโครงการ "คนละครึ่งโปรแมกซ์" ที่รัฐบาลสนับสนุนเงิน 70% และประชาชนจ่าย 30% นอกจากนี้ยังมีนโยบายปิดหนี้นอกระบบและหนี้เกษตรกร โดยคาดหวังจะนำเงินมาจากโครงการ "หวยเกษียณ" เพื่อมาสนับสนุนนโยบายประชานิยมเหล่านี้

พรรคภูมิใจไทย : วางมาตรการในลักษณะสายอนุรักษนิยม (Conservative) โดยเสนอใช้งบประมาณเท่าเดิมและไม่มีการกู้เงินเพิ่ม เน้นการลดค่าครองชีพและสานต่อโครงการคนละครึ่งเฟส 2 อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นข้อสังเกตถึงวิธีการหาเงินผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล ดอกเบี้ย 2.5% ถือเป็นการสร้างหนี้สาธารณะในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนการล้วงเงินจากกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา

พรรคประชาชน : เน้นการสร้างรัฐสวัสดิการและปฏิรูปโครงสร้างของรัฐด้วยวงเงิน 7.41 แสนล้านบาทนโยบายที่โดดเด่นคือ "หวยใบเสร็จ" ซึ่งเลียนแบบโมเดลความสำเร็จจากไต้หวันเพื่อดึงกลุ่ม SME เข้าสู่ระบบภาษี นอกจากนี้ยังเปลี่ยนจากการประกันราคาพืชผลเป็นการ "ชดเชย" เช่น การลดหนี้ให้ 20% หากเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่

พรรคกล้าธรรม : เป็นพรรคที่เสนอวงเงินงบประมาณสูงสุดถึง 2.2 ล้านล้านบาท โดยเน้นไปที่การเยียวยาภาคเกษตรและการบริหารจัดการระบบน้ำหรือองค์การน้ำ

พรรคประชาธิปัตย์ : มีจำนวนนโยบายมากที่สุดถึง 91 นโยบาย ใช้งบประมาณรวมเป็นอันดับ 2 คือ 2.1 ล้านล้านบาท เน้นการประกันรายได้เกษตรกร เช่น มันสำปะหลังที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท และยางพารากิโลกรัมละ 60 บาท รวมถึงการให้เงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด 65,000 บาท

พรรคไทยสร้างไทย : เสนอการตั้งกองทุนโดยดึงเงินฝากจากคนรวยที่มีอยู่ในระบบกว่า 17 ล้านล้านบาท มาปล่อยกู้ให้ "คนตัวเล็ก" ในอัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี โดยการันตีดอกเบี้ยคืนให้กองทุน 4-5% ซึ่งเป็นพรรคเดียวที่พูดถึงวิธีการหาเงินเข้ากองทุนอย่างชัดเจน

“ความผิดหวังอย่างมากที่ไม่มีพรรคการเมืองใดชูยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเป็นหลัก ทั้งที่เป็นเครื่องจักรสร้างรายได้อันดับ 2 ของประเทศ จากการติดตามเวทีแสดงวิสัยทัศน์ พบว่าตัวแทนพรรคการเมืองส่วนใหญ่ขาดความชำนาญในด้านนี้และใช้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมานำเสนอเท่านั้น”

นายสรเทพ บอกอีกว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของ SME และภาคเกษตรกรรมของไทยติดหล่มอยู่กับการประกันราคามานานกว่า 55 ปี แต่นโยบายเหล่านี้ไม่เคยทำให้เกษตรกรรวยขึ้นได้อย่างแท้จริง เพราะขาดการบูรณาการถาวร เช่นเดียวกับภาค SME ที่มาตรการช่วยเหลือมักเข้าไม่ถึงกลุ่มรายย่อย (Micro SME) เนื่องจากขาดพระราชบัญญัติ (พรบ.) รองรับการตั้งกองทุนสำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ทำให้งบประมาณส่วนใหญ่มักถูกธุรกิจขนาดกลาง (Size M) ที่มีความพร้อมด้านบัญชีและภาษีมากกว่ากวาดไปหมด

ส่วนปัญหาในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะนโยบาย Medical Tourism ที่หลายพรรคมุ่งหวังจะทำ แต่ไม่ทราบข้อมูลเชิงลึกว่า ทำไมในช่วงหลังโควิด ตลาดอาหรับที่เคยมั่นคงและเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เดินทางมาใช้บริการทางการแพท์ของไทยจึงหายไป รวมถึงปัญหาที่รัฐบาลค้างเงินจ่ายประกันสังคมอยู่จำนวมาก ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักแก่ผู้ประกอบการในอนาคต

3 ข้อเสนอแนะเพื่อทางรอดของเศรษฐกิจไทย

1. การปฏิรูปงบประมาณรายจ่ายประจำ: ปัจจุบันรายจ่ายประจำกินงบประมาณสูงถึง 71% หากรัฐบาลสามารถปรับลดลงให้เหลือ 60% ได้ จะส่งผลให้ GDP เติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยควรเน้นการตรวจสอบงบผูกพันและงบประมาณพื้นฐานต่างๆ

2. การปรับปรุงโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หากรายได้ของรัฐไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งปัจจุบันพบว่ายอดเก็บภาษีหลุดเป้าไปกว่า 1.1 แสนล้านบาท รัฐอาจจำเป็นต้องปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แต่ต้องมีการแยกประเภทอุตสาหกรรมให้ชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและการบริโภคควรคงไว้ที่ 7% เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการจนเกินไป

3. การบริหารด้วยมืออาชีพ : รัฐบาลใหม่ควรกล้าดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาบริหารกระทรวงต่างๆ แทนการใช้นักการเมืองหน้าเดิมที่ขาดความเข้าใจในปัญหาลึกๆ

“หากไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามกับดักประชานิยมและหันมามุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเหมือนอย่างที่ประเทศจีนกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ประเทศไทยก็ยากที่จะพัฒนาต่อไปได้ สถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายงบประมาณในขณะนี้จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะต้องเลือกระหว่างการแจกเงินเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น หรือการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของประเทศ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...