โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

กกร.ห่วงศึก “อิหร่าน” ลากยาว กดเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตแค่ 1.3–1.6%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 08.10 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 มี.ค.69) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมด้วย นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สมาคมธนาคารไทย และนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงผลการประชุม กกร.

ที่ประชุมประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าพลังงานทางเรือ รวมถึงการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากต้นทุนพลังงานภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมทั้งอาจกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินซึ่งต้องผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก

ทั้งนี้ เบื้องต้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 1.3–1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6–2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้ง

กกร. ให้ความสำคัญกับการเตรียมแนวทางรับมือผลกระทบร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา กกร. ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรับมือ

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก จากความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดีของประเทศไทย เช่น การผลักดันความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Hub)

โดยภาพรวม หน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือในหลายมิติ อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน รวมถึงการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ กกร. ยินดีสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ พร้อมช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงไปยังภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์พลังงานในประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 60 วัน ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังกล่าวถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่กลับมาอีกครั้ง หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ในอัตรา 10%

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึงขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงในระยะข้างหน้า

โดยในปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

กกร. ระบุว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ โดยคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ในการรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว

ทั้งนี้ ควรรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น พร้อมเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังควรให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ การพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill การบริหารจัดการการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายให้เพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจ รวมถึงการเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...