TDRI แนะ 4 ทางออก ยาแก้ป่วยเศรษฐกิจไทย
นักวิชาการ TDRI ชี้เศรฐกิจไทยเป็นคนป่วย เพราะวิกฤตโครงสร้างสะสมมานาน อาจใช้เวลาฟื้น 20-30 ปี แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน ภาษีสหรัฐฯ เอสเอ็มอี และฐานะการคลัง
กรณีสื่อต่างประเทศ Financial Times เผยบทวิเคราะห์ถึงเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะอ่อนแรงเปรียบเสมือนเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” จากการเติบโตที่ชะลอตัวต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จากปัจจัยหนี้ครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์สูง ความสามารถในการแข่งขันลดลง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ The Active ว่า การที่ไทยเป็นคนป่วยสะท้อนถึงการมีปัญหาที่รุนแรง โดยเปรียบเศรษฐกิจเหมือนร่างกายมนุษย์ที่เผชิญความเสี่ยงจากโรคที่ได้รับทุกวันหรือการบาดเจ็บเล็กน้อยอย่างเตะโต๊ะ ซึ่งก็สามารถฟื้นตัวได้เอง แต่หากถึงขั้นป่วยจนต้องเข้ารับการรักษา หมายความว่าต้องมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาสะสมเป็นระยะยาวนาน 10 – 20 ปี โดยไม่ได้เกิดมาจากปัญหาเดียว แต่เกิดจากความเสื่อมถอยของหลายปัจจัยรวมกัน และเมื่อปัญหาเหล่านี้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องไปด้วย จากที่เคยเติบโต 8% จนปัจจุบันปีนี้เหลือไม่ถึง 2% สิ่งนี้คืออาการของทุกโรคที่เข้ามาซ้ำเติมไทยจนกลายเป็นคนป่วย และการแก้ไขเรื่องนี้ต้องใช้เวลานาน 20 – 30 ปี
หลักฐานทางสถิติตอนนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าขั้นวิกฤต จากการที่เศรษฐกิจถดถอยลงต่อเนื่อง โดยกรอบค่าเฉลี่ยประมาณ 3 – 5 ปี เริ่มตั้งแต่หลังโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 2% ถือว่าอันตราย เพราะเริ่มลากยาว และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เช่น นักท่องเที่ยวต่างชาติ ปัจจุบันเหลือ 33 ล้านคน จาก 40 ล้านคนในช่วงก่อนโควิด-19 เป็นต้น สิ่งนี้เป็นตัวอย่างของปัญหาที่ไม่สามารถหายได้ในระยะสั้นแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว
เศรษฐกิจไทยต้องเร่งแก้ทุกด้าน
นักวิชาการ TDRI ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนในทุกด้าน ดังนี้
1. ภาษีสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจบลงยังไง ทั้งเงื่อนไขการค้าที่ไทยได้รับและเสียเปรียบอะไรบ้าง เช่น ต้องนําเข้าสินค้าอะไรบางอย่างเพิ่มมากขึ้นจากสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับธุรกิจคนไทย และปัญหาสินค้าสวมสิทธิจากจีน (Transshipment) ดังนั้นไทยจะแก้ปัญหา ปรับตัว และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร
2. ปัญหาหนี้ครัวเรือน แม้จะสามารถปรับตัวลดลงได้เองตามกลไกเศรษฐกิจ หากปล่อยเวลาให้ผ่านไปภาระหนี้ก็อาจทยอยลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การมีหนี้ครัวเรือนสูง จะส่งผลให้เศรษฐกิจซึมยาว จนกลายเป็นติดกับดักทำให้คนในประเทศไม่อยากใช้จ่ายจนกระทบการค้าขาย และเมื่อคนเริ่มรัดเข็มขัด ก็ยิ่งรัดเข็มขัดกันมากขึ้น จนซ้ำเติมให้เศรษฐกิจแย่ลงต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหานี้อย่างนั่งยืนก็ต้องไม่ทำให้ประเทศติดกับดักดังกล่าว
3. ปัญหาธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เข้าไม่ถึงสินเชื่อ รัฐบาลต้องพยายามดึงธุรกิจเหล่านี้กลับมาเข้าในระบบและวางกลไกในการพัฒนาธุรกิจเหล่านี้ระยะยาว รวมช่วยเหลือเฉพาะรายที่พัฒนาต่อไปได้ เพราะปกติรัฐบาลมักจะมีแต่มาตรการช่วยเหลือผ่านการอุดหนุนและค้าขายกับรัฐ จนอาจกลายเป็นกับดักทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไม่เติบโต
4. ปัญหาวินัยการคลัง มีการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่ควรเกิน 70% ของจีดีพี หากระดับหนี้สูงเกินกรอบดังกล่าว ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยมากขึ้นตามไปด้วย และอาจกระทบต่อภาคธุรกิจที่ต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินกิจการและการลงทุน ดังนั้นหากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายใด ๆ ต้องวางแผนการคลังอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะนโยบายที่เคยใช้ในการหาเสียง ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ
“ผมก็คิดว่าประมาณซัก 3 – 4 อย่างเนี่ย ถ้าทําได้อย่างรวดเร็วในช่วงแรกเนี่ย มันก็จะช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้” นณริฏ กล่าว
นโยบายยังไม่ชัด รัฐบาลใหม่ยังไม่ลงตัว
นณริฏ ประเมินนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมีความไม่แน่นอนสูง จนกว่าจะแถลงต่อรัฐสภา เพราะนโยบายที่แจ้งต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีข้อมูลน้อยมาก ในขณะที่นโยบายที่หาเสียงกับประชาชนมีความหลากหลายมากกว่ากับที่แจ้ง กกต. อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องรวมเสียง สส.ให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภา ซึ่งมีผลต่อการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี ดังนั้นจะมีนโยบายเพิ่มเติมอีกจากพรรคร่วม
อีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นได้นั้น นักวิชาการ TDRI มองว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลต้องมีความต่อเนื่อง ในอดีตรัฐบาลที่อยู่ยาว เช่น สมัยรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กลายมาเป็นอุตสาหกรรมหลักจนถึงปัจจุบัน หรือยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบาย ECC, New S Curve, BCG ซึ่งเกิดในช่วงที่รัฐบาลอยู่ยาวหลายปี และเป็นยุครัฐบาลอนุรักษ์นิยมบวกกับเทคโนโลยี
ส่วนในยุครัฐบาลประชาชาธิปไตย ก็มีสมัย ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ยาว 8 ปี แต่รัฐบาลลักษณะนั้นนโยบายมักไม่ใช่แนวเทคโนแครต (Technocrat) แต่จะเป็นนโยบายเชิงสังคมอย่างรัฐสวัสดิการ (Welfare State) เพราะตอนนั้นเกิดนโยาย 30 บาทรักษาทุกโรก
สำหรับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภูมิใจไทย สิ่งที่กังวลใจ คือ ทีมงานยังมีน้อยเกินไป เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจที่มีความท้าทายมากขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ จึงต้องมีทีมเศรษฐกิจที่เก่งมีชื่อเสียงระดับบิ๊กเนม แต่รัฐบาลนี้คาดว่ามีเพียง 3 คน คือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งถือว่าไม่เพียง
“ซึ่งในมุมมองผมต้องการเยอะกว่านี้ และต้องการทีมที่จะดันประเทศมันใหญ่มาก และความท้าทายมันมากกว่าเดิมด้วย ยุคนี้เป็นยุคที่พัฒนายากกว่าเดิม” นักวิชาการ TDRI กล่าว