โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โปรไฟล์ดี แต่สอบตกวิชาน้ำใจ กับตรรกะวิบัติ ของคนไม่เก็ตใส่ซองงานแต่ง

แนวหน้า

เผยแพร่ 01 มี.ค. เวลา 17.00 น.

ในยุคที่โซเชียลมีเดียให้พื้นที่คนพูดจาฉะฉานจนกลายเป็นช่องทางสร้างตัวตน ปรากฏทัศนะที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงวุฒิภาวะ “ซีเค เจิง” (CK Cheong) ซีอีโอหนุ่มแห่ง Fastwork นักเรียนนอกผู้มาพร้อมแนวคิดธุรกิจเรื่องความกล้าและความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างแรงกล้า ออกมาสื่อสารในมาดคนรุ่นใหม่หน้าตาสำอางตาว่าตนเอง “ไม่เก็ต” วัฒนธรรมการใส่ซองงานแต่งงาน

นี่คือประเด็นที่สวนทางกับความเป็นจริงของสังคมไทยอย่างสิ้นเชิง และนำมาสู่คำถามว่าสิ่งที่เขาเรียกว่าความไม่เข้าใจนั้น แท้จริงแล้วมันซ่อนอะไรไว้เบื้องหลัง

“ตอนแรกไม่ใส่เพราะไม่รู้… หลังๆ ค่อยรู้ว่าต้องมี แต่ผมก็ไม่ใส่ เพราะผมไม่เก็ตอยู่ดี” คำพูดนี้สะท้อนชัดว่าไปไกลเกินกว่าความไม่รู้ แต่คือการใช้ความไม่เข้าใจมาเป็นเครื่องมือในการปฏิเสธมารยาทพื้นฐาน

การพยายามโชว์ อีโก้ส่วนตัว ผ่านตรรกะที่เจ้าตัวคงคิดว่าดูเท่และเฉียบคม กลับกลายเป็นการแสดงความยโสที่มองโลกผ่านความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่คิดจะปรับตัวเข้าหาจิตใจของคนอื่นในสังคมที่ใช้สร้างฐานะ

หัวใจของการ "ใส่ซอง" ในสังคมไทย คือวิถีปฏิบัติที่หยั่งรากลึกในคนทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งของคนยากจน งานแต่งของชนชั้นกลาง หรือแม้แต่งานมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง

ใครก็ตามที่ได้รับเชิญไปร่วมงาน ต่างก็มีสำนึกตรงกันว่าต้องมีการใส่ซองเพื่อร่วมแสดงความยินดีและช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าภาพ

ความจริงที่ซีอีโอหนุ่มแกล้งลืมไปคือแม้แต่ในอเมริกาหรือโลกตะวันตกที่อ้างถึง ต่างก็มีธรรมเนียมการร่วมยินดีที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของขวัญตามรายการที่เจ้าภาพระบุ หรือการมอบเช็คเงินสดให้บ่าวสาว

ไม่มีที่ไหนในโลกที่สอนให้แขกเดินเข้างานไปมือเปล่าแล้วนั่งกินฟรีโดยไม่คิดจะเกื้อกูล การอ้างว่าไม่เก็ตซองเมืองไทย จึงไม่ใช่เรื่องของความต่างทางวัฒนธรรม แต่มันคือการจงใจเพิกเฉยต่อ "น้ำใจสากล" ที่มนุษย์ทั่วโลกมีให้กัน

ตรรกะที่ดูเหมือนจะล้ำสมัยอย่าง “ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเลี้ยง ผมไม่ไปก็ได้ ผมเอาเวลาไปทำงานดีกว่า” คือการเปิดเปลือยความแห้งผากในจิตใจ ที่มองทุกอย่างเป็นเพียงมูลค่าเงินและเวลา

การละเลยคุณค่าของน้ำใจที่เจ้าภาพหยิบยื่นให้ผ่านคำเชิญ กลายเป็นการเปลี่ยนงานมงคลให้เป็นเพียงธุรกรรมที่ต้องวัดความคุ้มค่า

ในวิถีปฏิบัติของคนไทย การใส่ซองไม่ใช่การซื้ออาหารกิน แต่มันคือการรักษามิตรภาพที่แม้แต่คนที่ลำบากที่สุดต่างก็ทำกัน

การเลือกคุยอย่างภาคภูมิใจว่า “จดไว้ได้เลย 0 บาท” คือการประจานวิธีคิดที่หยาบกระด้าง มองเห็นแต่ผลกำไรขาดทุนของตนเอง จนหลงลืมวิถีประเพณีที่หล่อเลี้ยงสังคมไทยมาทุกระดับ

ความคิดที่ว่า “คุณเชิญผมมา ผมไม่ได้ขอมา แล้วทำไมผมต้องจ่ายด้วยวะ” คือการสร้างตรรกะที่เจ้าตัวคงมองว่าแฟร์และดูเท่แบบคนรุ่นใหม่ แต่นั่นคือการแสดงถึงความมั่นใจแบบผิดกาลเทศะ

ภายใต้บุคลิกที่พยายามทำตัวเป็นผู้นำความคิด กลับซ่อนทัศนคติที่ป่วยไข้ของการหลงระเริงในความเด่นดังจนลืมมารยาทสังคม

หากสังคมเดินตามวิธีคิดที่เน้นความคุ้มค่าแบบไร้เยื่อใยเช่นนี้ พื้นที่สำหรับน้ำใจจะเหลือตรงไหน? วัฒนธรรมไทยคือสิ่งที่ช่วยประคองความรู้สึกของคนไม่ให้กลายเป็นเครื่องจักร

การปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ด้วยคำว่า “ไม่เก็ต” จึงไม่ได้ดูสมาร์ท แต่มันคือวุฒิภาวะที่ยังไม่เดียงสา ยิ่งพยายามอธิบายความไม่เข้าใจให้ดูฉะฉานเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าไม่เคยให้คุณค่ากับ น้ำใจและวิถีปฏิบัติที่ร้อยเรียงคนในสังคมเข้าด้วยกัน เลยแม้แต่นิดเดียว

การใส่ซองช่วยงาน จึงไม่ใช่เรื่องของเศษเงินหรือมูลค่าทางบัญชี แต่มันคือเรื่องของการให้เกียรติและการรักษาสายสัมพันธ์ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ซองใบเล็กๆ คือการแสดงออกถึงน้ำใจที่คนไทยทุกฐานะไม่ว่าจะจนหรือรวยต่างเข้าใจดี แต่น่าเสียดายที่คนหนุ่มโปรไฟล์หรูหรากลับมองข้ามความหมายที่งดงามของมัน

คำว่า “ไม่เก็ต” ของซีอีโอหนุ่มคนนี้จึงไม่ใช่เรื่องเท่ แต่มันคือความว่างเปล่าทางจิตใจที่เปิดเปลือยความแล้งน้ำใจออกมาให้คนทั้งสังคมได้เห็น

การมองทุกอย่างเป็นศูนย์ไม่ได้ทำให้ดูฉลาดกว่าใคร แต่มันคือความน่าเวทนาของ คนที่มีโปรไฟล์ดูหรูหราแต่กลับยากจนทางจิตใจอย่างที่สุด สิ่งที่เจ้าตัวพยายามโชว์ว่าเหนือกว่าคนอื่น กลายเป็นสิ่งที่ประจานความคับแคบของตนเองให้คนทั้งสังคมเห็นอย่างล่อนจ้อน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...