โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไมเนอร์ฯ สลัดหนี้-รีไซเคิลสินทรัพย์ปั๊ม ROIC 12% เคาะพันล้านเหรียญขยายโรงแรม-ร้านอาหารทั่วโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 4.42 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ปิดปี 2568 กำไรโต 16% ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก เปิด Roadmap 3 ปี (2026-2028) เตรียมส่งกอง REIT มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลงสนามตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 รุกโมเดลธุรกิจอัจฉริยะ Asset-Light เร่งขยายพอร์ตโรงแรม 850 แห่ง และร้านอาหาร 4,150 สาขา พร้อมดึงเทคโนโลยี AI ยกระดับขีดความสามารถการทำกำไรสูงสุด

20 กุมภาพันธ์ 2569 - นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งประเด็นดาราชาวจีนถูกลักพาตัว เหตุการณ์แผ่นดินไหว ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ สงครามการค้า (Trade War) และนโยบายภาษีจากสหรัฐฯ (ภาษีทรัมป์) อย่างไรก็ตาม Minor สามารถสร้างการเติบโตของกำไรหลักและกำไรตามรายงานประจำปีได้ถึง 16% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Core NPAT Margin 81 bps และ EBITDA Margin 33 bps ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost Saving) ทั้งในกลุ่ม Hotel และ Food

นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ผ่านการเพิกถอนหุ้น NHH (NH Hotels) ออกจากตลาดหลักทรัพย์สเปนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวเชิงกลยุทธ์ และการปลดล็อกมูลค่าด้วยการขายโรงแรม 2 แห่งในประเทศโปรตุเกสและเยอรมนี รวมถึงการรุกเข้าสู่ธุรกิจแป้งเบเกอรี่แช่แข็งระดับโลกร่วมกับ Europastry ผ่าน JV และเพิ่มสัดส่วนในแบรนด์ GAGA จากเดิม 50% เป็น 70% อีกทั้งยังได้รับอานิสงส์จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและต้นทุนของหนี้สิน (Cost of Fund) ที่ลดลง

สปีดพอร์ตโฟลิโอระดับโลก: ปักธง 850 โรงแรม-4,150 ร้านอาหาร เน้นโมเดลตัวเบา

สำหรับเป้าหมาย "2026F and Beyond" MINT ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโออย่างก้าวกระโดดภายในปี 2028 ดังนี้:

  • ธุรกิจโรงแรม (Hotels): ขยายจาก 636 แห่ง สู่ 850 แห่ง (รวมโรงแรมเปิดใหม่ รีแบรนด์ 23 แห่ง และสัญญาบริหารใหม่ 40 ฉบับ)
  • ธุรกิจร้านอาหาร (Restaurants): ขยายจาก 2,746 สาขา สู่ 4,150 สาขา (เปิดสาขาใหม่ปีล่าสุด 139-140 แห่ง เน้นไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์)

โดยยุทธศาสตร์หลักจะมุ่งเน้นโมเดล Asset-Light ทั้งการรับจ้างบริหาร (Managed) และแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อลดการใช้ Capital แต่สร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้น พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 4 แบรนด์เพื่อครอบคลุมทุก Segment และทำ Branding Positioning ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เป้าหมายทางการเงินระยะ 3 ปี (3-yr CAGR) :

  • รายได้เติบโต High Single-Digit (6-8% p.a.)
  • กำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 15-20% p.a.
  • ผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) ตั้งเป้าที่ 12%

หมัดเด็ด 2026: REIT IPO ปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์พันล้านเหรียญเข้าตลาดสิงคโปร์

MINT เตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในครึ่งหลังของปี 2026 (2H26) ด้วยแผนการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX)

  • มูลค่าสินทรัพย์รวม (GAV): ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • พอร์ตสินทรัพย์: ประกอบด้วยโรงแรม 14 แห่ง (ยุโรป 12 แห่ง และไทย 2 แห่ง ภายใต้แบรนด์ NH, NH Collection, Tivoli, Anantara และ Avani)
  • กลยุทธ์: MINT จะดำรงตำแหน่ง Sponsor, REIT Manager และ Hotel Manager โดยจะถือหุ้นในสัดส่วนนัยสำคัญ (Significant Minority Stake) แต่ไม่จำเป็นต้องเกิน 50% เพื่อทำ Deleveraging และ Capital Unlocking นำเงินมาหมุนเวียนสร้างการเติบโตต่อไป

รุกหนัก Branded Residences พ่วงเทคโนโลยี AI คุมต้นทุน-อัปยอดขาย

ในส่วนของ Branded Residences บริษัทตั้งเป้าหมาย IRR สูงถึง 30% ครอบคลุมภูมิภาค MEA, เอเชีย, ยุโรป, LATAM และสหรัฐฯ โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ:

  • Owned/JV: Kiara Reserve ภูเก็ต (มูลค่า 3 พันล้านบาท), Anantara Ubud (บาหลี), Four Seasons เกาะสมุย และโครงการ Super Luxury 500 ไร่ในภูเก็ต (Condo, Villa, Marina, Retail)
  • Fee-based: โครงการในไมอามี, ริยาด, มัสกัต, บาห์เรน, แซนซิบาร์ และราสอัลไคมาห์

ขณะที่ธุรกิจอาหารจะถูกยกระดับด้วย Operational AI ตั้งแต่การใช้ AI Camera, แพลตฟอร์ม AI Customer-engagement ไปจนถึงระบบ QR Ordering (Order/Pay at table) เพื่อสร้างรายได้จากกลุ่ม Known Diner Sales และ Digital Prepaid

อัดงบ 1.6 หมื่นล้านอัปเกรดสินทรัพย์ ดันค่าห้องพุ่ง 40% พร้อมเป้าสลัดภาระหนี้คุม D/E ต่ำ 0.85 เท่า

บริษัทวางงบลงทุนปี 2026-2028 ไว้ที่ประมาณ 15,000 - 16,000 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็น:

  • 65% (Maintenance & Upgrades): ปรับปรุง Look and Feel เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวไตรมาส 4 และดันราคาห้องพักเพิ่มขึ้น 20-40%
  • 35% (Expansion & Digital): ขยายธุรกิจและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

เป้าหมายงบดุลปี 2026F : ตั้งเป้า Net Debt to Equity ลดเหลือ 0.75x – 0.85x และ Net Debt to EBITDA ต่ำกว่า 4.0x หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนหนี้สินจาก 5.14% ในปี 2024 สู่ 4.28% ในปี 2025

เฝ้าระวังตัวแปรโลก: รับมือบาทแข็ง-ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน พร้อมรับอานิสงส์เที่ยวโลกฟื้น

นายดิลลิปมองว่าปี 2569 เปิดฉากด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี เสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้งช่วยดึงดูดฟันด์โฟลว์เข้าสู่ตลาดหุ้น และอุปสงค์การท่องเที่ยว (Resilient Global Travel Demand) ยังแข็งแกร่งจากกิจกรรมระดับโลก เช่น โอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ในยุโรป, F1 ในมาดริด และเทศกาลดนตรี Tomorrowland, Wonderfruit, EDC ในไทย

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยนายดิลลิปกล่าวทิ้งท้ายว่า “ความเสี่ยงหลักของปีนี้เป็นเรื่องภูมิศาสตร์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทค่อนข้างแข็งซึ่งกระทบต่อนักท่องเที่ยวและการส่งออก แต่อย่างไรก็ตามเราเห็น 2 ความเสี่ยงนี้มาโดยตลอด เรามีกลยุทธ์ที่จะลดทอนผลกระทบเหล่านี้มาค่อนข้างดี เราสามารถรับมือได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่น”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...