ไมเนอร์ฯ สลัดหนี้-รีไซเคิลสินทรัพย์ปั๊ม ROIC 12% เคาะพันล้านเหรียญขยายโรงแรม-ร้านอาหารทั่วโลก
ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ปิดปี 2568 กำไรโต 16% ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก เปิด Roadmap 3 ปี (2026-2028) เตรียมส่งกอง REIT มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลงสนามตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 รุกโมเดลธุรกิจอัจฉริยะ Asset-Light เร่งขยายพอร์ตโรงแรม 850 แห่ง และร้านอาหาร 4,150 สาขา พร้อมดึงเทคโนโลยี AI ยกระดับขีดความสามารถการทำกำไรสูงสุด
20 กุมภาพันธ์ 2569 - นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งประเด็นดาราชาวจีนถูกลักพาตัว เหตุการณ์แผ่นดินไหว ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ สงครามการค้า (Trade War) และนโยบายภาษีจากสหรัฐฯ (ภาษีทรัมป์) อย่างไรก็ตาม Minor สามารถสร้างการเติบโตของกำไรหลักและกำไรตามรายงานประจำปีได้ถึง 16% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Core NPAT Margin 81 bps และ EBITDA Margin 33 bps ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost Saving) ทั้งในกลุ่ม Hotel และ Food
นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ผ่านการเพิกถอนหุ้น NHH (NH Hotels) ออกจากตลาดหลักทรัพย์สเปนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวเชิงกลยุทธ์ และการปลดล็อกมูลค่าด้วยการขายโรงแรม 2 แห่งในประเทศโปรตุเกสและเยอรมนี รวมถึงการรุกเข้าสู่ธุรกิจแป้งเบเกอรี่แช่แข็งระดับโลกร่วมกับ Europastry ผ่าน JV และเพิ่มสัดส่วนในแบรนด์ GAGA จากเดิม 50% เป็น 70% อีกทั้งยังได้รับอานิสงส์จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและต้นทุนของหนี้สิน (Cost of Fund) ที่ลดลง
สปีดพอร์ตโฟลิโอระดับโลก: ปักธง 850 โรงแรม-4,150 ร้านอาหาร เน้นโมเดลตัวเบา
สำหรับเป้าหมาย "2026F and Beyond" MINT ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโออย่างก้าวกระโดดภายในปี 2028 ดังนี้:
- ธุรกิจโรงแรม (Hotels): ขยายจาก 636 แห่ง สู่ 850 แห่ง (รวมโรงแรมเปิดใหม่ รีแบรนด์ 23 แห่ง และสัญญาบริหารใหม่ 40 ฉบับ)
- ธุรกิจร้านอาหาร (Restaurants): ขยายจาก 2,746 สาขา สู่ 4,150 สาขา (เปิดสาขาใหม่ปีล่าสุด 139-140 แห่ง เน้นไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์)
โดยยุทธศาสตร์หลักจะมุ่งเน้นโมเดล Asset-Light ทั้งการรับจ้างบริหาร (Managed) และแฟรนไชส์ (Franchising) เพื่อลดการใช้ Capital แต่สร้างอัตรากำไรที่สูงขึ้น พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 4 แบรนด์เพื่อครอบคลุมทุก Segment และทำ Branding Positioning ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เป้าหมายทางการเงินระยะ 3 ปี (3-yr CAGR) :
- รายได้เติบโต High Single-Digit (6-8% p.a.)
- กำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 15-20% p.a.
- ผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) ตั้งเป้าที่ 12%
หมัดเด็ด 2026: REIT IPO ปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์พันล้านเหรียญเข้าตลาดสิงคโปร์
MINT เตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในครึ่งหลังของปี 2026 (2H26) ด้วยแผนการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX)
- มูลค่าสินทรัพย์รวม (GAV): ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
- พอร์ตสินทรัพย์: ประกอบด้วยโรงแรม 14 แห่ง (ยุโรป 12 แห่ง และไทย 2 แห่ง ภายใต้แบรนด์ NH, NH Collection, Tivoli, Anantara และ Avani)
- กลยุทธ์: MINT จะดำรงตำแหน่ง Sponsor, REIT Manager และ Hotel Manager โดยจะถือหุ้นในสัดส่วนนัยสำคัญ (Significant Minority Stake) แต่ไม่จำเป็นต้องเกิน 50% เพื่อทำ Deleveraging และ Capital Unlocking นำเงินมาหมุนเวียนสร้างการเติบโตต่อไป
รุกหนัก Branded Residences พ่วงเทคโนโลยี AI คุมต้นทุน-อัปยอดขาย
ในส่วนของ Branded Residences บริษัทตั้งเป้าหมาย IRR สูงถึง 30% ครอบคลุมภูมิภาค MEA, เอเชีย, ยุโรป, LATAM และสหรัฐฯ โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ:
- Owned/JV: Kiara Reserve ภูเก็ต (มูลค่า 3 พันล้านบาท), Anantara Ubud (บาหลี), Four Seasons เกาะสมุย และโครงการ Super Luxury 500 ไร่ในภูเก็ต (Condo, Villa, Marina, Retail)
- Fee-based: โครงการในไมอามี, ริยาด, มัสกัต, บาห์เรน, แซนซิบาร์ และราสอัลไคมาห์
ขณะที่ธุรกิจอาหารจะถูกยกระดับด้วย Operational AI ตั้งแต่การใช้ AI Camera, แพลตฟอร์ม AI Customer-engagement ไปจนถึงระบบ QR Ordering (Order/Pay at table) เพื่อสร้างรายได้จากกลุ่ม Known Diner Sales และ Digital Prepaid
อัดงบ 1.6 หมื่นล้านอัปเกรดสินทรัพย์ ดันค่าห้องพุ่ง 40% พร้อมเป้าสลัดภาระหนี้คุม D/E ต่ำ 0.85 เท่า
บริษัทวางงบลงทุนปี 2026-2028 ไว้ที่ประมาณ 15,000 - 16,000 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็น:
- 65% (Maintenance & Upgrades): ปรับปรุง Look and Feel เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวไตรมาส 4 และดันราคาห้องพักเพิ่มขึ้น 20-40%
- 35% (Expansion & Digital): ขยายธุรกิจและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน
เป้าหมายงบดุลปี 2026F : ตั้งเป้า Net Debt to Equity ลดเหลือ 0.75x – 0.85x และ Net Debt to EBITDA ต่ำกว่า 4.0x หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนหนี้สินจาก 5.14% ในปี 2024 สู่ 4.28% ในปี 2025
เฝ้าระวังตัวแปรโลก: รับมือบาทแข็ง-ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน พร้อมรับอานิสงส์เที่ยวโลกฟื้น
นายดิลลิปมองว่าปี 2569 เปิดฉากด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี เสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้งช่วยดึงดูดฟันด์โฟลว์เข้าสู่ตลาดหุ้น และอุปสงค์การท่องเที่ยว (Resilient Global Travel Demand) ยังแข็งแกร่งจากกิจกรรมระดับโลก เช่น โอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ในยุโรป, F1 ในมาดริด และเทศกาลดนตรี Tomorrowland, Wonderfruit, EDC ในไทย
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยนายดิลลิปกล่าวทิ้งท้ายว่า “ความเสี่ยงหลักของปีนี้เป็นเรื่องภูมิศาสตร์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทค่อนข้างแข็งซึ่งกระทบต่อนักท่องเที่ยวและการส่งออก แต่อย่างไรก็ตามเราเห็น 2 ความเสี่ยงนี้มาโดยตลอด เรามีกลยุทธ์ที่จะลดทอนผลกระทบเหล่านี้มาค่อนข้างดี เราสามารถรับมือได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่น”